Google Pixel Watch 5: ตรวจจับภาวะฉุกเฉินทางการหายใจ พร้อมฟีเจอร์สุขภาพใหม่

Google ได้เปิดตัวสมาร์ทวอทช์รุ่นล่าสุดอย่าง Pixel Watch 5 พร้อมกับสมาร์ทโฟน Pixel 11 โดยมีฟีเจอร์ด้านสุขภาพที่น่าสนใจอย่าง "การตรวจจับภาวะฉุกเฉินทางการหายใจ" (Breathing Emergency Detection) ซึ่งพัฒนาต่อยอดมาจากฟีเจอร์ Loss of Pulse Detection ที่เคยเปิดตัวใน Pixel Watch 3

ตรวจจับภาวะฉุกเฉินทางการหายใจ: ความปลอดภัยที่มาพร้อมเทคโนโลยี

ฟีเจอร์ใหม่นี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือผู้ใช้งานในสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจส่งผลต่อการหายใจ เช่น ภาวะพิษจากยา อุบัติเหตุ ปอดอักเสบรุนแรง หรือการสำลัก โดยอาศัยการทำงานร่วมกันของเซ็นเซอร์ขั้นสูงบนนาฬิกา ได้แก่ PPG (Photoplethysmography), Accelerometer (มาตรความเร่ง) และ Barometer (มาตรวัดความกดอากาศ)

อัลกอริทึมที่ทำงานบนอุปกรณ์ (On-device AI) จะทำการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อตรวจจับการลดลงอย่างต่อเนื่องของระดับออกซิเจนในเลือด และจะทำการโทรขอความช่วยเหลือฉุกเฉินไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งแชร์ตำแหน่งของผู้ใช้งานให้โดยอัตโนมัติ

ข้อควรทราบ:

  • ฟีเจอร์นี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลด้านสุขภาพ (เช่น FDA ในสหรัฐอเมริกา) จึงยังไม่พร้อมให้บริการในบางประเทศ
  • Google กำลังทำงานร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลเพื่อขยายการให้บริการ
  • ในระยะเริ่มต้น ฟีเจอร์นี้จะเปิดให้บริการในบางตลาดของสหภาพยุโรปเท่านั้น
  • ไม่ได้มีไว้สำหรับผู้ที่มีภาวะเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจอยู่ก่อนแล้ว และไม่ได้ออกแบบมาเพื่อวินิจฉัยหรือรักษาโรค
  • ผู้ใช้งาน Pixel Watch 4 ก็สามารถใช้งานฟีเจอร์นี้ได้ โดยไม่ต้องอัปเกรดเป็นรุ่นใหม่

ฟีเจอร์สุขภาพใหม่ที่มาพร้อมกับ Google Health App

นอกจากฟีเจอร์ตรวจจับภาวะฉุกเฉินแล้ว Google ยังเตรียมนำเสนอความสามารถใหม่ ๆ อีกสองประการที่จะมาถึงแอปพลิเคชัน Google Health ได้แก่:

  • แนวโน้มความดันโลหิต (Blood Pressure Trends)
  • แนวโน้มภาวะดื้อต่ออินซูลิน (Insulin Resistance Trends)

ฟีเจอร์เหล่านี้จะพร้อมใช้งานสำหรับผู้ใช้งาน Fitbit Air, Pixel Watch 3, Watch 4 และ Watch 5 ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้

เบื้องหลังการพัฒนา: การลงทุนในความแม่นยำของเซ็นเซอร์

Sandeep Waraich ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายอุปกรณ์สวมใส่ (Wearables) ของ Google กล่าวว่า การลงทุนอย่างต่อเนื่องในความแม่นยำของอัตราการเต้นของหัวใจเป็นสิ่งสำคัญ เพราะโมเดลเซ็นเซอร์ขนาดใหญ่สามารถตรวจจับ "ลายเซ็น" (signatures) เฉพาะของภาวะต่าง ๆ เช่น ภาวะดื้อต่ออินซูลิน และแนวโน้มความดันโลหิตได้ หากสัญญาณดิบมีความแม่นยำสูง

Health Guardian: หมวดหมู่ใหม่สำหรับฟีเจอร์สุขภาพ

Google ได้รวบรวมฟีเจอร์ด้านสุขภาพเหล่านี้ไว้ภายใต้หมวดหมู่ใหม่ที่เรียกว่า Health Guardian ซึ่งรวมถึงฟีเจอร์ที่มีอยู่แล้ว เช่น การแจ้งเตือนภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Irregular Rhythm Notifications), การแจ้งเตือนอัตราการเต้นของหัวใจสูง/ต่ำ (High/Low Heart Rate Notifications), Loss of Pulse และคุณภาพการหายใจขณะนอนหลับ (Sleep Breathing Quality)

แนวคิดคือการจัดวางฟีเจอร์เหล่านี้ไว้ในที่ที่ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบการตั้งค่าได้อย่างง่ายดาย คล้ายกับแอป Personal Safety บน Pixel Phone ที่แสดงฟีเจอร์ต่างๆ เช่น Emergency SOS, Safety Check และ Car Crash Detection ไว้ในที่เดียว

ฟีเจอร์ส่วนใหญ่ใน Health Guardian จะมีการสรุปรายงานประจำเดือนจากข้อมูลการติดตามตลอด 24 ชั่วโมง โดย Google จะเสนอแนะแนวทางในการดูแลสุขภาพ หรือผู้ใช้งานสามารถส่งข้อมูลไปยังแพทย์เพื่อขอคำปรึกษาได้

การดูแลสุขภาพเชิงรุก: ประโยชน์ของแนวโน้มความดันโลหิตและภาวะดื้อต่ออินซูลิน

ฟีเจอร์แนวโน้มความดันโลหิตและภาวะดื้อต่ออินซูลินถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้คนสามารถติดตามความเสี่ยงด้านสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที ก่อนที่จะสายเกินไป เนื่องจากความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับต้นๆ ของโรคหัวใจและหลอดเลือด

แม้ว่าปัจจุบันยังไม่มีอุปกรณ์สวมใส่ที่ American Heart Association (AHA) แนะนำสำหรับการวัดความดันโลหิตโดยเฉพาะ และเครื่องวัดแบบปลอกแขนยังคงเป็นมาตรฐานทองคำสำหรับการวินิจฉัยและกำหนดการรักษา แต่ AHA ก็ยอมรับว่าอุปกรณ์แบบไร้สาย เช่น สมาร์ทริงและสมาร์ทวอทช์ "มีแนวโน้มที่ดีเยี่ยม" และ "มีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลง" การดูแลผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง

Google ใช้ประโยชน์จากข้อมูล PPG ที่รวบรวมมานานหลายปีผ่าน Fitbit เพื่อสร้างโมเดลที่สามารถระบุ "ลายเซ็น" ที่เกี่ยวข้องกับภาวะความดันโลหิตสูงได้ ซึ่งอาจนำไปสู่การคาดการณ์ความดันโลหิตได้แม่นยำยิ่งขึ้น

#PixelWatch5 #Smartwatch #HealthTech #GoogleHealth #WearableTech

ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
https://www.wired.com/story/googles-pixel-watch-5-can-now-detect-breathing-emergencies/

Google Pixel Watch 5: ตรวจจับภาวะฉุกเฉินทางการหายใจ พร้อมฟีเจอร์สุขภาพใหม่Google ได้เปิดตัวสมาร์ทวอทช์รุ่นล่าสุดอย่าง Pixel Watch 5 พร้อมกับสมาร์ทโฟน Pixel 11 โดยมีฟีเจอร์ด้านสุขภาพที่น่าสนใจอย่าง "การตรวจจับภาวะฉุกเฉินทางการหายใจ" (Breathing Emergency Detection) ซึ่งพัฒนาต่อยอดมาจากฟีเจอร์ Loss of Pulse Detection ที่เคยเปิดตัวใน Pixel Watch 3ตรวจจับภาวะฉุกเฉินทางการหายใจ: ความปลอดภัยที่มาพร้อมเทคโนโลยีฟีเจอร์ใหม่นี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือผู้ใช้งานในสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจส่งผลต่อการหายใจ เช่น ภาวะพิษจากยา อุบัติเหตุ ปอดอักเสบรุนแรง หรือการสำลัก โดยอาศัยการทำงานร่วมกันของเซ็นเซอร์ขั้นสูงบนนาฬิกา ได้แก่ PPG (Photoplethysmography), Accelerometer (มาตรความเร่ง) และ Barometer (มาตรวัดความกดอากาศ)อัลกอริทึมที่ทำงานบนอุปกรณ์ (On-device AI) จะทำการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อตรวจจับการลดลงอย่างต่อเนื่องของระดับออกซิเจนในเลือด และจะทำการโทรขอความช่วยเหลือฉุกเฉินไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งแชร์ตำแหน่งของผู้ใช้งานให้โดยอัตโนมัติข้อควรทราบ:ฟีเจอร์นี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลด้านสุขภาพ (เช่น FDA ในสหรัฐอเมริกา) จึงยังไม่พร้อมให้บริการในบางประเทศGoogle กำลังทำงานร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลเพื่อขยายการให้บริการในระยะเริ่มต้น ฟีเจอร์นี้จะเปิดให้บริการในบางตลาดของสหภาพยุโรปเท่านั้นไม่ได้มีไว้สำหรับผู้ที่มีภาวะเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจอยู่ก่อนแล้ว และไม่ได้ออกแบบมาเพื่อวินิจฉัยหรือรักษาโรคผู้ใช้งาน Pixel Watch 4 ก็สามารถใช้งานฟีเจอร์นี้ได้ โดยไม่ต้องอัปเกรดเป็นรุ่นใหม่ฟีเจอร์สุขภาพใหม่ที่มาพร้อมกับ Google Health Appนอกจากฟีเจอร์ตรวจจับภาวะฉุกเฉินแล้ว Google ยังเตรียมนำเสนอความสามารถใหม่ ๆ อีกสองประการที่จะมาถึงแอปพลิเคชัน Google Health ได้แก่:แนวโน้มความดันโลหิต (Blood Pressure Trends)แนวโน้มภาวะดื้อต่ออินซูลิน (Insulin Resistance Trends)ฟีเจอร์เหล่านี้จะพร้อมใช้งานสำหรับผู้ใช้งาน Fitbit Air, Pixel Watch 3, Watch 4 และ Watch 5 ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้เบื้องหลังการพัฒนา: การลงทุนในความแม่นยำของเซ็นเซอร์Sandeep Waraich ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายอุปกรณ์สวมใส่ (Wearables) ของ Google กล่าวว่า การลงทุนอย่างต่อเนื่องในความแม่นยำของอัตราการเต้นของหัวใจเป็นสิ่งสำคัญ เพราะโมเดลเซ็นเซอร์ขนาดใหญ่สามารถตรวจจับ "ลายเซ็น" (signatures) เฉพาะของภาวะต่าง ๆ เช่น ภาวะดื้อต่ออินซูลิน และแนวโน้มความดันโลหิตได้ หากสัญญาณดิบมีความแม่นยำสูงHealth Guardian: หมวดหมู่ใหม่สำหรับฟีเจอร์สุขภาพGoogle ได้รวบรวมฟีเจอร์ด้านสุขภาพเหล่านี้ไว้ภายใต้หมวดหมู่ใหม่ที่เรียกว่า Health Guardian ซึ่งรวมถึงฟีเจอร์ที่มีอยู่แล้ว เช่น การแจ้งเตือนภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Irregular Rhythm Notifications), การแจ้งเตือนอัตราการเต้นของหัวใจสูง/ต่ำ (High/Low Heart Rate Notifications), Loss of Pulse และคุณภาพการหายใจขณะนอนหลับ (Sleep Breathing Quality)แนวคิดคือการจัดวางฟีเจอร์เหล่านี้ไว้ในที่ที่ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบการตั้งค่าได้อย่างง่ายดาย คล้ายกับแอป Personal Safety บน Pixel Phone ที่แสดงฟีเจอร์ต่างๆ เช่น Emergency SOS, Safety Check และ Car Crash Detection ไว้ในที่เดียวฟีเจอร์ส่วนใหญ่ใน Health Guardian จะมีการสรุปรายงานประจำเดือนจากข้อมูลการติดตามตลอด 24 ชั่วโมง โดย Google จะเสนอแนะแนวทางในการดูแลสุขภาพ หรือผู้ใช้งานสามารถส่งข้อมูลไปยังแพทย์เพื่อขอคำปรึกษาได้การดูแลสุขภาพเชิงรุก: ประโยชน์ของแนวโน้มความดันโลหิตและภาวะดื้อต่ออินซูลินฟีเจอร์แนวโน้มความดันโลหิตและภาวะดื้อต่ออินซูลินถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้คนสามารถติดตามความเสี่ยงด้านสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที ก่อนที่จะสายเกินไป เนื่องจากความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับต้นๆ ของโรคหัวใจและหลอดเลือดแม้ว่าปัจจุบันยังไม่มีอุปกรณ์สวมใส่ที่ American Heart Association (AHA) แนะนำสำหรับการวัดความดันโลหิตโดยเฉพาะ และเครื่องวัดแบบปลอกแขนยังคงเป็นมาตรฐานทองคำสำหรับการวินิจฉัยและกำหนดการรักษา แต่ AHA ก็ยอมรับว่าอุปกรณ์แบบไร้สาย เช่น สมาร์ทริงและสมาร์ทวอทช์ "มีแนวโน้มที่ดีเยี่ยม" และ "มีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลง" การดูแลผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงGoogle ใช้ประโยชน์จากข้อมูล PPG ที่รวบรวมมานานหลายปีผ่าน Fitbit เพื่อสร้างโมเดลที่สามารถระบุ "ลายเซ็น" ที่เกี่ยวข้องกับภาวะความดันโลหิตสูงได้ ซึ่งอาจนำไปสู่การคาดการณ์ความดันโลหิตได้แม่นยำยิ่งขึ้น#PixelWatch5 #Smartwatch #HealthTech #GoogleHealth #WearableTechhttps://www.wired.com/story/googles-pixel-watch-5-can-now-detect-breathing-emergencies/
Shared content
WWW.WIRED.COM
Google’s Pixel Watch 5 Can Now Detect Breathing Emergencies
The company is also adding blood pressure and insulin resistance trends as proactive monitoring tools in the Google Health app.
3 Commentaires 0 Parts 224 Vue 0 Aperçu