สหรัฐฯ เปิดแนวรบใหม่! เอกชนลุย "ปฏิบัติการไซเบอร์เชิงรุก" สกัดอาชญากรรมข้ามชาติ

การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ เมื่อทำเนียบขาวสหรัฐฯ มีแผนที่จะอนุญาตให้บริษัทเอกชนด้านความปลอดภัยไซเบอร์ เข้ามามีส่วนร่วมใน "ปฏิบัติการไซเบอร์เชิงรุก" เพื่อต่อกรกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติและกลุ่มภัยคุกคามทางไซเบอร์ต่างๆ แนวคิดนี้เปรียบเสมือนการนำหลักการ "Privateering" ในยุคโบราณมาปรับใช้ในโลกดิจิทัล

ที่มาของแนวคิด: Privateering ในโลกไซเบอร์

แนวคิดนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก "Letters of Marque" เอกสารในยุคเรือใบ ที่อนุญาตให้เรือเอกชนติดอาวุธ เข้าโจมตีเรือโจรสลัดและเรือของศัตรู ซึ่งถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการล่าค่าไถ่ที่ถูกกฎหมาย (ขึ้นอยู่กับมุมมอง) การนำมาปรับใช้ในโลกไซเบอร์ หมายถึงการให้อำนาจแก่บริษัทเอกชนในการดำเนินการโจมตีทางไซเบอร์เพื่อขัดขวางการดำเนินงานของกลุ่มอาชญากร

กลไกการทำงานและข้อกำหนด

ภายใต้กรอบการดำเนินงานใหม่นี้ ศูนย์ประสานงานความมั่นคงแห่งชาติ (National Coordination Center) จะแบ่งการกำกับดูแลโปรแกรมออกเป็นสองส่วน โดยผู้อำนวยการบริหารจากกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) และกระทรวงยุติธรรม จะร่วมกันดูแล บริษัทด้านความปลอดภัยไซเบอร์ที่ต้องการเข้าร่วม จะต้องสมัครใจทำข้อตกลงแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองกับหน่วยงานรัฐบาลในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นจนถึงระดับชาติ และเสนอแนวทางรวมถึงช่วยเหลือในการดำเนิน "ปฏิบัติการไซเบอร์ที่จัดการกับภัยคุกคามเหล่านั้น"

ที่น่าสนใจคือ บริษัทที่เข้าร่วมจะต้องวางเงินประกัน (Bond/Escrow) เป็นมูลค่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งอาจถูกริบได้หากมีการละเมิดสัญญา

ความท้าทายและข้อกังวล

แม้ว่าแนวคิดนี้จะดูน่าสนใจ แต่ก็มีความท้าทายและข้อกังวลอยู่ไม่น้อย:

  • การระบุตัวตนผู้กระทำผิด: ในโลกไซเบอร์ การระบุตัวตนผู้กระทำผิดอย่างแม่นยำเป็นเรื่องที่ยากลำบาก การโจมตีโดยเอกชนอาจนำไปสู่การตอบโต้ระหว่างรัฐบาลและภาคเอกชน หรือแม้แต่การโจมตีที่ผิดพลาดไปยังเป้าหมายที่ไม่เกี่ยวข้อง
  • ความเสี่ยงด้านกฎหมายและการเมือง: ปฏิบัติการไซเบอร์เชิงรุกอาจถูกตีความว่าเป็นการกระทำที่ก้าวร้าว และอาจเชิญชวนให้เกิดการแก้แค้นได้
  • ความสลับซับซ้อนของภัยคุกคาม: กลุ่มอาชญากรไซเบอร์มักมีโครงสร้างที่ซับซ้อน ไม่ได้เป็นองค์กรที่ชัดเจนเสมอไป และอาจประกอบด้วยกลุ่มที่รวมตัวกันชั่วคราว ทำให้การจัดการยิ่งยากขึ้น
  • การตอบโต้แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน: อาจเกิดวงจรการตอบโต้ที่ทวีความรุนแรงขึ้นได้ เช่นเดียวกับที่เห็นในการสู้รบทางกายภาพและไซเบอร์ระหว่างยูเครนและรัสเซีย

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ

ก่อนหน้านี้ แนวคิด "การแฮ็กกลับ" (Hacking Back) เคยถูกเรียกว่า "ไอเดียที่แย่ที่สุดในวงการความปลอดภัยไซเบอร์" โดยผู้เชี่ยวชาญหลายคน เนื่องจากความยากในการระบุตัวตนและการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ แม้แต่เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลเองก็เคยแสดงความลังเลต่อแนวคิดนี้

สรุป

การเปิดทางให้เอกชนเข้ามามีบทบาทในปฏิบัติการไซเบอร์เชิงรุก ถือเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญของสหรัฐฯ ที่อาจพลิกโฉมหน้าการต่อสู้กับอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ แต่ก็มาพร้อมกับความท้าทายที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้แน่ใจว่าการดำเนินการดังกล่าวจะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและไม่ก่อให้เกิดผลกระทบที่คาดไม่ถึงตามมา

ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
https://gizmodo.com/trump-admin-lets-loose-the-cyber-pirates-2000798523

สหรัฐฯ เปิดแนวรบใหม่! เอกชนลุย "ปฏิบัติการไซเบอร์เชิงรุก" สกัดอาชญากรรมข้ามชาติการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ เมื่อทำเนียบขาวสหรัฐฯ มีแผนที่จะอนุญาตให้บริษัทเอกชนด้านความปลอดภัยไซเบอร์ เข้ามามีส่วนร่วมใน "ปฏิบัติการไซเบอร์เชิงรุก" เพื่อต่อกรกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติและกลุ่มภัยคุกคามทางไซเบอร์ต่างๆ แนวคิดนี้เปรียบเสมือนการนำหลักการ "Privateering" ในยุคโบราณมาปรับใช้ในโลกดิจิทัลที่มาของแนวคิด: Privateering ในโลกไซเบอร์แนวคิดนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก "Letters of Marque" เอกสารในยุคเรือใบ ที่อนุญาตให้เรือเอกชนติดอาวุธ เข้าโจมตีเรือโจรสลัดและเรือของศัตรู ซึ่งถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการล่าค่าไถ่ที่ถูกกฎหมาย (ขึ้นอยู่กับมุมมอง) การนำมาปรับใช้ในโลกไซเบอร์ หมายถึงการให้อำนาจแก่บริษัทเอกชนในการดำเนินการโจมตีทางไซเบอร์เพื่อขัดขวางการดำเนินงานของกลุ่มอาชญากรกลไกการทำงานและข้อกำหนดภายใต้กรอบการดำเนินงานใหม่นี้ ศูนย์ประสานงานความมั่นคงแห่งชาติ (National Coordination Center) จะแบ่งการกำกับดูแลโปรแกรมออกเป็นสองส่วน โดยผู้อำนวยการบริหารจากกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) และกระทรวงยุติธรรม จะร่วมกันดูแล บริษัทด้านความปลอดภัยไซเบอร์ที่ต้องการเข้าร่วม จะต้องสมัครใจทำข้อตกลงแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองกับหน่วยงานรัฐบาลในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นจนถึงระดับชาติ และเสนอแนวทางรวมถึงช่วยเหลือในการดำเนิน "ปฏิบัติการไซเบอร์ที่จัดการกับภัยคุกคามเหล่านั้น"ที่น่าสนใจคือ บริษัทที่เข้าร่วมจะต้องวางเงินประกัน (Bond/Escrow) เป็นมูลค่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งอาจถูกริบได้หากมีการละเมิดสัญญาความท้าทายและข้อกังวลแม้ว่าแนวคิดนี้จะดูน่าสนใจ แต่ก็มีความท้าทายและข้อกังวลอยู่ไม่น้อย:การระบุตัวตนผู้กระทำผิด: ในโลกไซเบอร์ การระบุตัวตนผู้กระทำผิดอย่างแม่นยำเป็นเรื่องที่ยากลำบาก การโจมตีโดยเอกชนอาจนำไปสู่การตอบโต้ระหว่างรัฐบาลและภาคเอกชน หรือแม้แต่การโจมตีที่ผิดพลาดไปยังเป้าหมายที่ไม่เกี่ยวข้องความเสี่ยงด้านกฎหมายและการเมือง: ปฏิบัติการไซเบอร์เชิงรุกอาจถูกตีความว่าเป็นการกระทำที่ก้าวร้าว และอาจเชิญชวนให้เกิดการแก้แค้นได้ความสลับซับซ้อนของภัยคุกคาม: กลุ่มอาชญากรไซเบอร์มักมีโครงสร้างที่ซับซ้อน ไม่ได้เป็นองค์กรที่ชัดเจนเสมอไป และอาจประกอบด้วยกลุ่มที่รวมตัวกันชั่วคราว ทำให้การจัดการยิ่งยากขึ้นการตอบโต้แบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน: อาจเกิดวงจรการตอบโต้ที่ทวีความรุนแรงขึ้นได้ เช่นเดียวกับที่เห็นในการสู้รบทางกายภาพและไซเบอร์ระหว่างยูเครนและรัสเซียมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญก่อนหน้านี้ แนวคิด "การแฮ็กกลับ" (Hacking Back) เคยถูกเรียกว่า "ไอเดียที่แย่ที่สุดในวงการความปลอดภัยไซเบอร์" โดยผู้เชี่ยวชาญหลายคน เนื่องจากความยากในการระบุตัวตนและการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ แม้แต่เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลเองก็เคยแสดงความลังเลต่อแนวคิดนี้สรุปการเปิดทางให้เอกชนเข้ามามีบทบาทในปฏิบัติการไซเบอร์เชิงรุก ถือเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญของสหรัฐฯ ที่อาจพลิกโฉมหน้าการต่อสู้กับอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ แต่ก็มาพร้อมกับความท้าทายที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้แน่ใจว่าการดำเนินการดังกล่าวจะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและไม่ก่อให้เกิดผลกระทบที่คาดไม่ถึงตามมาhttps://gizmodo.com/trump-admin-lets-loose-the-cyber-pirates-2000798523
Shared content
GIZMODO.COM
Trump Admin Lets Loose the Cyber Pirates
White House plans to let private firms wage cyber war on foreign and transnational criminal groups.
5 Yorumlar 0 hisse senetleri 500 Views 0 önizleme