ราคาตามการสอดแนม: เมื่อ AI เข้ามามีบทบาทในการกำหนดราคา สินค้าที่แพงขึ้นจริงหรือ? 🕵️‍♀️💰

การเมืองไทยอาจมีความเห็นต่างกันอยู่เสมอ แต่ในสหรัฐอเมริกา มีประเด็นหนึ่งที่ดูเหมือนจะสร้างความเห็นพ้องต้องกันได้ระหว่างพรรคริพับลิกันและเดโมแครต นั่นคือ "ราคาตามการสอดแนม" (Surveillance Pricing) ซึ่งเป็นการที่บริษัทใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้บริโภคมาปรับเปลี่ยนราคาของสินค้าและบริการ ปรากฏการณ์นี้กำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด และคำถามสำคัญคือ สภาคองเกรสจะลงมือออกกฎหมายควบคุมเรื่องนี้จริงจังแค่ไหน?

ราคาตามการสอดแนมคืออะไร? 🤔

โดยพื้นฐานแล้ว ราคาตามการสอดแนม คือการที่ธุรกิจใช้ประโยชน์จากข้อมูลส่วนตัวที่เรามอบให้ ไม่ว่าจะเป็นประวัติการซื้อ สถานที่ที่ไป หรือแม้แต่พฤติกรรมการคลิกบนเว็บไซต์ เพื่อคาดการณ์ว่าเราจะยอมจ่ายเท่าไหร่สำหรับสินค้าหรือบริการชิ้นหนึ่ง เทคโนโลยี AI ทำให้กระบวนการนี้แม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

วุฒิสมาชิก Josh Hawley จากพรรครีพับลิกัน ได้แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อการที่บริษัทใหญ่ๆ เช่น Staples, Target, Lyft และ Amazon นำ AI มาใช้ในลักษณะนี้ เขากล่าวว่า นี่คือ "การหลอกลวงครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์อเมริกา" ที่เป็นการรวมกันระหว่างอุตสาหกรรม AI และบรรษัทยักษ์ใหญ่เพื่อเอาเปรียบผู้บริโภค

ข้อมูลส่วนตัวกลายเป็นกำไรมหาศาล 💸

ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นพิเศษคือกรณีของ Kroger ร้านค้าปลีกรายใหญ่ ที่สามารถทำรายได้มหาศาลจากการติดตามพฤติกรรมลูกค้าทั้งในร้านและออนไลน์ แล้วนำข้อมูลนั้นไปขายต่อให้กับบริษัทอื่น ๆ Senator Hawley ชี้ให้เห็นว่า Kroger ทำเงินได้ถึงครึ่งพันล้านดอลลาร์จากการกระทำดังกล่าว

Lindsay Owens ผู้อำนวยการบริหารของ Groundwork Collaborative ซึ่งเป็นนักวิเคราะห์ที่เชี่ยวชาญด้านนี้ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า บริษัทต่างๆ สามารถรวบรวม ติดตาม และวิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลได้ในระดับที่ไม่เคยจินตนาการมาก่อน พวกเขาสามารถบันทึกข้อมูลสถานที่ ประวัติการซื้อ และแม้กระทั่งการเคลื่อนไหวของเคอร์เซอร์ เพื่อคาดการณ์ราคาที่ลูกค้าจะยอมจ่ายได้ดียิ่งขึ้น โปรแกรมที่ดูเหมือนจะเป็นประโยชน์อย่าง "สะสมแต้ม" ก็อาจกลายเป็นเครื่องมือในการเก็บเกี่ยวข้อมูลของเราเช่นกัน ทำให้ลูกค้ากลายเป็นหนูทดลองในการทดลองตั้งราคาที่ซับซ้อน

ความเห็นพ้องต้องกันในสภา 🤝

สิ่งที่น่าสนใจคือ ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการยุติธรรมของวุฒิสภา หัวข้อ "ข้อมูลของคุณ กำไรของพวกเขา: ต้นทุนของผู้บริโภคจากราคาตามการสอดแนมด้วย AI" บรรยากาศค่อนข้างราบรื่น วุฒิสมาชิก **** Durbin จากพรรคเดโมแครต ถึงกับกล่าวว่าเขาไม่ค่อยมีอะไรจะเพิ่มเติมจากการเปิดการพิจารณาของ Hawley แสดงให้เห็นถึงความเห็นที่ตรงกันในประเด็นนี้

แม้จะมีผู้เชี่ยวชาญบางส่วน เช่น Dr. Z จาก Wharton School ที่มองว่าการเก็บข้อมูลเป็นสิ่งจำเป็นในการ "ทำความเข้าใจผู้บริโภคในตลาด" แต่โดยรวมแล้ว ผู้แทนจากทั้งสองพรรคต่างซักถามผู้เชี่ยวชาญอย่างจริงจังเกี่ยวกับราคาตามการสอดแนม และแนวทางแก้ไขปัญหา

ความพยายามในการควบคุม และช่องโหว่ ⚖️

หลายรัฐในสหรัฐอเมริกา เช่น แมริแลนด์, คอนเนตทิค, นิวเจอร์ซีย์ และนิวยอร์ก ได้มีความพยายามออกกฎหมายเพื่อห้ามหรือจำกัดการใช้ราคาตามการสอดแนม โดยเฉพาะในธุรกิจร้านขายของชำ

อย่างไรก็ตาม นักกิจกรรมหลายคนมองว่ากฎหมายเหล่านี้ยังมีช่องโหว่ แม้แต่กฎหมายของแมริแลนด์ ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับแรก ก็ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีจุดอ่อนอยู่มาก

ผู้บริโภคกังวลแค่ไหน? 😟

ผลสำรวจจาก GBAO Strategies ในเดือนพฤษภาคม ชี้ว่า 68% ของชาวอเมริกันกังวลว่าราคาตามการสอดแนมจะทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้น มีเพียง 5% เท่านั้นที่เชื่อว่าจะทำให้ราคาลดลง

กฎหมายจะผ่านหรือไม่? ⏳

ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภามีการเสนอ ร่างกฎหมายเพื่อควบคุมราคาตามการสอดแนมแล้ว แต่ยังไม่มีการพิจารณาอย่างจริงจัง แม้ว่านักการเมืองจะแสดงท่าทีว่าให้ความสำคัญกับปัญหานี้ แต่การลงมือทำจริงจังเป็นอีกเรื่องหนึ่ง และในสถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบัน การออกกฎหมายที่อาจเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคและถูกต่อต้านโดยบรรษัทยักษ์ใหญ่ อาจเป็นเรื่องที่ยากจะเกิดขึ้นได้จริง

สรุป: การจับตาดูสถานการณ์ 👁️

ราคาตามการสอดแนมเป็นประเด็นที่ซับซ้อน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้เทคโนโลยี AI ข้อมูลส่วนบุคคล และผลกระทบต่อผู้บริโภค แม้จะมีความเห็นพ้องต้องกันในระดับหนึ่งในสภา แต่การจะผลักดันกฎหมายที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ ยังคงเป็นความท้าทายที่ต้องจับตาต่อไป

#ราคาตามการสอดแนม #AI #คุ้มครองผู้บริโภค

ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
https://gizmodo.com/during-a-day-of-rancor-senators-find-common-ground-no-one-likes-surveillance-pricing-2000794639

ราคาตามการสอดแนม: เมื่อ AI เข้ามามีบทบาทในการกำหนดราคา สินค้าที่แพงขึ้นจริงหรือ? 🕵️‍♀️💰การเมืองไทยอาจมีความเห็นต่างกันอยู่เสมอ แต่ในสหรัฐอเมริกา มีประเด็นหนึ่งที่ดูเหมือนจะสร้างความเห็นพ้องต้องกันได้ระหว่างพรรคริพับลิกันและเดโมแครต นั่นคือ "ราคาตามการสอดแนม" (Surveillance Pricing) ซึ่งเป็นการที่บริษัทใช้ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้บริโภคมาปรับเปลี่ยนราคาของสินค้าและบริการ ปรากฏการณ์นี้กำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด และคำถามสำคัญคือ สภาคองเกรสจะลงมือออกกฎหมายควบคุมเรื่องนี้จริงจังแค่ไหน?ราคาตามการสอดแนมคืออะไร? 🤔โดยพื้นฐานแล้ว ราคาตามการสอดแนม คือการที่ธุรกิจใช้ประโยชน์จากข้อมูลส่วนตัวที่เรามอบให้ ไม่ว่าจะเป็นประวัติการซื้อ สถานที่ที่ไป หรือแม้แต่พฤติกรรมการคลิกบนเว็บไซต์ เพื่อคาดการณ์ว่าเราจะยอมจ่ายเท่าไหร่สำหรับสินค้าหรือบริการชิ้นหนึ่ง เทคโนโลยี AI ทำให้กระบวนการนี้แม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนวุฒิสมาชิก Josh Hawley จากพรรครีพับลิกัน ได้แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อการที่บริษัทใหญ่ๆ เช่น Staples, Target, Lyft และ Amazon นำ AI มาใช้ในลักษณะนี้ เขากล่าวว่า นี่คือ "การหลอกลวงครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์อเมริกา" ที่เป็นการรวมกันระหว่างอุตสาหกรรม AI และบรรษัทยักษ์ใหญ่เพื่อเอาเปรียบผู้บริโภคข้อมูลส่วนตัวกลายเป็นกำไรมหาศาล 💸ประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นพิเศษคือกรณีของ Kroger ร้านค้าปลีกรายใหญ่ ที่สามารถทำรายได้มหาศาลจากการติดตามพฤติกรรมลูกค้าทั้งในร้านและออนไลน์ แล้วนำข้อมูลนั้นไปขายต่อให้กับบริษัทอื่น ๆ Senator Hawley ชี้ให้เห็นว่า Kroger ทำเงินได้ถึงครึ่งพันล้านดอลลาร์จากการกระทำดังกล่าวLindsay Owens ผู้อำนวยการบริหารของ Groundwork Collaborative ซึ่งเป็นนักวิเคราะห์ที่เชี่ยวชาญด้านนี้ ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า บริษัทต่างๆ สามารถรวบรวม ติดตาม และวิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลได้ในระดับที่ไม่เคยจินตนาการมาก่อน พวกเขาสามารถบันทึกข้อมูลสถานที่ ประวัติการซื้อ และแม้กระทั่งการเคลื่อนไหวของเคอร์เซอร์ เพื่อคาดการณ์ราคาที่ลูกค้าจะยอมจ่ายได้ดียิ่งขึ้น โปรแกรมที่ดูเหมือนจะเป็นประโยชน์อย่าง "สะสมแต้ม" ก็อาจกลายเป็นเครื่องมือในการเก็บเกี่ยวข้อมูลของเราเช่นกัน ทำให้ลูกค้ากลายเป็นหนูทดลองในการทดลองตั้งราคาที่ซับซ้อนความเห็นพ้องต้องกันในสภา 🤝สิ่งที่น่าสนใจคือ ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการยุติธรรมของวุฒิสภา หัวข้อ "ข้อมูลของคุณ กำไรของพวกเขา: ต้นทุนของผู้บริโภคจากราคาตามการสอดแนมด้วย AI" บรรยากาศค่อนข้างราบรื่น วุฒิสมาชิก Dick Durbin จากพรรคเดโมแครต ถึงกับกล่าวว่าเขาไม่ค่อยมีอะไรจะเพิ่มเติมจากการเปิดการพิจารณาของ Hawley แสดงให้เห็นถึงความเห็นที่ตรงกันในประเด็นนี้แม้จะมีผู้เชี่ยวชาญบางส่วน เช่น Dr. Z จาก Wharton School ที่มองว่าการเก็บข้อมูลเป็นสิ่งจำเป็นในการ "ทำความเข้าใจผู้บริโภคในตลาด" แต่โดยรวมแล้ว ผู้แทนจากทั้งสองพรรคต่างซักถามผู้เชี่ยวชาญอย่างจริงจังเกี่ยวกับราคาตามการสอดแนม และแนวทางแก้ไขปัญหาความพยายามในการควบคุม และช่องโหว่ ⚖️หลายรัฐในสหรัฐอเมริกา เช่น แมริแลนด์, คอนเนตทิค, นิวเจอร์ซีย์ และนิวยอร์ก ได้มีความพยายามออกกฎหมายเพื่อห้ามหรือจำกัดการใช้ราคาตามการสอดแนม โดยเฉพาะในธุรกิจร้านขายของชำอย่างไรก็ตาม นักกิจกรรมหลายคนมองว่ากฎหมายเหล่านี้ยังมีช่องโหว่ แม้แต่กฎหมายของแมริแลนด์ ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับแรก ก็ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีจุดอ่อนอยู่มากผู้บริโภคกังวลแค่ไหน? 😟ผลสำรวจจาก GBAO Strategies ในเดือนพฤษภาคม ชี้ว่า 68% ของชาวอเมริกันกังวลว่าราคาตามการสอดแนมจะทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้น มีเพียง 5% เท่านั้นที่เชื่อว่าจะทำให้ราคาลดลงกฎหมายจะผ่านหรือไม่? ⏳ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภามีการเสนอ ร่างกฎหมายเพื่อควบคุมราคาตามการสอดแนมแล้ว แต่ยังไม่มีการพิจารณาอย่างจริงจัง แม้ว่านักการเมืองจะแสดงท่าทีว่าให้ความสำคัญกับปัญหานี้ แต่การลงมือทำจริงจังเป็นอีกเรื่องหนึ่ง และในสถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบัน การออกกฎหมายที่อาจเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคและถูกต่อต้านโดยบรรษัทยักษ์ใหญ่ อาจเป็นเรื่องที่ยากจะเกิดขึ้นได้จริงสรุป: การจับตาดูสถานการณ์ 👁️ราคาตามการสอดแนมเป็นประเด็นที่ซับซ้อน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้เทคโนโลยี AI ข้อมูลส่วนบุคคล และผลกระทบต่อผู้บริโภค แม้จะมีความเห็นพ้องต้องกันในระดับหนึ่งในสภา แต่การจะผลักดันกฎหมายที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ ยังคงเป็นความท้าทายที่ต้องจับตาต่อไป#ราคาตามการสอดแนม #AI #คุ้มครองผู้บริโภคhttps://gizmodo.com/during-a-day-of-rancor-senators-find-common-ground-no-one-likes-surveillance-pricing-2000794639
Shared content
GIZMODO.COM
During a Day of Rancor, Senators Find Common Ground: No One Likes Surveillance Pricing
"AI surveillance pricing is the unholy trinity of everything Americans hate."
3 Comentários 0 Compartilhamentos 534 Visualizações 0 Anterior