เครื่องทำน้ำร้อน: แบบผ่านร้อน (Instant) VS แบบหม้อต้ม (Storage) เลือกแบบไหนดี? 💧
การเลือกเครื่องทำน้ำร้อนให้เหมาะกับการใช้งานในบ้านเป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องเผชิญกับอากาศเย็นในบางฤดู หรือต้องการความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน เครื่องทำน้ำร้อนมีอยู่ 2 ประเภทหลักๆ ที่คนนิยมใช้กันคือ แบบผ่านร้อน (Instant Water Heater) และ แบบหม้อต้ม (Storage Water Heater) แต่ละแบบก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป วันนี้เราจะมาไขข้อข้องใจว่าแบบไหนเหมาะกับบ้านของคุณมากกว่ากัน
เครื่องทำน้ำร้อนแบบผ่านร้อน (Instant Water Heater) คืออะไร?
เครื่องทำน้ำร้อนประเภทนี้จะทำความร้อนให้กับน้ำทันทีเมื่อเปิดใช้งาน โดยไม่มีการกักเก็บน้ำร้อนไว้ ทำให้ประหยัดพื้นที่และไม่ต้องรอคอยนาน เหมาะสำหรับบ้านที่ต้องการใช้น้ำร้อนเป็นครั้งคราว หรือมีสมาชิกในครอบครัวไม่มากนัก
ข้อดีของเครื่องทำน้ำร้อนแบบผ่านร้อน:
- ทำความร้อนได้รวดเร็ว: เปิดปุ๊บ น้ำร้อนปั๊บ พร้อมใช้งานทันที
- ประหยัดพลังงาน: ทำงานเฉพาะเมื่อมีการใช้น้ำ จึงไม่สิ้นเปลืองพลังงานโดยใช่เหตุ
- ขนาดกะทัดรัด: ใช้พื้นที่ในการติดตั้งน้อย เหมาะกับห้องน้ำที่มีพื้นที่จำกัด
- ราคาเริ่มต้นไม่สูง: โดยทั่วไปมีราคาเริ่มต้นที่เข้าถึงง่ายกว่าแบบหม้อต้ม
ข้อควรพิจารณา:
- กำลังไฟสูง: เครื่องประเภทนี้มักใช้กำลังไฟค่อนข้างสูงในช่วงเวลาที่ทำความร้อน
- ปริมาณน้ำร้อนจำกัด: อาจไม่เหมาะกับการใช้งานต่อเนื่องปริมาณมาก เช่น การเติมอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่
- ขึ้นอยู่กับแรงดันน้ำ: ประสิทธิภาพการทำความร้อนอาจลดลงหากแรงดันน้ำไม่สม่ำเสมอ
เครื่องทำน้ำร้อนแบบหม้อต้ม (Storage Water Heater) คืออะไร?
เครื่องทำน้ำร้อนประเภทนี้จะทำหน้าที่เก็บน้ำร้อนไว้ในถังเก็บภายในตัวเครื่อง เมื่อต้องการใช้น้ำร้อน เครื่องจะดึงน้ำร้อนที่เก็บสะสมไว้มาใช้งาน เหมาะสำหรับบ้านที่มีสมาชิกหลายคน หรือต้องการใช้น้ำร้อนในปริมาณมากอย่างต่อเนื่อง
ข้อดีของเครื่องทำน้ำร้อนแบบหม้อต้ม:
- จ่ายน้ำร้อนได้ต่อเนื่อง: สามารถใช้น้ำร้อนได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องกังวลเรื่องปริมาณ
- อุณหภูมิคงที่: รักษาอุณหภูมิของน้ำร้อนให้คงที่ได้ดี
- ไม่ต้องการแรงดันน้ำสูงมาก: ทำงานได้ดีแม้แรงดันน้ำจะไม่สูงนัก
- เหมาะกับการใช้งานหลากหลาย: สามารถต่อกับฝักบัว, อ่างอาบน้ำ, อ่างล้างหน้า หรือแม้กระทั่งอ่างล้างจานได้
ข้อควรพิจารณา:
- ใช้เวลาในการทำความร้อน: ต้องรอสักครู่เพื่อให้เครื่องทำความร้อนสะสมน้ำร้อนไว้ในถังก่อนใช้งาน
- ใช้พื้นที่ติดตั้งมากกว่า: เนื่องจากมีถังเก็บน้ำขนาดใหญ่ จึงต้องการพื้นที่ในการติดตั้งมากกว่า
- สิ้นเปลืองพลังงานมากกว่า: มีการรักษาอุณหภูมิน้ำในถังตลอดเวลา อาจทำให้สิ้นเปลืองพลังงานมากกว่า
- ราคาเริ่มต้นสูงกว่า: โดยทั่วไปมีราคาเริ่มต้นที่สูงกว่าแบบผ่านร้อน
เลือกแบบไหนดี? พิจารณาจากปัจจัยเหล่านี้
การตัดสินใจเลือกระหว่างสองประเภทนี้ ขึ้นอยู่กับความต้องการและลักษณะการใช้งานของแต่ละบ้านเป็นหลัก ลองพิจารณาจากปัจจัยต่อไปนี้:
- จำนวนสมาชิกในครอบครัว:
- ครอบครัวเล็ก (1-3 คน) หรือใช้งานเป็นครั้งคราว: แบบผ่านร้อนอาจเพียงพอ
- ครอบครัวใหญ่ (4 คนขึ้นไป) หรือต้องการใช้น้ำร้อนต่อเนื่อง: แบบหม้อต้มจะตอบโจทย์มากกว่า
- ลักษณะการใช้งาน:
- เน้นใช้น้ำร้อนกับฝักบัวเป็นหลัก: ทั้งสองแบบใช้ได้ แต่หากต้องการเติมอ่างอาบน้ำบ่อยๆ หรือต้องการน้ำร้อนปริมาณมาก ควรเลือกแบบหม้อต้ม
- ใช้น้ำร้อนล้างจาน หรืออ่างล้างหน้า: แบบผ่านร้อนก็เพียงพอ
- พื้นที่ในการติดตั้ง:
- ห้องน้ำมีพื้นที่จำกัด: แบบผ่านร้อนประหยัดพื้นที่ได้ดีกว่า
- มีพื้นที่เพียงพอ: แบบหม้อต้มก็สามารถติดตั้งได้
- แหล่งน้ำ:
- น้ำประปาปกติ: ทั้งสองแบบใช้งานได้ดี
- น้ำบาดาล (มีแทงค์พักน้ำ): ควรพิจารณาคุณภาพของน้ำบาดาลและระบบกรองที่ใช้ร่วมด้วย เครื่องทำน้ำร้อนบางรุ่นอาจมีข้อจำกัดเรื่องคุณภาพน้ำ
- งบประมาณ:
- งบประมาณจำกัด: แบบผ่านร้อนมักมีราคาเริ่มต้นที่ย่อมเยากว่า
- พร้อมลงทุนเพื่อความสะดวกสบาย: แบบหม้อต้มอาจเป็นตัวเลือกที่ดีในระยะยาว
ข้อควรจำเพิ่มเติม:
- กำลังไฟ: ตรวจสอบกำลังไฟที่เครื่องใช้ไฟฟ้าต้องการ และตรวจสอบระบบไฟฟ้าในบ้านว่ารองรับได้หรือไม่
- ความปลอดภัย: เลือกเครื่องทำน้ำร้อนที่มีระบบตัดไฟนิรภัย (Thermostat) และระบบป้องกันไฟฟ้ารั่ว (ELCB) เพื่อความปลอดภัยสูงสุด
- การติดตั้ง: ควรให้ช่างผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ติดตั้ง เพื่อความถูกต้องและปลอดภัย
การเลือกเครื่องทำน้ำร้อนที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณได้รับความสะดวกสบายและปลอดภัยในการใช้งาน ขอให้ทุกท่านเลือกเครื่องทำน้ำร้อนที่ถูกใจและตอบโจทย์การใช้งานในบ้านได้อย่างลงตัวนะครับ! 😊
#เครื่องทำน้ำร้อน #แบบผ่านร้อน #แบบหม้อต้ม #การเลือกเครื่องทำน้ำร้อน #ห้องน้ำ
ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
https://pantip.com/topic/41545640