-
Public Group
-
115 Posts
-
0 Photos
-
0 Videos
-
Reviews
-
Other
-
สหรัฐฯ เปิดทางบริษัทเอกชน "เจาะระบบ" แฮกเกอร์ต่างชาติ: นโยบายใหม่ด้านความมั่นคงไซเบอร์
ในยุคที่ภัยคุกคามทางไซเบอร์ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ นโยบายด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของสหรัฐอเมริกาได้ประกาศการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ โดยจะเปิดโอกาสให้บริษัทเอกชนที่ผ่านการตรวจสอบ สามารถดำเนินการโจมตีทางไซเบอร์ (Offensive Cyber Operations) ต่อกลุ่มอาชญากรไซเบอร์ต่างชาติได้ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาล
การเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งสำคัญ 🇺🇸
ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ มีแนวทางที่เน้นให้บริษัทเอกชนทำหน้าที่ป้องกันการโจมตีจากแฮกเกอร์เป็นหลัก แต่ล่าสุดได้มีบันทึกข้อตกลงจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่อนุญาตให้บริษัทเอกชนที่มีคุณสมบัติเหมาะสม สามารถดำเนินการทั้งการสอดแนมและปฏิบัติการโจมตีทางไซเบอร์เพื่อขัดขวางกลุ่มอาชญากรไซเบอร์ที่ใช้ช่องทางออนไลน์ในการก่ออาชญากรรมต่างๆ เช่น แรนซัมแวร์ การฉ้อโกง และอาชญากรรมไซเบอร์อื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อชาวอเมริกัน
การดำเนินการภายใต้การควบคุม 🔍
บริษัทเอกชนที่เข้าร่วมโครงการนี้จะไม่ได้มีอำนาจดำเนินการตามอำเภอใจ แต่ทุกปฏิบัติการจะต้องได้รับการอนุมัติเป็นลายลักษณ์อักษรจากหน่วยงานรัฐบาลกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากกรมยุติธรรม (Justice Department) และกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (Department of Homeland Security)
นอกจากนี้ บริษัทที่เข้าร่วมอาจต้องวางเงินประกันอย่างน้อย 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในรูปแบบบัญชีเอสโครว์ (escrow) หรือหลักประกัน ซึ่งเงินจำนวนนี้อาจถูกริบได้หากบริษัทละเมิดกฎระเบียบที่กำหนดไว้
ขอบเขตอำนาจและข้อจำกัด ⚖️
บันทึกข้อตกลงฉบับนี้ให้อำนาจที่ค่อนข้างมากในการดำเนินการที่สามารถ จัดการ, ขัดขวาง, ทำให้เสื่อมประสิทธิภาพ หรือทำลายระบบคอมพิวเตอร์และข้อมูล รวมถึงการสอดแนมที่อาจเกี่ยวข้องกับการเข้าถึงระบบโดยไม่ได้รับอนุญาตเพื่อรวบรวมข่าวกรอง
อย่างไรก็ตาม โครงการนี้มี ข้อจำกัดที่ชัดเจน คือ:
- เป้าหมาย: เน้นที่กลุ่มอาชญากรไซเบอร์ต่างชาติ ไม่ใช่รัฐบาลของประเทศใดประเทศหนึ่ง
- การป้องกันความผิดพลาด: บริษัทต้องหยุดและรายงานทันทีหากปฏิบัติการส่งผลกระทบต่อบุคคลหรือระบบที่ตั้งอยู่ในสหรัฐอเมริกาโดยไม่ตั้งใจ
- กฎระเบียบ: ยังอยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียดของขั้นตอนการปฏิบัติงาน ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการภายใน 60 วัน
มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ 🗣️
การเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญจากจุดยืนดั้งเดิมของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ให้เอกชนเน้นการป้องกันมากกว่าการโจมตี อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงไซเบอร์บางส่วนมองว่าแผนการนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและอาจมีประเด็นที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม เช่น ความเสี่ยงทางกฎหมาย หรือข้อกล่าวหาที่อาจเกิดขึ้นกับชาวอเมริกันที่เกี่ยวข้องเมื่อเดินทางไปต่างประเทศ
บทสรุป
การที่สหรัฐฯ เปิดทางให้บริษัทเอกชนมีส่วนร่วมในการโจมตีทางไซเบอร์ต่ออาชญากรต่างชาติ ถือเป็นการปรับตัวครั้งสำคัญเพื่อรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่ซับซ้อนมากขึ้น โดยยังคงเน้นย้ำถึงความสำคัญของการกำกับดูแลโดยรัฐบาล เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายที่เหมาะสม
ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
https://www.androidauthority.com/us-cybersecurity-companies-to-conduct-cyberattacks-3699039/สหรัฐฯ เปิดทางบริษัทเอกชน "เจาะระบบ" แฮกเกอร์ต่างชาติ: นโยบายใหม่ด้านความมั่นคงไซเบอร์ในยุคที่ภัยคุกคามทางไซเบอร์ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ นโยบายด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ของสหรัฐอเมริกาได้ประกาศการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ โดยจะเปิดโอกาสให้บริษัทเอกชนที่ผ่านการตรวจสอบ สามารถดำเนินการโจมตีทางไซเบอร์ (Offensive Cyber Operations) ต่อกลุ่มอาชญากรไซเบอร์ต่างชาติได้ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลการเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งสำคัญ 🇺🇸ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ มีแนวทางที่เน้นให้บริษัทเอกชนทำหน้าที่ป้องกันการโจมตีจากแฮกเกอร์เป็นหลัก แต่ล่าสุดได้มีบันทึกข้อตกลงจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่อนุญาตให้บริษัทเอกชนที่มีคุณสมบัติเหมาะสม สามารถดำเนินการทั้งการสอดแนมและปฏิบัติการโจมตีทางไซเบอร์เพื่อขัดขวางกลุ่มอาชญากรไซเบอร์ที่ใช้ช่องทางออนไลน์ในการก่ออาชญากรรมต่างๆ เช่น แรนซัมแวร์ การฉ้อโกง และอาชญากรรมไซเบอร์อื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อชาวอเมริกันการดำเนินการภายใต้การควบคุม 🔍บริษัทเอกชนที่เข้าร่วมโครงการนี้จะไม่ได้มีอำนาจดำเนินการตามอำเภอใจ แต่ทุกปฏิบัติการจะต้องได้รับการอนุมัติเป็นลายลักษณ์อักษรจากหน่วยงานรัฐบาลกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากกรมยุติธรรม (Justice Department) และกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (Department of Homeland Security)นอกจากนี้ บริษัทที่เข้าร่วมอาจต้องวางเงินประกันอย่างน้อย 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในรูปแบบบัญชีเอสโครว์ (escrow) หรือหลักประกัน ซึ่งเงินจำนวนนี้อาจถูกริบได้หากบริษัทละเมิดกฎระเบียบที่กำหนดไว้ขอบเขตอำนาจและข้อจำกัด ⚖️บันทึกข้อตกลงฉบับนี้ให้อำนาจที่ค่อนข้างมากในการดำเนินการที่สามารถ จัดการ, ขัดขวาง, ทำให้เสื่อมประสิทธิภาพ หรือทำลายระบบคอมพิวเตอร์และข้อมูล รวมถึงการสอดแนมที่อาจเกี่ยวข้องกับการเข้าถึงระบบโดยไม่ได้รับอนุญาตเพื่อรวบรวมข่าวกรองอย่างไรก็ตาม โครงการนี้มี ข้อจำกัดที่ชัดเจน คือ:เป้าหมาย: เน้นที่กลุ่มอาชญากรไซเบอร์ต่างชาติ ไม่ใช่รัฐบาลของประเทศใดประเทศหนึ่งการป้องกันความผิดพลาด: บริษัทต้องหยุดและรายงานทันทีหากปฏิบัติการส่งผลกระทบต่อบุคคลหรือระบบที่ตั้งอยู่ในสหรัฐอเมริกาโดยไม่ตั้งใจกฎระเบียบ: ยังอยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียดของขั้นตอนการปฏิบัติงาน ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการภายใน 60 วันมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ 🗣️การเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญจากจุดยืนดั้งเดิมของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ให้เอกชนเน้นการป้องกันมากกว่าการโจมตี อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงไซเบอร์บางส่วนมองว่าแผนการนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและอาจมีประเด็นที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม เช่น ความเสี่ยงทางกฎหมาย หรือข้อกล่าวหาที่อาจเกิดขึ้นกับชาวอเมริกันที่เกี่ยวข้องเมื่อเดินทางไปต่างประเทศบทสรุปการที่สหรัฐฯ เปิดทางให้บริษัทเอกชนมีส่วนร่วมในการโจมตีทางไซเบอร์ต่ออาชญากรต่างชาติ ถือเป็นการปรับตัวครั้งสำคัญเพื่อรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่ซับซ้อนมากขึ้น โดยยังคงเน้นย้ำถึงความสำคัญของการกำกับดูแลโดยรัฐบาล เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายที่เหมาะสมhttps://www.androidauthority.com/us-cybersecurity-companies-to-conduct-cyberattacks-3699039/
WWW.ANDROIDAUTHORITY.COMThe US government wants private companies to start hacking the hackersA new US program will allow private cybersecurity firms to conduct approved cyberattacks and surveillance against foreign criminal groups.5 Comments 0 Shares 106 Views 0 Reviews-
สุพัตรา ใฝ่รู้การดำเนินการแบบนี้ต้องรอบคอบมากการดำเนินการแบบนี้ต้องรอบคอบมาก
-
React
- Reply
- 2026-08-15 04:56:28
-
-
นลินี รุ่งเรืองการที่บริษัทเอกชนต้องวางเงินประกันก็น่าจะเป็นส่วนสำคัญการที่บริษัทเอกชนต้องวางเงินประกันก็น่าจะเป็นส่วนสำคัญ
-
React
- Reply
- 2026-08-15 04:56:28
-
-
เพ็ญศรี รักสงบดูเหมือนจะเป็นแนวทางใหม่ที่น่าจับตาดูเหมือนจะเป็นแนวทางใหม่ที่น่าจับตา
-
React
- Reply
- 2026-08-15 04:56:28
-
-
อนุชา เลิศล้ำเรื่องการให้บริษัทเอกชนรุกกลับน่าคิดตามเรื่องการให้บริษัทเอกชนรุกกลับน่าคิดตาม
-
React
- Reply
- 2026-08-15 04:56:28
-
-
กุหลาบ สุขใจการให้บริษัทเอกชนแฮ็กกลับน่าสนใจดีการให้บริษัทเอกชนแฮ็กกลับน่าสนใจดี
-
React
- Reply
- 2026-08-15 04:56:28
-
Please log in to like, share and comment! -
ChatGPT เปิดตัวฟีเจอร์ "Computer History" ตัวช่วยจำทุกการใช้งานบนคอมพิวเตอร์ 🕰️
OpenAI ประกาศเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดสำหรับ ChatGPT ที่ชื่อว่า "Computer History" ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ใช้ไม่พลาดทุกการทำงาน และสามารถกลับมาทำงานต่อจากจุดเดิมได้อย่างง่ายดาย ฟีเจอร์นี้จะบันทึกกิจกรรมของผู้ใช้บนเว็บไซต์และแอปพลิเคชันต่างๆ เพื่อสร้างเป็นความทรงจำและไทม์ไลน์ที่ ChatGPT สามารถเรียกดูได้
Computer History ทำงานอย่างไร? 🤔
"Computer History" เป็นฟีเจอร์เสริมที่ผู้ใช้สามารถเลือกเปิดใช้งานได้ โดยมีหลักการทำงานคือการเรียนรู้จากสิ่งที่ผู้ใช้กำลังทำอยู่จริง ๆ ผ่านการบันทึกกิจกรรมบนเว็บไซต์และแอปพลิเคชันต่างๆ ข้อมูลที่ได้จะถูกนำมาประมวลผลเป็น "ความทรงจำ" และ "ไทม์ไลน์" ที่ ChatGPT จะสามารถจดจำและเรียกใช้ได้ในอนาคต
ลองนึกภาพว่าคุณสามารถถาม ChatGPT ได้ว่า "เมื่อวานฉันกำลังดีบั๊กโค้ดอะไรอยู่" และ ChatGPT ก็จะสามารถให้ข้อมูลเพื่อเตือนความจำคุณได้ทันที นอกจากนี้ ฟีเจอร์นี้ยังช่วยให้ ChatGPT สามารถจดจำรูปแบบการทำงานของคุณ เพื่อแนะนำทักษะหรือเครื่องมืออัตโนมัติที่คุณอาจสนใจได้อีกด้วย
ความแตกต่างจาก Windows Recall 🧐
หลายคนอาจจะสงสัยว่าฟีเจอร์นี้คล้ายคลึงกับ Windows Recall ของ Microsoft หรือไม่? แม้จะดูคล้ายกัน แต่ก็มีความแตกต่างที่สำคัญหลายประการ:
- การเลือกเปิดใช้งาน (Opt-in vs. On by Default): Computer History เป็นฟีเจอร์ที่ผู้ใช้ต้อง เลือกเปิดใช้งานด้วยตนเอง ในขณะที่ Windows Recall ถูกประกาศว่าจะเปิดใช้งาน โดยค่าเริ่มต้น
- วิธีการบันทึกข้อมูล: Recall จะบันทึกภาพหน้าจอ (Screenshot) ของทุกกิจกรรมที่ผู้ใช้ทำอย่างต่อเนื่อง แต่ Computer History จะบันทึกเฉพาะ เหตุการณ์การโต้ตอบ (interaction events) โดยใช้ข้อมูลกิจกรรมของระบบปฏิบัติการและข้อมูลการเข้าถึงเท่านั้น จะไม่บันทึกหน้าจอหรือเสียง ของผู้ใช้
- การควบคุมข้อมูล: ผู้ใช้สามารถ เลือกได้ว่าจะอนุญาตให้แอปพลิเคชันและเว็บไซต์ใดบ้าง ที่จะส่งข้อมูลกิจกรรมเข้ามายัง Computer History
ความเสี่ยงที่ควรทราบ ⚠️
แม้ว่า Computer History จะออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวก แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่ผู้ใช้ควรตระหนัก OpenAI ได้ระบุไว้ในคำเตือนว่า ฟีเจอร์นี้อาจมีการบันทึกข้อมูลที่ละเอียดอ่อน ข้อมูลนี้ ไม่ได้ถูกเข้ารหัส (encrypted) โดย Computer History โดยตรง ซึ่งอาจทำให้โปรแกรมอื่น ๆ บนคอมพิวเตอร์เข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้
ดังนั้น หากคุณรู้สึกสบายใจที่จะให้ AI เข้าถึงการใช้งานคอมพิวเตอร์ของคุณในระดับหนึ่ง และตระหนักถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ฟีเจอร์นี้ก็อาจเป็นเครื่องมือที่น่าสนใจ
การเข้าถึงและการใช้งาน 💻
Computer History จะพร้อมใช้งานสำหรับผู้ใช้ Mac ใน ChatGPT Pro, Business และ Enterprise ยังไม่เปิดให้ใช้งานในทุกภูมิภาค โดยมีบางตลาดที่ถูกยกเว้น เช่น สหราชอาณาจักร สวิตเซอร์แลนด์ และเขตเศรษฐกิจยุโรป (EEA) ฟีเจอร์ใหม่นี้จะเข้ามาแทนที่การทดลองวิจัย Chronicle ของ OpenAI
การมีฟีเจอร์อย่าง Computer History ถือเป็นการพัฒนาที่น่าจับตาในวงการ AI ซึ่งจะช่วยให้การทำงานร่วมกับแชทบอทมีความชาญฉลาดและเป็นส่วนตัวมากขึ้น หากคุณเป็นผู้ใช้งาน ChatGPT Pro, Business หรือ Enterprise บน Mac และอยู่ในภูมิภาคที่รองรับ การเปิดใช้งานฟีเจอร์นี้อาจช่วยยกระดับประสบการณ์การทำงานของคุณได้อย่างแน่นอน
#ChatGPT #AI #OpenAI #ComputerHistory
ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
https://www.androidauthority.com/chatgpt-computer-history-3699005/ChatGPT เปิดตัวฟีเจอร์ "Computer History" ตัวช่วยจำทุกการใช้งานบนคอมพิวเตอร์ 🕰️OpenAI ประกาศเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดสำหรับ ChatGPT ที่ชื่อว่า "Computer History" ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ใช้ไม่พลาดทุกการทำงาน และสามารถกลับมาทำงานต่อจากจุดเดิมได้อย่างง่ายดาย ฟีเจอร์นี้จะบันทึกกิจกรรมของผู้ใช้บนเว็บไซต์และแอปพลิเคชันต่างๆ เพื่อสร้างเป็นความทรงจำและไทม์ไลน์ที่ ChatGPT สามารถเรียกดูได้Computer History ทำงานอย่างไร? 🤔"Computer History" เป็นฟีเจอร์เสริมที่ผู้ใช้สามารถเลือกเปิดใช้งานได้ โดยมีหลักการทำงานคือการเรียนรู้จากสิ่งที่ผู้ใช้กำลังทำอยู่จริง ๆ ผ่านการบันทึกกิจกรรมบนเว็บไซต์และแอปพลิเคชันต่างๆ ข้อมูลที่ได้จะถูกนำมาประมวลผลเป็น "ความทรงจำ" และ "ไทม์ไลน์" ที่ ChatGPT จะสามารถจดจำและเรียกใช้ได้ในอนาคตลองนึกภาพว่าคุณสามารถถาม ChatGPT ได้ว่า "เมื่อวานฉันกำลังดีบั๊กโค้ดอะไรอยู่" และ ChatGPT ก็จะสามารถให้ข้อมูลเพื่อเตือนความจำคุณได้ทันที นอกจากนี้ ฟีเจอร์นี้ยังช่วยให้ ChatGPT สามารถจดจำรูปแบบการทำงานของคุณ เพื่อแนะนำทักษะหรือเครื่องมืออัตโนมัติที่คุณอาจสนใจได้อีกด้วยความแตกต่างจาก Windows Recall 🧐หลายคนอาจจะสงสัยว่าฟีเจอร์นี้คล้ายคลึงกับ Windows Recall ของ Microsoft หรือไม่? แม้จะดูคล้ายกัน แต่ก็มีความแตกต่างที่สำคัญหลายประการ:การเลือกเปิดใช้งาน (Opt-in vs. On by Default): Computer History เป็นฟีเจอร์ที่ผู้ใช้ต้อง เลือกเปิดใช้งานด้วยตนเอง ในขณะที่ Windows Recall ถูกประกาศว่าจะเปิดใช้งาน โดยค่าเริ่มต้นวิธีการบันทึกข้อมูล: Recall จะบันทึกภาพหน้าจอ (Screenshot) ของทุกกิจกรรมที่ผู้ใช้ทำอย่างต่อเนื่อง แต่ Computer History จะบันทึกเฉพาะ เหตุการณ์การโต้ตอบ (interaction events) โดยใช้ข้อมูลกิจกรรมของระบบปฏิบัติการและข้อมูลการเข้าถึงเท่านั้น จะไม่บันทึกหน้าจอหรือเสียง ของผู้ใช้การควบคุมข้อมูล: ผู้ใช้สามารถ เลือกได้ว่าจะอนุญาตให้แอปพลิเคชันและเว็บไซต์ใดบ้าง ที่จะส่งข้อมูลกิจกรรมเข้ามายัง Computer Historyความเสี่ยงที่ควรทราบ ⚠️แม้ว่า Computer History จะออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวก แต่ก็มาพร้อมกับความเสี่ยงที่ผู้ใช้ควรตระหนัก OpenAI ได้ระบุไว้ในคำเตือนว่า ฟีเจอร์นี้อาจมีการบันทึกข้อมูลที่ละเอียดอ่อน ข้อมูลนี้ ไม่ได้ถูกเข้ารหัส (encrypted) โดย Computer History โดยตรง ซึ่งอาจทำให้โปรแกรมอื่น ๆ บนคอมพิวเตอร์เข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้ดังนั้น หากคุณรู้สึกสบายใจที่จะให้ AI เข้าถึงการใช้งานคอมพิวเตอร์ของคุณในระดับหนึ่ง และตระหนักถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ฟีเจอร์นี้ก็อาจเป็นเครื่องมือที่น่าสนใจการเข้าถึงและการใช้งาน 💻Computer History จะพร้อมใช้งานสำหรับผู้ใช้ Mac ใน ChatGPT Pro, Business และ Enterprise ยังไม่เปิดให้ใช้งานในทุกภูมิภาค โดยมีบางตลาดที่ถูกยกเว้น เช่น สหราชอาณาจักร สวิตเซอร์แลนด์ และเขตเศรษฐกิจยุโรป (EEA) ฟีเจอร์ใหม่นี้จะเข้ามาแทนที่การทดลองวิจัย Chronicle ของ OpenAIการมีฟีเจอร์อย่าง Computer History ถือเป็นการพัฒนาที่น่าจับตาในวงการ AI ซึ่งจะช่วยให้การทำงานร่วมกับแชทบอทมีความชาญฉลาดและเป็นส่วนตัวมากขึ้น หากคุณเป็นผู้ใช้งาน ChatGPT Pro, Business หรือ Enterprise บน Mac และอยู่ในภูมิภาคที่รองรับ การเปิดใช้งานฟีเจอร์นี้อาจช่วยยกระดับประสบการณ์การทำงานของคุณได้อย่างแน่นอน#ChatGPT #AI #OpenAI #ComputerHistoryhttps://www.androidauthority.com/chatgpt-computer-history-3699005/
WWW.ANDROIDAUTHORITY.COMChatGPT can now keep tabs on what you're up to in case you need reminding laterOpenAI has announced the rollout of a new ChatGPT feature called "Computer History," which can help you pick up where you left off.6 Comments 0 Shares 640 Views 0 Reviews-
อยากให้มีบน Windows บ้างจัง จะได้ใช้ประโยชน์จากมันบ้างอยากให้มีบน Windows บ้างจัง จะได้ใช้ประโยชน์จากมันบ้าง
-
React
- Reply
- 2026-08-14 20:58:03
-
-
การที่มันสามารถจดจำแพทเทิร์นการทำงานของเราได้นี่น่าทึ่งจริงๆการที่มันสามารถจดจำแพทเทิร์นการทำงานของเราได้นี่น่าทึ่งจริงๆ
-
React
- Reply
- 2026-08-14 20:58:03
-
-
เหมือน Windows Recall เลย แต่เป็นแบบเลือกเปิดเองเหมือน Windows Recall เลย แต่เป็นแบบเลือกเปิดเอง
-
React
- Reply
- 2026-08-14 20:58:03
-
-
สงสัยว่ามันจะปลอดภัยแค่ไหนนะสงสัยว่ามันจะปลอดภัยแค่ไหนนะ
-
React
- Reply
- 2026-08-14 20:58:03
-
-
น่าสนใจที่มันบันทึกกิจกรรมเราได้ ทำให้แชทมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้นน่าสนใจที่มันบันทึกกิจกรรมเราได้ ทำให้แชทมีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น
-
React
- Reply
- 2026-08-14 20:58:03
-
-
ถึงเวลาปลดล็อก! Galaxy รุ่นใหม่ ถอนแอป SwiftKey ได้แล้วบน One UI 9.0
สำหรับผู้ใช้ Samsung Galaxy ที่เคยเจอปัญหาไม่สามารถลบแอปคีย์บอร์ด Microsoft SwiftKey ที่ติดมากับเครื่องได้ แม้ว่าจะไม่ต้องการใช้งานก็ตาม ล่าสุดบน One UI 9.0 มีข่าวดีมาให้ชื่นใจ เพราะผู้ใช้สามารถถอนการติดตั้งแอปนี้ได้อย่างสมบูรณ์แล้ว! 🎉
SwiftKey ตัวปัญหาที่เคยลบไม่ได้
Microsoft SwiftKey เป็นแอปคีย์บอร์ดที่ได้รับความนิยมและมีผู้ใช้งานจำนวนไม่น้อย แต่สำหรับใครที่ไม่ถนัดหรือต้องการใช้คีย์บอร์ดอื่น เช่น Samsung Keyboard หรือ Gboard กลับต้องเจอกับข้อจำกัดที่ทำให้ไม่สามารถลบแอปนี้ออกจากเครื่องได้ แม้จะพยายามปิดการใช้งานหรือลบการอัปเดตแล้วก็ตาม แอป SwiftKey ก็ยังคงกินพื้นที่จัดเก็บข้อมูลภายในเครื่องอยู่ดี
ปัญหานี้เกิดจากข้อตกลงระยะยาวระหว่าง Samsung และ Microsoft ที่ทำให้แอปพลิเคชันบางส่วนของ Microsoft ถูกติดตั้งมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ One UI บนอุปกรณ์ Galaxy โดยผู้ใช้ไม่สามารถเลือกที่จะไม่ติดตั้งได้
One UI 9.0 เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
การมาถึงของ One UI 9.0 ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อ Samsung เปิดทางให้ผู้ใช้สามารถ ถอนการติดตั้ง (Uninstall) แอป Microsoft SwiftKey ได้อย่างเต็มรูปแบบแล้ว ทำให้ผู้ใช้สามารถเคลียร์พื้นที่จัดเก็บข้อมูลภายในเครื่องที่เคยถูก SwiftKey ครอบครองไปได้อย่างถาวร ซึ่งช่วยเพิ่มพื้นที่ว่างได้ประมาณ 55MB เลยทีเดียว
สัญญาณของการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ซอฟต์แวร์ของ Samsung
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงทิศทางใหม่ของ Samsung ในการบริหารจัดการซอฟต์แวร์บนอุปกรณ์ของตนเอง สังเกตได้จากอุปกรณ์รุ่นใหม่ๆ เช่น Galaxy Z Fold 8 และ Galaxy A57 ที่ ไม่ได้ติดตั้ง SwiftKey มาตั้งแต่ต้น แล้ว แสดงให้เห็นว่าข้อตกลงการติดตั้งแอปพลิมเคชันร่วมกับ Microsoft กำลังค่อยๆ สิ้นสุดลง
ก่อนหน้านี้ เราก็เห็นการปรับเปลี่ยนมาบ้างแล้ว เช่น การนำการสำรองข้อมูลผ่าน OneDrive ออกจากแอป Gallery แบบดั้งเดิม การที่ Samsung ตัดสินใจลดการผูกขาดแอปพลิเคชันของ Microsoft บน One UI จึงเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล
สรุป: ความอิสระที่ผู้ใช้ Galaxy รอคอย
ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ที่ต้องการจัดระเบียบหน้าแอปพลิเคชันให้โล่งขึ้น หรือต้องการควบคุมพื้นที่จัดเก็บข้อมูลบนสมาร์ทโฟนอย่างเต็มที่ One UI 9.0 ก็ได้มอบการแก้ไขปัญหาที่ผู้ใช้รอคอยมานานให้กับคุณแล้ว การที่สามารถลบแอปที่เคยติดมากับเครื่องได้อย่างอิสระ ถือเป็นอีกก้าวที่ทำให้ประสบการณ์การใช้งาน Samsung Galaxy ดีขึ้นไปอีกขั้น 👍
#Samsung #Galaxy #SwiftKey #OneUI
ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
https://www.androidauthority.com/samsung-galaxy-phones-uninstall-swiftkey-3698769/ถึงเวลาปลดล็อก! Galaxy รุ่นใหม่ ถอนแอป SwiftKey ได้แล้วบน One UI 9.0สำหรับผู้ใช้ Samsung Galaxy ที่เคยเจอปัญหาไม่สามารถลบแอปคีย์บอร์ด Microsoft SwiftKey ที่ติดมากับเครื่องได้ แม้ว่าจะไม่ต้องการใช้งานก็ตาม ล่าสุดบน One UI 9.0 มีข่าวดีมาให้ชื่นใจ เพราะผู้ใช้สามารถถอนการติดตั้งแอปนี้ได้อย่างสมบูรณ์แล้ว! 🎉SwiftKey ตัวปัญหาที่เคยลบไม่ได้Microsoft SwiftKey เป็นแอปคีย์บอร์ดที่ได้รับความนิยมและมีผู้ใช้งานจำนวนไม่น้อย แต่สำหรับใครที่ไม่ถนัดหรือต้องการใช้คีย์บอร์ดอื่น เช่น Samsung Keyboard หรือ Gboard กลับต้องเจอกับข้อจำกัดที่ทำให้ไม่สามารถลบแอปนี้ออกจากเครื่องได้ แม้จะพยายามปิดการใช้งานหรือลบการอัปเดตแล้วก็ตาม แอป SwiftKey ก็ยังคงกินพื้นที่จัดเก็บข้อมูลภายในเครื่องอยู่ดีปัญหานี้เกิดจากข้อตกลงระยะยาวระหว่าง Samsung และ Microsoft ที่ทำให้แอปพลิเคชันบางส่วนของ Microsoft ถูกติดตั้งมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ One UI บนอุปกรณ์ Galaxy โดยผู้ใช้ไม่สามารถเลือกที่จะไม่ติดตั้งได้One UI 9.0 เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่การมาถึงของ One UI 9.0 ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อ Samsung เปิดทางให้ผู้ใช้สามารถ ถอนการติดตั้ง (Uninstall) แอป Microsoft SwiftKey ได้อย่างเต็มรูปแบบแล้ว ทำให้ผู้ใช้สามารถเคลียร์พื้นที่จัดเก็บข้อมูลภายในเครื่องที่เคยถูก SwiftKey ครอบครองไปได้อย่างถาวร ซึ่งช่วยเพิ่มพื้นที่ว่างได้ประมาณ 55MB เลยทีเดียวสัญญาณของการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ซอฟต์แวร์ของ Samsungการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงทิศทางใหม่ของ Samsung ในการบริหารจัดการซอฟต์แวร์บนอุปกรณ์ของตนเอง สังเกตได้จากอุปกรณ์รุ่นใหม่ๆ เช่น Galaxy Z Fold 8 และ Galaxy A57 ที่ ไม่ได้ติดตั้ง SwiftKey มาตั้งแต่ต้น แล้ว แสดงให้เห็นว่าข้อตกลงการติดตั้งแอปพลิมเคชันร่วมกับ Microsoft กำลังค่อยๆ สิ้นสุดลงก่อนหน้านี้ เราก็เห็นการปรับเปลี่ยนมาบ้างแล้ว เช่น การนำการสำรองข้อมูลผ่าน OneDrive ออกจากแอป Gallery แบบดั้งเดิม การที่ Samsung ตัดสินใจลดการผูกขาดแอปพลิเคชันของ Microsoft บน One UI จึงเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลสรุป: ความอิสระที่ผู้ใช้ Galaxy รอคอยไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ที่ต้องการจัดระเบียบหน้าแอปพลิเคชันให้โล่งขึ้น หรือต้องการควบคุมพื้นที่จัดเก็บข้อมูลบนสมาร์ทโฟนอย่างเต็มที่ One UI 9.0 ก็ได้มอบการแก้ไขปัญหาที่ผู้ใช้รอคอยมานานให้กับคุณแล้ว การที่สามารถลบแอปที่เคยติดมากับเครื่องได้อย่างอิสระ ถือเป็นอีกก้าวที่ทำให้ประสบการณ์การใช้งาน Samsung Galaxy ดีขึ้นไปอีกขั้น 👍#Samsung #Galaxy #SwiftKey #OneUIhttps://www.androidauthority.com/samsung-galaxy-phones-uninstall-swiftkey-3698769/
WWW.ANDROIDAUTHORITY.COMGalaxy phones are finally letting users remove this longtime Microsoft appOne UI 9 finally lets Galaxy users uninstall Microsoft SwiftKey, signaling an end to Samsung's long-running Microsoft app deal.4 Comments 0 Shares 619 Views 0 Reviews-
Better to have the choice to remove preinstalled appsBetter to have the choice to remove preinstalled apps
-
React
- Reply
- 2026-08-14 13:00:08
-
-
Its good to reclaim storage space on my phoneIts good to reclaim storage space on my phone
-
React
- Reply
- 2026-08-14 13:00:08
-
-
Glad to hear Samsung is finally letting users uninstall appsGlad to hear Samsung is finally letting users uninstall apps
-
React
- Reply
- 2026-08-14 13:00:08
-
-
finally free from SwiftKey on my Galaxy phonefinally free from SwiftKey on my Galaxy phone
-
React
- Reply
- 2026-08-14 13:00:08
-
-
-
One UI 9.5 โผล่มาก่อน One UI 9 ตัวเต็มจะปล่อยให้ใช้! 📱
แม้ว่า Samsung กำลังเร่งเตรียมปล่อยอัปเดต One UI 9.0 เวอร์ชันเสถียรให้กับสมาร์ทโฟน Galaxy รุ่นเก่า ๆ แต่ก็มีข่าวหลุดออกมาว่า Samsung กำลังทำงานควบคู่ไปกับการพัฒนา One UI 9.5 ซึ่งล่าสุดมีภาพหลุดปรากฏบนอุปกรณ์ Galaxy แล้ว!
ภาพหลุด One UI 9.5 ที่ทำให้ตื่นเต้น 🤩
มีผู้ใช้รายหนึ่งบน X (ชื่อเดิม Twitter) ได้แชร์ภาพหน้าจอที่แสดงให้เห็นว่าสามารถติดตั้งเฟิร์มแวร์ One UI 9.5 เวอร์ชันทดลองบนอุปกรณ์ Galaxy ได้สำเร็จ แม้ว่าภาพที่ปล่อยออกมาจะไม่ได้แสดงรายละเอียดอะไรมากนัก แต่ก็เป็นเครื่องยืนยันว่า One UI เวอร์ชันใหม่นี้กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนา
ผู้ที่แชร์ภาพดังกล่าวได้ทิ้งคำใบ้ไว้ว่า "มีการเปลี่ยนแปลงมากมาย" ซึ่งทำให้เกิดความสงสัยว่าอะไรคือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปในอัปเดตครั้งต่อไปนี้ คงต้องรอให้เจ้าตัวออกมาเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมกันต่อไป
One UI 9.5 จะมาพร้อมกับอะไร? 🤔
โดยปกติแล้ว One UI 9.5 คาดว่าจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการพร้อมกับสมาร์ทโฟนซีรีส์ Galaxy S27 ในปีหน้า หาก Samsung ยังคงยึดตามรูปแบบการเปิดตัวเดิม ๆ เราน่าจะได้เห็นสมาร์ทโฟน Galaxy รุ่นใหม่นี้ในช่วงประมาณเดือนมกราคมถึงมีนาคม
การปรากฏตัวของ One UI 9.5 ก่อนที่ One UI 9.0 จะปล่อยให้ผู้ใช้ทั่วไปได้สัมผัสอย่างเต็มที่นี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ Samsung ในการพัฒนาซอฟต์แวร์อย่างต่อเนื่อง เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้ Galaxy ทุกคน
ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
https://www.androidauthority.com/one-ui-9-5-running-on-galaxy-device-3698596/One UI 9.5 โผล่มาก่อน One UI 9 ตัวเต็มจะปล่อยให้ใช้! 📱แม้ว่า Samsung กำลังเร่งเตรียมปล่อยอัปเดต One UI 9.0 เวอร์ชันเสถียรให้กับสมาร์ทโฟน Galaxy รุ่นเก่า ๆ แต่ก็มีข่าวหลุดออกมาว่า Samsung กำลังทำงานควบคู่ไปกับการพัฒนา One UI 9.5 ซึ่งล่าสุดมีภาพหลุดปรากฏบนอุปกรณ์ Galaxy แล้ว!ภาพหลุด One UI 9.5 ที่ทำให้ตื่นเต้น 🤩มีผู้ใช้รายหนึ่งบน X (ชื่อเดิม Twitter) ได้แชร์ภาพหน้าจอที่แสดงให้เห็นว่าสามารถติดตั้งเฟิร์มแวร์ One UI 9.5 เวอร์ชันทดลองบนอุปกรณ์ Galaxy ได้สำเร็จ แม้ว่าภาพที่ปล่อยออกมาจะไม่ได้แสดงรายละเอียดอะไรมากนัก แต่ก็เป็นเครื่องยืนยันว่า One UI เวอร์ชันใหม่นี้กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาผู้ที่แชร์ภาพดังกล่าวได้ทิ้งคำใบ้ไว้ว่า "มีการเปลี่ยนแปลงมากมาย" ซึ่งทำให้เกิดความสงสัยว่าอะไรคือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปในอัปเดตครั้งต่อไปนี้ คงต้องรอให้เจ้าตัวออกมาเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมกันต่อไปOne UI 9.5 จะมาพร้อมกับอะไร? 🤔โดยปกติแล้ว One UI 9.5 คาดว่าจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการพร้อมกับสมาร์ทโฟนซีรีส์ Galaxy S27 ในปีหน้า หาก Samsung ยังคงยึดตามรูปแบบการเปิดตัวเดิม ๆ เราน่าจะได้เห็นสมาร์ทโฟน Galaxy รุ่นใหม่นี้ในช่วงประมาณเดือนมกราคมถึงมีนาคมการปรากฏตัวของ One UI 9.5 ก่อนที่ One UI 9.0 จะปล่อยให้ผู้ใช้ทั่วไปได้สัมผัสอย่างเต็มที่นี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ Samsung ในการพัฒนาซอฟต์แวร์อย่างต่อเนื่อง เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้ Galaxy ทุกคน#Samsung #OneUI #Galaxyhttps://www.androidauthority.com/one-ui-9-5-running-on-galaxy-device-3698596/
WWW.ANDROIDAUTHORITY.COMOne UI 9.5 shows up on a Galaxy phone before Samsung is even done with One UI 9A tipster has shared screenshots revealing that they managed to install an early build of One UI 9.5 on their Galaxy device.7 Comments 0 Shares 651 Views 0 Reviews-
คิดว่า One UI 95 จะมีอะไรที่แตกต่างจากเวอร์ชันก่อนๆคิดว่า One UI 95 จะมีอะไรที่แตกต่างจากเวอร์ชันก่อนๆ
-
React
- Reply
- 2026-08-14 05:00:17
-
-
รอดูข้อมูลเพิ่มเติมจากคนปล่อยข่าวเลยว่ามีอะไรเด็ดรอดูข้อมูลเพิ่มเติมจากคนปล่อยข่าวเลยว่ามีอะไรเด็ด
-
React
- Reply
- 2026-08-14 05:00:17
-
-
แค่เห็นภาพก็ตื่นเต้นแล้วว่าจะได้เห็นอะไรใหม่ๆแค่เห็นภาพก็ตื่นเต้นแล้วว่าจะได้เห็นอะไรใหม่ๆ
-
React
- Reply
- 2026-08-14 05:00:17
-
-
สงสัยว่า One UI 95 จะมาพร้อมกับ Galaxy S27 จริงไหมสงสัยว่า One UI 95 จะมาพร้อมกับ Galaxy S27 จริงไหม
-
React
- Reply
- 2026-08-14 05:00:17
-
-
ปกติ Samsung จะอัปเดตให้รุ่นเก่าก่อนเสมอปกติ Samsung จะอัปเดตให้รุ่นเก่าก่อนเสมอ
-
React
- Reply
- 2026-08-14 05:00:17
-
-
-
Google Maps: ฟีเจอร์ "เวลาที่คนนิยม" หายไป! วางแผนเที่ยวช่วงไหนดี? 🔍
เคยไหมที่อยากไปร้านอาหาร คาเฟ่ หรือสถานที่ท่องเที่ยว แต่ก็กังวลว่าคนจะเยอะจนเกินไป? Google Maps เข้าใจปัญหานี้ดี จึงมีฟีเจอร์ "เวลาที่คนนิยม" (Popular Times) มาช่วยให้เราวางแผนการเดินทางได้ดียิ่งขึ้น แต่พักหลังมานี้ ผู้ใช้บางส่วนกลับพบว่าฟีเจอร์สำคัญนี้หายไปจากแอปพลิเคชันบนมือถือ สร้างความสับสนและท้าทายในการหลีกเลี่ยงฝูงชน
ฟีเจอร์ "เวลาที่คนนิยม" คืออะไร?
ฟีเจอร์ "เวลาที่คนนิยม" เป็นเครื่องมืออันทรงพลังของ Google Maps ที่ใช้ข้อมูลตำแหน่งจากผู้ใช้งาน เพื่อแสดงกราฟแท่งบอกช่วงเวลาที่มีผู้คนหนาแน่นในแต่ละสถานที่ ซึ่งช่วยให้เราตัดสินใจได้ว่าควรไปช่วงเวลาไหนถึงจะสะดวกสบายที่สุด นอกจากนี้ ยังมีมุมมองแบบสด (Live View) ที่แสดงให้เห็นปริมาณผู้คน ณ เวลานั้นจริงๆ
ปัญหา: ฟีเจอร์ "เวลาที่คนนิยม" หายไปจากแอปฯ
ผู้ใช้ Google Maps บางส่วนบนระบบ Android รายงานว่า กราฟ "เวลาที่คนนิยม" ได้หายไปจากหน้าข้อมูลของสถานที่ต่างๆ บนแอปฯ ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบความหนาแน่นของผู้คนได้เหมือนเดิม ปัญหานี้สร้างความกังวลว่าจะเป็นความผิดพลาดของระบบ (Glitch) หรือเป็นการตั้งใจเปลี่ยนแปลงฟีเจอร์ของ Google กันแน่
ตรวจสอบกับทีมงาน Android Authority
ทีมงาน Android Authority ได้ลองตรวจสอบแอปฯ Google Maps บนอุปกรณ์ต่างๆ พบว่า สถานการณ์ยังไม่เป็นเอกภาพ บางเครื่องยังคงเห็นฟีเจอร์นี้อยู่ ในขณะที่บางเครื่องก็หายไป แม้จะใช้แอปฯ เวอร์ชันเดียวกันก็ตาม (เช่น เวอร์ชัน 26.32.06.958047303)
ความเป็นไปได้ของสาเหตุ
- ความผิดพลาดของระบบ (Glitch): การที่บางเครื่องเห็น บางเครื่องไม่เห็น ทำให้คาดการณ์ได้ว่าอาจเป็นปัญหาทางเทคนิคที่เกิดขึ้นกับผู้ใช้บางกลุ่ม
- การปรับเปลี่ยน UI: เป็นไปได้ว่า Google อาจกำลังปรับเปลี่ยนตำแหน่งหรือวิธีการแสดงข้อมูล "เวลาที่คนนิยม" ในแอปฯ แต่จากการตรวจสอบอย่างละเอียดในส่วนต่างๆ ของแอปฯ ก็ยังไม่พบข้อมูลดังกล่าวในอุปกรณ์ที่ได้รับผลกระทบ
- การเปลี่ยนแปลงฟีเจอร์: แม้จะยังไม่สามารถยืนยันได้ แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่า Google อาจกำลังพิจารณาเปลี่ยนแปลงหรือนำฟีเจอร์นี้ออกไป
ความแตกต่างระหว่างแอปฯ และเว็บไซต์
ที่น่าสังเกตคือ แม้ว่าผู้ใช้บางรายจะมองไม่เห็นฟีเจอร์ "เวลาที่คนนิยม" ในแอปฯ Google Maps บน Android แต่เมื่อเข้าไปตรวจสอบผ่านเว็บไซต์ Google Maps บนคอมพิวเตอร์ ก็ยังสามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้ตามปกติ ซึ่งยิ่งทำให้การคาดเดาว่าเป็นปัญหาทางเทคนิคมีความเป็นไปได้สูงขึ้น
Google ว่าอย่างไร?
ทาง Android Authority ได้ติดต่อไปยัง Google เพื่อสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ของฟีเจอร์ "เวลาที่คนนิยม" และรอการตอบกลับเพื่ออัปเดตข้อมูลให้ทราบต่อไป
คุณประสบปัญหาเดียวกันหรือไม่?
หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ใช้ที่พบว่าฟีเจอร์ "เวลาที่คนนิยม" หายไปจากแอปฯ Google Maps บนมือถือของคุณ ลองแจ้งให้เราทราบ เพื่อรวบรวมข้อมูลและสะท้อนปัญหาไปยัง Google ต่อไป
#GoogleMaps #เวลาที่คนนิยม #หลีกเลี่ยงฝูงชน
ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
https://www.androidauthority.com/google-maps-popular-times-2-3698496/Google Maps: ฟีเจอร์ "เวลาที่คนนิยม" หายไป! วางแผนเที่ยวช่วงไหนดี? 🔍เคยไหมที่อยากไปร้านอาหาร คาเฟ่ หรือสถานที่ท่องเที่ยว แต่ก็กังวลว่าคนจะเยอะจนเกินไป? Google Maps เข้าใจปัญหานี้ดี จึงมีฟีเจอร์ "เวลาที่คนนิยม" (Popular Times) มาช่วยให้เราวางแผนการเดินทางได้ดียิ่งขึ้น แต่พักหลังมานี้ ผู้ใช้บางส่วนกลับพบว่าฟีเจอร์สำคัญนี้หายไปจากแอปพลิเคชันบนมือถือ สร้างความสับสนและท้าทายในการหลีกเลี่ยงฝูงชนฟีเจอร์ "เวลาที่คนนิยม" คืออะไร?ฟีเจอร์ "เวลาที่คนนิยม" เป็นเครื่องมืออันทรงพลังของ Google Maps ที่ใช้ข้อมูลตำแหน่งจากผู้ใช้งาน เพื่อแสดงกราฟแท่งบอกช่วงเวลาที่มีผู้คนหนาแน่นในแต่ละสถานที่ ซึ่งช่วยให้เราตัดสินใจได้ว่าควรไปช่วงเวลาไหนถึงจะสะดวกสบายที่สุด นอกจากนี้ ยังมีมุมมองแบบสด (Live View) ที่แสดงให้เห็นปริมาณผู้คน ณ เวลานั้นจริงๆปัญหา: ฟีเจอร์ "เวลาที่คนนิยม" หายไปจากแอปฯผู้ใช้ Google Maps บางส่วนบนระบบ Android รายงานว่า กราฟ "เวลาที่คนนิยม" ได้หายไปจากหน้าข้อมูลของสถานที่ต่างๆ บนแอปฯ ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบความหนาแน่นของผู้คนได้เหมือนเดิม ปัญหานี้สร้างความกังวลว่าจะเป็นความผิดพลาดของระบบ (Glitch) หรือเป็นการตั้งใจเปลี่ยนแปลงฟีเจอร์ของ Google กันแน่ตรวจสอบกับทีมงาน Android Authorityทีมงาน Android Authority ได้ลองตรวจสอบแอปฯ Google Maps บนอุปกรณ์ต่างๆ พบว่า สถานการณ์ยังไม่เป็นเอกภาพ บางเครื่องยังคงเห็นฟีเจอร์นี้อยู่ ในขณะที่บางเครื่องก็หายไป แม้จะใช้แอปฯ เวอร์ชันเดียวกันก็ตาม (เช่น เวอร์ชัน 26.32.06.958047303)ความเป็นไปได้ของสาเหตุความผิดพลาดของระบบ (Glitch): การที่บางเครื่องเห็น บางเครื่องไม่เห็น ทำให้คาดการณ์ได้ว่าอาจเป็นปัญหาทางเทคนิคที่เกิดขึ้นกับผู้ใช้บางกลุ่มการปรับเปลี่ยน UI: เป็นไปได้ว่า Google อาจกำลังปรับเปลี่ยนตำแหน่งหรือวิธีการแสดงข้อมูล "เวลาที่คนนิยม" ในแอปฯ แต่จากการตรวจสอบอย่างละเอียดในส่วนต่างๆ ของแอปฯ ก็ยังไม่พบข้อมูลดังกล่าวในอุปกรณ์ที่ได้รับผลกระทบการเปลี่ยนแปลงฟีเจอร์: แม้จะยังไม่สามารถยืนยันได้ แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่า Google อาจกำลังพิจารณาเปลี่ยนแปลงหรือนำฟีเจอร์นี้ออกไปความแตกต่างระหว่างแอปฯ และเว็บไซต์ที่น่าสังเกตคือ แม้ว่าผู้ใช้บางรายจะมองไม่เห็นฟีเจอร์ "เวลาที่คนนิยม" ในแอปฯ Google Maps บน Android แต่เมื่อเข้าไปตรวจสอบผ่านเว็บไซต์ Google Maps บนคอมพิวเตอร์ ก็ยังสามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้ตามปกติ ซึ่งยิ่งทำให้การคาดเดาว่าเป็นปัญหาทางเทคนิคมีความเป็นไปได้สูงขึ้นGoogle ว่าอย่างไร?ทาง Android Authority ได้ติดต่อไปยัง Google เพื่อสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ของฟีเจอร์ "เวลาที่คนนิยม" และรอการตอบกลับเพื่ออัปเดตข้อมูลให้ทราบต่อไปคุณประสบปัญหาเดียวกันหรือไม่?หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ใช้ที่พบว่าฟีเจอร์ "เวลาที่คนนิยม" หายไปจากแอปฯ Google Maps บนมือถือของคุณ ลองแจ้งให้เราทราบ เพื่อรวบรวมข้อมูลและสะท้อนปัญหาไปยัง Google ต่อไป#GoogleMaps #เวลาที่คนนิยม #หลีกเลี่ยงฝูงชนhttps://www.androidauthority.com/google-maps-popular-times-2-3698496/
WWW.ANDROIDAUTHORITY.COMSome Google Maps users just lost a key feature for avoiding crowdsTrying to avoid crowds? The missing popular times graph in Google Maps is making that a challenge for some users.5 Comments 0 Shares 724 Views 0 Reviews-
หวังว่าจะเป็นแค่บั๊กนะ ไม่งั้นจะวางแผนเที่ยวลำบากขึ้นเยอะหวังว่าจะเป็นแค่บั๊กนะ ไม่งั้นจะวางแผนเที่ยวลำบากขึ้นเยอะ
-
React
- Reply
- 2026-08-13 20:56:16
-
-
บนเว็บยังเห็นอยู่เลย แปลกดีบนเว็บยังเห็นอยู่เลย แปลกดี
-
React
- Reply
- 2026-08-13 20:56:16
-
-
มีใครพอทราบไหมว่า Google จะเอาข้อมูลนี้กลับมาให้ใช้เมื่อไหร่มีใครพอทราบไหมว่า Google จะเอาข้อมูลนี้กลับมาให้ใช้เมื่อไหร่
-
React
- Reply
- 2026-08-13 20:56:16
-
-
ไม่เจอเหมือนกัน เพิ่งสังเกตว่ากราฟหายไปจากแอปไม่เจอเหมือนกัน เพิ่งสังเกตว่ากราฟหายไปจากแอป
-
React
- Reply
- 2026-08-13 20:56:16
-
-
เสียดายฟีเจอร์นี้มากเลย ปกติใช้ดูเวลาคนน้อยตลอดเสียดายฟีเจอร์นี้มากเลย ปกติใช้ดูเวลาคนน้อยตลอด
-
React
- Reply
- 2026-08-13 20:56:16
-
-
Xiaomi เตรียมเปิดตัวมือถือจอพับดีไซน์ "Wide Screen" สู้ศึกตลาด
ตลาดสมาร์ทโฟนจอพับกำลังจะคึกคักขึ้นอีกครั้ง เมื่อมีข่าวลือและการหลุดของข้อมูลที่บ่งชี้ว่า Xiaomi แบรนด์มือถือยักษ์ใหญ่จากจีน กำลังเตรียมเปิดตัวมือถือจอพับดีไซน์หน้าจอแบบ "Wide Screen" ที่น่าจะมาแข่งขันกับ Samsung Galaxy Z Fold 8 และผู้เล่นรายอื่นในตลาด
Xiaomi กับแนวโน้มมือถือจอพับ Wide Screen
หลังจากที่ Samsung ได้เปิดตัว Galaxy Z Fold 8 ซึ่งได้รับกระแสตอบรับที่ดี และมียอดสั่งจองสูงถึง 70% ของซีรีส์ Galaxy Z8 ทำให้เห็นว่าตลาดมือถือจอพับดีไซน์หน้าจอกว้าง (Wide Screen) นั้นมีความน่าสนใจและมีศักยภาพ
ล่าสุด มีภาพหลุดที่คาดว่าเป็นมือถือจอพับรุ่นใหม่ของ Xiaomi ปรากฏในระหว่างการอัปเดต Hyper OS 4 เวอร์ชัน Beta ซึ่งภาพดังกล่าวเผยให้เห็นดีไซน์ของหน้าจอด้านในที่มีขอบจอค่อนข้างหนา และตำแหน่งของกล้อง ซึ่งสอดคล้องกับดีไซน์ของมือถือจอพับแบบ Wide Screen
นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลที่บ่งชี้ว่าซอฟต์แวร์ของ Xiaomi กำลังได้รับการปรับปรุงให้รองรับกับฟอร์มแฟกเตอร์แบบนี้โดยเฉพาะ เช่น แอปพลิเคชัน Notes ที่ดูเหมือนจะถูกปรับแต่งมาเพื่อใช้งานบนหน้าจอที่กว้างขึ้น
คู่แข่งในตลาดมือถือจอพับ
การที่ Xiaomi จะก้าวเข้าสู่ตลาดมือถือจอพับ Wide Screen นี้ จะทำให้การแข่งขันในตลาดนี้ยิ่งเข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีข่าวลือว่า Apple เองก็กำลังจะเปิดตัว iPhone จอพับรุ่นแรกในช่วงปลายปีนี้เช่นกัน
นักวิเคราะห์และผู้ปล่อยข่าวลืออย่าง Digital Chat Station ได้กล่าวถึงแนวโน้มที่มือถือจอพับดีไซน์ Wide Body จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรม โดยระบุว่าทั้ง Xiaomi และ Apple จะวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ของตนเป็นสมาร์ทโฟนระดับพรีเมียม ในขณะที่ Samsung และ HUAWEI อาจจะนำเสนอทางเลือกที่เข้าถึงง่ายกว่า
สิ่งที่น่าจับตามอง
การเข้ามาของ Xiaomi ในตลาดนี้ อาจส่งผลกระทบต่อกลยุทธ์ของ Samsung โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ Apple เตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นนี้อาจเป็นสัญญาณว่าเราจะได้เห็นมือถือจอพับดีไซน์ Wide Screen จากแบรนด์อื่น ๆ อีกในอนาคตอันใกล้นี้
สำหรับผู้บริโภค นี่เป็นข่าวดีที่บ่งบอกถึงทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้นในตลาดสมาร์ทโฟนจอพับ ซึ่งอาจนำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่น่าสนใจยิ่งขึ้น
คำถามที่พบบ่อย
Xiaomi มีแผนจะเปิดตัวมือถือจอพับจริงหรือไม่?
มีภาพหลุดและข่าวลือจำนวนมากที่บ่งชี้ว่า Xiaomi กำลังพัฒนาสมาร์ทโฟนจอพับดีไซน์ Wide Screen และอาจจะเปิดตัวในอนาคตอันใกล้นี้
มือถือจอพับ Wide Screen คืออะไร?
คือสมาร์ทโฟนจอพับที่มีลักษณะเมื่อกางออกแล้วมีสัดส่วนหน้าจอที่กว้างกว่าเมื่อเทียบกับมือถือจอพับแบบดั้งเดิม (คล้ายแท็บเล็ตขนาดเล็ก) ซึ่งแตกต่างจากมือถือจอพับที่มีลักษณะยาวเรียวกว่าเมื่อกางออก
การแข่งขันในตลาดมือถือจอพับเป็นอย่างไรบ้าง?
ตลาดนี้กำลังเติบโต โดยมีผู้เล่นหลักอย่าง Samsung และมีแบรนด์อื่นๆ เช่น Xiaomi, Apple ที่กำลังจะเข้าสู่ตลาด ทำให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกมากขึ้น
#Xiaomi #FoldablePhone #มือถือจอพับ #เทคโนโลยี
ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
https://www.androidauthority.com/xiaomi-wide-screen-foldable-leak-3698170/Xiaomi เตรียมเปิดตัวมือถือจอพับดีไซน์ "Wide Screen" สู้ศึกตลาดตลาดสมาร์ทโฟนจอพับกำลังจะคึกคักขึ้นอีกครั้ง เมื่อมีข่าวลือและการหลุดของข้อมูลที่บ่งชี้ว่า Xiaomi แบรนด์มือถือยักษ์ใหญ่จากจีน กำลังเตรียมเปิดตัวมือถือจอพับดีไซน์หน้าจอแบบ "Wide Screen" ที่น่าจะมาแข่งขันกับ Samsung Galaxy Z Fold 8 และผู้เล่นรายอื่นในตลาดXiaomi กับแนวโน้มมือถือจอพับ Wide Screenหลังจากที่ Samsung ได้เปิดตัว Galaxy Z Fold 8 ซึ่งได้รับกระแสตอบรับที่ดี และมียอดสั่งจองสูงถึง 70% ของซีรีส์ Galaxy Z8 ทำให้เห็นว่าตลาดมือถือจอพับดีไซน์หน้าจอกว้าง (Wide Screen) นั้นมีความน่าสนใจและมีศักยภาพล่าสุด มีภาพหลุดที่คาดว่าเป็นมือถือจอพับรุ่นใหม่ของ Xiaomi ปรากฏในระหว่างการอัปเดต Hyper OS 4 เวอร์ชัน Beta ซึ่งภาพดังกล่าวเผยให้เห็นดีไซน์ของหน้าจอด้านในที่มีขอบจอค่อนข้างหนา และตำแหน่งของกล้อง ซึ่งสอดคล้องกับดีไซน์ของมือถือจอพับแบบ Wide Screenนอกจากนี้ ยังมีข้อมูลที่บ่งชี้ว่าซอฟต์แวร์ของ Xiaomi กำลังได้รับการปรับปรุงให้รองรับกับฟอร์มแฟกเตอร์แบบนี้โดยเฉพาะ เช่น แอปพลิเคชัน Notes ที่ดูเหมือนจะถูกปรับแต่งมาเพื่อใช้งานบนหน้าจอที่กว้างขึ้นคู่แข่งในตลาดมือถือจอพับการที่ Xiaomi จะก้าวเข้าสู่ตลาดมือถือจอพับ Wide Screen นี้ จะทำให้การแข่งขันในตลาดนี้ยิ่งเข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะเมื่อมีข่าวลือว่า Apple เองก็กำลังจะเปิดตัว iPhone จอพับรุ่นแรกในช่วงปลายปีนี้เช่นกันนักวิเคราะห์และผู้ปล่อยข่าวลืออย่าง Digital Chat Station ได้กล่าวถึงแนวโน้มที่มือถือจอพับดีไซน์ Wide Body จะมีจำนวนเพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรม โดยระบุว่าทั้ง Xiaomi และ Apple จะวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ของตนเป็นสมาร์ทโฟนระดับพรีเมียม ในขณะที่ Samsung และ HUAWEI อาจจะนำเสนอทางเลือกที่เข้าถึงง่ายกว่าสิ่งที่น่าจับตามองการเข้ามาของ Xiaomi ในตลาดนี้ อาจส่งผลกระทบต่อกลยุทธ์ของ Samsung โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ Apple เตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นนี้อาจเป็นสัญญาณว่าเราจะได้เห็นมือถือจอพับดีไซน์ Wide Screen จากแบรนด์อื่น ๆ อีกในอนาคตอันใกล้นี้สำหรับผู้บริโภค นี่เป็นข่าวดีที่บ่งบอกถึงทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้นในตลาดสมาร์ทโฟนจอพับ ซึ่งอาจนำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่น่าสนใจยิ่งขึ้นคำถามที่พบบ่อยXiaomi มีแผนจะเปิดตัวมือถือจอพับจริงหรือไม่?มีภาพหลุดและข่าวลือจำนวนมากที่บ่งชี้ว่า Xiaomi กำลังพัฒนาสมาร์ทโฟนจอพับดีไซน์ Wide Screen และอาจจะเปิดตัวในอนาคตอันใกล้นี้มือถือจอพับ Wide Screen คืออะไร?คือสมาร์ทโฟนจอพับที่มีลักษณะเมื่อกางออกแล้วมีสัดส่วนหน้าจอที่กว้างกว่าเมื่อเทียบกับมือถือจอพับแบบดั้งเดิม (คล้ายแท็บเล็ตขนาดเล็ก) ซึ่งแตกต่างจากมือถือจอพับที่มีลักษณะยาวเรียวกว่าเมื่อกางออกการแข่งขันในตลาดมือถือจอพับเป็นอย่างไรบ้าง?ตลาดนี้กำลังเติบโต โดยมีผู้เล่นหลักอย่าง Samsung และมีแบรนด์อื่นๆ เช่น Xiaomi, Apple ที่กำลังจะเข้าสู่ตลาด ทำให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกมากขึ้น#Xiaomi #FoldablePhone #มือถือจอพับ #เทคโนโลยีhttps://www.androidauthority.com/xiaomi-wide-screen-foldable-leak-3698170/
WWW.ANDROIDAUTHORITY.COMAnother top Android brand is joining the wide-screen foldable bandwagonFollowing the Galaxy Z Fold 8’s launch, new evidence points to Chinese manufacturer Xiaomi launching a similar wide-body foldable of its own.5 Comments 0 Shares 784 Views 0 Reviews-
อยากเห็น Xiaomi ทำมือถือจอพับที่เน้นความพรีเมียมบ้างอยากเห็น Xiaomi ทำมือถือจอพับที่เน้นความพรีเมียมบ้าง
-
React
- Reply
- 2026-08-13 12:58:54
-
-
รอดูเลยว่า Xiaomi จะทำ Hyper OS 4 ออกมาได้ดีแค่ไหนกับมือถือจอพับรอดูเลยว่า Xiaomi จะทำ Hyper OS 4 ออกมาได้ดีแค่ไหนกับมือถือจอพับ
-
React
- Reply
- 2026-08-13 12:58:54
-
-
การที่ Xiaomi เปิดตัวมือถือจอพับแบบนี้ ยิ่งทำให้ตลาดน่าสนใจมากขึ้นการที่ Xiaomi เปิดตัวมือถือจอพับแบบนี้ ยิ่งทำให้ตลาดน่าสนใจมากขึ้น
-
React
- Reply
- 2026-08-13 12:58:54
-
-
น่าสนใจว่า Xiaomi จะทำมือถือจอพับออกมาสู้กับ Samsung ได้แค่ไหนน่าสนใจว่า Xiaomi จะทำมือถือจอพับออกมาสู้กับ Samsung ได้แค่ไหน
-
React
- Reply
- 2026-08-13 12:58:54
-
-
Xiaomi กำลังจะออกมือถือจอพับแบบใหม่เหมือน SamsungXiaomi กำลังจะออกมือถือจอพับแบบใหม่เหมือน Samsung
-
React
- Reply
- 2026-08-13 12:58:54
-
-
-
ฟีเจอร์ตรวจจับภาวะฉุกเฉินทางการหายใจ Pixel Watch 4 และ 5 มีให้ใช้งานแล้วในบางประเทศ
Google ได้เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ด้านความปลอดภัยที่สำคัญสำหรับ Pixel Watch 5 นั่นคือ การตรวจจับภาวะฉุกเฉินทางการหายใจ (Breathing Emergency Detection) ซึ่งไม่เพียงแต่มีให้ใช้กับรุ่นใหม่เท่านั้น แต่ยังขยายไปยัง Pixel Watch 4 ด้วย ทำให้ผู้ใช้ทั้งสองรุ่นได้รับประโยชน์ด้านความปลอดภัยที่ดียิ่งขึ้น
การทำงานของฟีเจอร์ตรวจจับภาวะฉุกเฉินทางการหายใจ
ฟีเจอร์นี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือผู้ที่อาจตกอยู่ในภาวะฉุกเฉินทางการหายใจจนไม่สามารถขอความช่วยเหลือได้ด้วยตนเอง โดยใช้เทคโนโลยี AI วิเคราะห์ข้อมูลจากเซ็นเซอร์ต่างๆ บนนาฬิกา เช่น:
- อัตราการเต้นของหัวใจ
- การเคลื่อนไหว
- ระดับความสูง
- ระดับออกซิเจนในเลือด (SpO2)
เมื่อระบบตรวจจับสัญญาณที่บ่งชี้ว่าผู้สวมใส่อาจหยุดหายใจ หรือมีภาวะหายใจติดขัดรุนแรง นาฬิกาจะเริ่มกระบวนการแจ้งเตือน โดยจะมีการสั่นเตือนอย่างแรงและแสดงข้อความบนหน้าจอ หากผู้สวมใส่ไม่ตอบสนองภายในเวลาที่กำหนด ระบบจะส่งเสียงเตือนและเริ่มนับถอยหลัง 30 วินาที
หากยังคงไม่มีการตอบสนอง นาฬิกาจะทำการโทรศัพท์ไปยังบริการฉุกเฉินโดยอัตโนมัติ พร้อมทั้งแจ้งข้อมูลสำคัญ เช่น ตรวจพบภาวะฉุกเฉินทางการหายใจ ผู้สวมใส่ไม่ตอบสนอง และตำแหน่งปัจจุบันของผู้ใช้ นอกจากนี้ยังสามารถแจ้งเตือนผู้ติดต่อฉุกเฉินที่ตั้งค่าไว้ได้อีกด้วย
กรณีการใช้งานที่คาดการณ์
Google ระบุว่าฟีเจอร์นี้มีประโยชน์อย่างยิ่งในสถานการณ์ต่างๆ เช่น:
- ภาวะปอดอักเสบรุนแรง
- การได้รับยาเกินขนาดโดยไม่ได้ตั้งใจ
- การสำลัก
ความพร้อมใช้งานในปัจจุบัน
ปัจจุบัน ฟีเจอร์ตรวจจับภาวะฉุกเฉินทางการหายใจ พร้อมใช้งานแล้วสำหรับ Pixel Watch 4 และ Pixel Watch 5 ใน 10 ประเทศแถบยุโรป ได้แก่:
- สหราชอาณาจักร (UK)
- เยอรมนี (Germany)
- ฝรั่งเศส (France)
- ไอร์แลนด์ (Ireland)
- ออสเตรีย (Austria)
- เดนมาร์ก (Denmark)
- เนเธอร์แลนด์ (Netherlands)
- นอร์เวย์ (Norway)
- สวีเดน (Sweden)
- สวิตเซอร์แลนด์ (Switzerland)
หมายเหตุ: สหรัฐอเมริกายังไม่รวมอยู่ในรายชื่อประเทศที่รองรับในขณะนี้ แต่ Google กำลังเร่งขยายการให้บริการไปยังประเทศอื่นๆ เพิ่มเติม
การพัฒนาและการทดสอบ
Google ได้ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์หลากหลายสาขา เช่น แพทย์เวชศาสตร์ภายใน, แพทย์โรคหัวใจ, แพทย์วิสัญญี, ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ฉุกเฉิน, หน่วยบริการฉุกเฉิน และผู้นำด้านสาธารณสุข ในการพัฒนาฟีเจอร์นี้ นอกจากนี้ยังได้ทำการทดสอบอัลกอริทึมในห้องปฏิบัติการจำลองทางการแพทย์ภายใต้การดูแล และกับข้อมูลจริงจำนวนมหาศาลหลายแสนชั่วโมง เพื่อให้มั่นใจในประสิทธิภาพและความแม่นยำ
ฟีเจอร์นี้เป็นแบบ Opt-in ซึ่งหมายความว่าผู้ใช้ต้องเปิดใช้งานด้วยตนเอง และความพร้อมใช้งานอาจขึ้นอยู่กับการสนับสนุนของบริการฉุกเฉินในแต่ละพื้นที่ด้วย
#PixelWatch #GooglePixelWatch4 #GooglePixelWatch5 #Smartwatch #HealthTech
ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
https://www.androidauthority.com/pixel-watch-breathing-emergency-feature-availability-3698020/ฟีเจอร์ตรวจจับภาวะฉุกเฉินทางการหายใจ Pixel Watch 4 และ 5 มีให้ใช้งานแล้วในบางประเทศGoogle ได้เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ด้านความปลอดภัยที่สำคัญสำหรับ Pixel Watch 5 นั่นคือ การตรวจจับภาวะฉุกเฉินทางการหายใจ (Breathing Emergency Detection) ซึ่งไม่เพียงแต่มีให้ใช้กับรุ่นใหม่เท่านั้น แต่ยังขยายไปยัง Pixel Watch 4 ด้วย ทำให้ผู้ใช้ทั้งสองรุ่นได้รับประโยชน์ด้านความปลอดภัยที่ดียิ่งขึ้นการทำงานของฟีเจอร์ตรวจจับภาวะฉุกเฉินทางการหายใจฟีเจอร์นี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือผู้ที่อาจตกอยู่ในภาวะฉุกเฉินทางการหายใจจนไม่สามารถขอความช่วยเหลือได้ด้วยตนเอง โดยใช้เทคโนโลยี AI วิเคราะห์ข้อมูลจากเซ็นเซอร์ต่างๆ บนนาฬิกา เช่น:อัตราการเต้นของหัวใจการเคลื่อนไหวระดับความสูงระดับออกซิเจนในเลือด (SpO2)เมื่อระบบตรวจจับสัญญาณที่บ่งชี้ว่าผู้สวมใส่อาจหยุดหายใจ หรือมีภาวะหายใจติดขัดรุนแรง นาฬิกาจะเริ่มกระบวนการแจ้งเตือน โดยจะมีการสั่นเตือนอย่างแรงและแสดงข้อความบนหน้าจอ หากผู้สวมใส่ไม่ตอบสนองภายในเวลาที่กำหนด ระบบจะส่งเสียงเตือนและเริ่มนับถอยหลัง 30 วินาทีหากยังคงไม่มีการตอบสนอง นาฬิกาจะทำการโทรศัพท์ไปยังบริการฉุกเฉินโดยอัตโนมัติ พร้อมทั้งแจ้งข้อมูลสำคัญ เช่น ตรวจพบภาวะฉุกเฉินทางการหายใจ ผู้สวมใส่ไม่ตอบสนอง และตำแหน่งปัจจุบันของผู้ใช้ นอกจากนี้ยังสามารถแจ้งเตือนผู้ติดต่อฉุกเฉินที่ตั้งค่าไว้ได้อีกด้วยกรณีการใช้งานที่คาดการณ์Google ระบุว่าฟีเจอร์นี้มีประโยชน์อย่างยิ่งในสถานการณ์ต่างๆ เช่น:ภาวะปอดอักเสบรุนแรงการได้รับยาเกินขนาดโดยไม่ได้ตั้งใจการสำลักความพร้อมใช้งานในปัจจุบันปัจจุบัน ฟีเจอร์ตรวจจับภาวะฉุกเฉินทางการหายใจ พร้อมใช้งานแล้วสำหรับ Pixel Watch 4 และ Pixel Watch 5 ใน 10 ประเทศแถบยุโรป ได้แก่:สหราชอาณาจักร (UK)เยอรมนี (Germany)ฝรั่งเศส (France)ไอร์แลนด์ (Ireland)ออสเตรีย (Austria)เดนมาร์ก (Denmark)เนเธอร์แลนด์ (Netherlands)นอร์เวย์ (Norway)สวีเดน (Sweden)สวิตเซอร์แลนด์ (Switzerland)หมายเหตุ: สหรัฐอเมริกายังไม่รวมอยู่ในรายชื่อประเทศที่รองรับในขณะนี้ แต่ Google กำลังเร่งขยายการให้บริการไปยังประเทศอื่นๆ เพิ่มเติมการพัฒนาและการทดสอบGoogle ได้ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์หลากหลายสาขา เช่น แพทย์เวชศาสตร์ภายใน, แพทย์โรคหัวใจ, แพทย์วิสัญญี, ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ฉุกเฉิน, หน่วยบริการฉุกเฉิน และผู้นำด้านสาธารณสุข ในการพัฒนาฟีเจอร์นี้ นอกจากนี้ยังได้ทำการทดสอบอัลกอริทึมในห้องปฏิบัติการจำลองทางการแพทย์ภายใต้การดูแล และกับข้อมูลจริงจำนวนมหาศาลหลายแสนชั่วโมง เพื่อให้มั่นใจในประสิทธิภาพและความแม่นยำฟีเจอร์นี้เป็นแบบ Opt-in ซึ่งหมายความว่าผู้ใช้ต้องเปิดใช้งานด้วยตนเอง และความพร้อมใช้งานอาจขึ้นอยู่กับการสนับสนุนของบริการฉุกเฉินในแต่ละพื้นที่ด้วย#PixelWatch #GooglePixelWatch4 #GooglePixelWatch5 #Smartwatch #HealthTechhttps://www.androidauthority.com/pixel-watch-breathing-emergency-feature-availability-3698020/
WWW.ANDROIDAUTHORITY.COMPixel Watch 5's biggest new safety feature is also coming to Pixel Watch 4Google has confirmed that Pixel Watch 5’s Breathing Emergency Detection is also coming to the Pixel Watch 4.2 Comments 0 Shares 730 Views 0 Reviews-
หวังว่าฟีเจอร์นี้จะช่วยชีวิตคนได้จริงๆ ในยุโรปหวังว่าฟีเจอร์นี้จะช่วยชีวิตคนได้จริงๆ ในยุโรป
-
React
- Reply
- 2026-08-13 05:01:20
-
-
ดีใจที่ Pixel Watch 4 ได้ฟีเจอร์ตรวจจับภาวะหยุดหายใจฉุกเฉินด้วยดีใจที่ Pixel Watch 4 ได้ฟีเจอร์ตรวจจับภาวะหยุดหายใจฉุกเฉินด้วย
-
React
- Reply
- 2026-08-13 05:01:20
-
-
Google Play ยืนยัน! ไม่ได้เพิกถอนสิทธิ์การเข้าถึงหนังที่ซื้อไป แม้มีปัญหาผู้ใช้เข้าไม่ได้
เคยไหมครับที่ซื้อหนังดิจิทัลมาแล้วรู้สึกอุ่นใจว่าจะเป็นของเราตลอดไป? แต่ล่าสุดมีข่าวที่ทำให้หลายคนใจหาย เมื่อผู้ใช้ Google Play รายหนึ่งออกมาโพสต์ว่าถูก Google เพิกถอนสิทธิ์การเข้าถึงภาพยนตร์ชุด The Lord of the Rings ฉบับ Extended Edition ที่เขาซื้อไป
แต่ไม่ต้องตกใจไปครับ! Google ได้ออกมาชี้แจงแล้วว่า ปัญหานี้เป็นเพียง "ปัญหาทางเทคนิค" และผู้ใช้ยังคงมีสิทธิ์เข้าถึงภาพยนตร์เรื่องนั้นอยู่
เกิดอะไรขึ้นกับผู้ใช้ Google Play?
เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อผู้ใช้ Reddit ชื่อ ugoindownsaka1 ได้โพสต์เล่าประสบการณ์ว่า เขาไม่สามารถเข้าถึงภาพยนตร์ The Lord of the Rings ฉบับ Extended Edition ที่ซื้อไว้ตั้งแต่ปี 2022 ผ่าน Google Play ได้อีกต่อไป หลังจากติดต่อฝ่ายบริการลูกค้าของ Google Play ในตอนแรกก็ถูกปฏิเสธการคืนเงิน
แต่หลังจากนั้นไม่นาน ผู้ใช้รายนี้ก็ได้แจ้งความคืบหน้าว่า เขาได้รับเครดิตคืนเป็นจำนวนเงินเท่ากับที่ซื้อภาพยนตร์ชุดนี้ไป และทาง Google ก็ยืนยันว่าเขายังคงมีสิทธิ์เข้าถึงภาพยนตร์เหล่านั้นอยู่
ปัญหาทางเทคนิคคืออะไร?
จากการตรวจสอบกับผู้ใช้โดยตรง พบว่าเมื่อพยายามเปิดคลังภาพยนตร์ใน Google TV ผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือ แอปพลิเคชันเกิดการขัดข้อง (Crash) ก่อนจะแสดงรายการภาพยนตร์ทั้งหมดได้ ส่วนบนอุปกรณ์ Chromecast with Google TV คลังภาพยนตร์แสดงผลเพียงเศษเสี้ยวของรายการที่ซื้อไปเท่านั้น
Google ชี้แจงว่า ประสบการณ์ที่ผิดปกตินี้เกิดจาก "ปัญหาการแสดงผล (rendering issue) กับคลังดิจิทัลขนาดใหญ่" นอกจากการคืนเงินเป็นเครดิตให้กับผู้ใช้แล้ว Google ยังได้ส่งลิงก์ที่คาดว่าจะเป็นช่องทางเข้าถึงภาพยนตร์บน YouTube ให้ด้วย
อย่างไรก็ตาม ลิงก์ที่ได้รับมานั้นดูเหมือนจะยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด ผู้ใช้แจ้งว่าลิงก์สำหรับ The Fellowship of the Ring และ The Return of the King แจ้งให้ต้องซื้อภาพยนตร์อีกครั้ง ส่วน The Two Towers แสดงสถานะว่า "ไม่พร้อมใช้งาน" อย่างน้อยที่สุด เขาก็ได้รับเงินคืนแล้ว
ซื้อหนังดิจิทัลแล้วยังเป็นของเราจริงหรือ?
เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า การซื้อเนื้อหาดิจิทัลไม่ได้เป็นการรับประกันว่าจะสามารถเข้าถึงเนื้อหานั้นได้ในอนาคตเสมอไป ก่อนหน้านี้เคยมีกรณีที่ Sony เพิกถอนสิทธิ์การเข้าถึงภาพยนตร์มากกว่า 500 เรื่องที่ขายผ่าน PlayStation Store ทำให้ผู้ที่ซื้อไปไม่สามารถรับชมได้อีก
สิ่งที่ควรทราบเมื่อซื้อเนื้อหาดิจิทัล
- ตรวจสอบเงื่อนไขการให้บริการ: ทำความเข้าใจนโยบายของแต่ละแพลตฟอร์มเกี่ยวกับการเข้าถึงเนื้อหาดิจิทัล
- เก็บหลักฐานการซื้อ: ควรเก็บใบเสร็จหรือหลักฐานการซื้อไว้เผื่อกรณีที่เกิดปัญหา
- สำรองข้อมูล (ถ้าเป็นไปได้): ในบางกรณี การดาวน์โหลดเก็บไว้ในรูปแบบอื่นอาจเป็นทางเลือกที่ดี
- ติดตามข่าวสาร: รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายของแพลตฟอร์มต่างๆ
แม้ว่า Google จะยืนยันว่าไม่ได้เพิกถอนสิทธิ์การเข้าถึงภาพยนตร์ที่ซื้อไป แต่เหตุการณ์นี้ก็ทำให้ผู้บริโภคต้องตระหนักถึงความเปราะบางของการเป็นเจ้าของเนื้อหาดิจิทัล และควรเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นได้ครับ
#GooglePlay #GoogleTV #LordOfTheRings #หนังดิจิทัล
ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
https://www.androidauthority.com/google-play-lord-of-the-rings-movies-3697984/Google Play ยืนยัน! ไม่ได้เพิกถอนสิทธิ์การเข้าถึงหนังที่ซื้อไป แม้มีปัญหาผู้ใช้เข้าไม่ได้เคยไหมครับที่ซื้อหนังดิจิทัลมาแล้วรู้สึกอุ่นใจว่าจะเป็นของเราตลอดไป? แต่ล่าสุดมีข่าวที่ทำให้หลายคนใจหาย เมื่อผู้ใช้ Google Play รายหนึ่งออกมาโพสต์ว่าถูก Google เพิกถอนสิทธิ์การเข้าถึงภาพยนตร์ชุด The Lord of the Rings ฉบับ Extended Edition ที่เขาซื้อไปแต่ไม่ต้องตกใจไปครับ! Google ได้ออกมาชี้แจงแล้วว่า ปัญหานี้เป็นเพียง "ปัญหาทางเทคนิค" และผู้ใช้ยังคงมีสิทธิ์เข้าถึงภาพยนตร์เรื่องนั้นอยู่เกิดอะไรขึ้นกับผู้ใช้ Google Play?เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อผู้ใช้ Reddit ชื่อ ugoindownsaka1 ได้โพสต์เล่าประสบการณ์ว่า เขาไม่สามารถเข้าถึงภาพยนตร์ The Lord of the Rings ฉบับ Extended Edition ที่ซื้อไว้ตั้งแต่ปี 2022 ผ่าน Google Play ได้อีกต่อไป หลังจากติดต่อฝ่ายบริการลูกค้าของ Google Play ในตอนแรกก็ถูกปฏิเสธการคืนเงินแต่หลังจากนั้นไม่นาน ผู้ใช้รายนี้ก็ได้แจ้งความคืบหน้าว่า เขาได้รับเครดิตคืนเป็นจำนวนเงินเท่ากับที่ซื้อภาพยนตร์ชุดนี้ไป และทาง Google ก็ยืนยันว่าเขายังคงมีสิทธิ์เข้าถึงภาพยนตร์เหล่านั้นอยู่ปัญหาทางเทคนิคคืออะไร?จากการตรวจสอบกับผู้ใช้โดยตรง พบว่าเมื่อพยายามเปิดคลังภาพยนตร์ใน Google TV ผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือ แอปพลิเคชันเกิดการขัดข้อง (Crash) ก่อนจะแสดงรายการภาพยนตร์ทั้งหมดได้ ส่วนบนอุปกรณ์ Chromecast with Google TV คลังภาพยนตร์แสดงผลเพียงเศษเสี้ยวของรายการที่ซื้อไปเท่านั้นGoogle ชี้แจงว่า ประสบการณ์ที่ผิดปกตินี้เกิดจาก "ปัญหาการแสดงผล (rendering issue) กับคลังดิจิทัลขนาดใหญ่" นอกจากการคืนเงินเป็นเครดิตให้กับผู้ใช้แล้ว Google ยังได้ส่งลิงก์ที่คาดว่าจะเป็นช่องทางเข้าถึงภาพยนตร์บน YouTube ให้ด้วยอย่างไรก็ตาม ลิงก์ที่ได้รับมานั้นดูเหมือนจะยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด ผู้ใช้แจ้งว่าลิงก์สำหรับ The Fellowship of the Ring และ The Return of the King แจ้งให้ต้องซื้อภาพยนตร์อีกครั้ง ส่วน The Two Towers แสดงสถานะว่า "ไม่พร้อมใช้งาน" อย่างน้อยที่สุด เขาก็ได้รับเงินคืนแล้วซื้อหนังดิจิทัลแล้วยังเป็นของเราจริงหรือ?เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า การซื้อเนื้อหาดิจิทัลไม่ได้เป็นการรับประกันว่าจะสามารถเข้าถึงเนื้อหานั้นได้ในอนาคตเสมอไป ก่อนหน้านี้เคยมีกรณีที่ Sony เพิกถอนสิทธิ์การเข้าถึงภาพยนตร์มากกว่า 500 เรื่องที่ขายผ่าน PlayStation Store ทำให้ผู้ที่ซื้อไปไม่สามารถรับชมได้อีกสิ่งที่ควรทราบเมื่อซื้อเนื้อหาดิจิทัลตรวจสอบเงื่อนไขการให้บริการ: ทำความเข้าใจนโยบายของแต่ละแพลตฟอร์มเกี่ยวกับการเข้าถึงเนื้อหาดิจิทัลเก็บหลักฐานการซื้อ: ควรเก็บใบเสร็จหรือหลักฐานการซื้อไว้เผื่อกรณีที่เกิดปัญหาสำรองข้อมูล (ถ้าเป็นไปได้): ในบางกรณี การดาวน์โหลดเก็บไว้ในรูปแบบอื่นอาจเป็นทางเลือกที่ดีติดตามข่าวสาร: รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายของแพลตฟอร์มต่างๆแม้ว่า Google จะยืนยันว่าไม่ได้เพิกถอนสิทธิ์การเข้าถึงภาพยนตร์ที่ซื้อไป แต่เหตุการณ์นี้ก็ทำให้ผู้บริโภคต้องตระหนักถึงความเปราะบางของการเป็นเจ้าของเนื้อหาดิจิทัล และควรเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นได้ครับ#GooglePlay #GoogleTV #LordOfTheRings #หนังดิจิทัลhttps://www.androidauthority.com/google-play-lord-of-the-rings-movies-3697984/
WWW.ANDROIDAUTHORITY.COMDon't believe your eyes: Google says it isn't revoking access to purchased moviesLast week, a Google Play user reported that Google had taken away their Lord of the Rings movies. But Google says it's a technical issue.5 Comments 0 Shares 567 Views 0 Reviews-
ดีใจด้วยที่ได้เงินคืน ถึงจะยังดูหนังไม่ได้ก็เถอะดีใจด้วยที่ได้เงินคืน ถึงจะยังดูหนังไม่ได้ก็เถอะ
-
React
- Reply
- 2026-08-12 20:56:05
-
-
หวังว่า Google จะแก้ไขปัญหานี้ให้ทุกคนนะหวังว่า Google จะแก้ไขปัญหานี้ให้ทุกคนนะ
-
React
- Reply
- 2026-08-12 20:56:05
-
-
คงรู้สึกแย่มากถ้าหนังที่ซื้อไปดูไม่ได้จริงๆคงรู้สึกแย่มากถ้าหนังที่ซื้อไปดูไม่ได้จริงๆ
-
React
- Reply
- 2026-08-12 20:56:05
-
-
เรื่องแบบนี้มันทำให้ไม่มั่นใจในการซื้อหนังออนไลน์เลยเรื่องแบบนี้มันทำให้ไม่มั่นใจในการซื้อหนังออนไลน์เลย
-
React
- Reply
- 2026-08-12 20:56:05
-
-
ซื้อหนังดิจิทัลแล้วโดนลบไปนี่แย่เลยนะซื้อหนังดิจิทัลแล้วโดนลบไปนี่แย่เลยนะ
-
React
- Reply
- 2026-08-12 20:56:05
-
-
Google Maps เตรียมอัปเดตใหม่! จัดการ "สถานที่ที่บันทึกไว้" ได้ง่ายขึ้น 🗺️✨
Google Maps เป็นเครื่องมือคู่ใจของใครหลายๆ คนในการเดินทางและสำรวจสิ่งใหม่ๆ นอกเหนือจากฟังก์ชันการนำทางแล้ว การบันทึกสถานที่ที่น่าสนใจหรือที่ที่เราอยากไปไว้ในลิสต์ก็เป็นอีกฟีเจอร์ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก แต่เมื่อมีสถานที่ที่บันทึกไว้จำนวนมากบนแผนที่ อาจทำให้เกิดความรกตาและหาสิ่งที่ต้องการได้ยากขึ้น ล่าสุด Google Maps กำลังทดสอบฟีเจอร์ใหม่ที่จะช่วยให้การจัดการสถานที่ที่บันทึกไว้เป็นเรื่องง่ายกว่าที่เคย
รวมทุกสถานที่บันทึกไว้ในที่เดียว: "All saved places"
ในเวอร์ชันล่าสุดของ Google Maps มีการพบโค้ดที่บ่งชี้ถึงฟีเจอร์ใหม่ที่เรียกว่า "All saved places" ซึ่งจะเป็นเหมือน "ซูเปอร์ลิสต์" ที่รวบรวมสถานที่ที่คุณบันทึกไว้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นลิสต์ที่คุณสร้างขึ้นเอง หรือสถานที่ที่บันทึกไว้แบบทั่วไป ให้อยู่ภายใต้การจัดการเดียวกัน
ควบคุมการแสดงผลบนแผนที่ได้ง่ายขึ้น 🚫📍
สำหรับผู้ใช้งานที่ต้องการให้แผนที่ดูสะอาดตา หรือไม่ต้องการให้สถานที่ที่บันทึกไว้แสดงผลขึ้นมารบกวนการมองเห็น Google Maps จะมีตัวเลือกใหม่ให้ "ซ่อนสถานที่ที่บันทึกไว้ทั้งหมด" (Hide on your map) ได้ในคลิกเดียว โดยฟีเจอร์นี้จะปรากฏขึ้นเมื่อคุณแตะที่เมนูสามจุดข้าง "All saved places"
เมื่อคุณเลือกซ่อน ระบบจะแสดงหน้าต่างยืนยัน และแจ้งให้ทราบว่าคุณยังสามารถเลือกแสดงแต่ละลิสต์แยกกันได้ หากต้องการ หลังจากยืนยัน การเปลี่ยนแปลงจะแสดงผลด้วยข้อความยืนยันที่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ
ในทางกลับกัน หากต้องการ "แสดงสถานที่ที่บันทึกไว้ทั้งหมด" (Show on your map) ก็สามารถทำได้ง่ายๆ จากเมนู "All saved places" เช่นกัน
ปรับปรุงการถาม-ตอบเกี่ยวกับลิสต์ด้วย Ask Maps 💬
นอกเหนือจากการจัดการการแสดงผลบนแผนที่แล้ว Google Maps ยังกำลังทดสอบการปรับปรุงฟีเจอร์ "Ask Maps" เพื่อให้การสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับลิสต์สถานที่เฉพาะเจาะจงทำได้สะดวกขึ้น
ปัจจุบัน หากต้องการถามเกี่ยวกับลิสต์ใดลิสต์หนึ่ง คุณต้องระบุชื่อลิสต์นั้นอย่างชัดเจน ซึ่งอาจยุ่งยากและต้องพิมพ์ชื่อให้ถูกต้อง ล่าสุด Google กำลังทดลองเพิ่มปุ่ม "Ask" ภายในแต่ละลิสต์ เพื่อให้คุณสามารถถามคำถามที่เกี่ยวข้องกับลิสต์นั้นๆ ได้โดยตรง
ฟีเจอร์ใหม่นี้จะมาเมื่อไหร่?
ทั้งสองฟีเจอร์นี้ยังอยู่ในช่วงการทดสอบ และยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะเปิดให้ใช้งานเมื่อใด แต่ถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ใช้งาน Google Maps ที่ต้องการจัดการข้อมูลสถานที่บันทึกไว้อย่างเป็นระเบียบและสะดวกสบายยิ่งขึ้น เราจะคอยติดตามความคืบหน้าและแจ้งให้ทราบทันทีที่มีการอัปเดต
#GoogleMaps #สถานที่ที่บันทึกไว้ #อัปเดตแอป
ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
https://www.androidauthority.com/google-maps-list-hide-apk-teardown-3697285/Google Maps เตรียมอัปเดตใหม่! จัดการ "สถานที่ที่บันทึกไว้" ได้ง่ายขึ้น 🗺️✨Google Maps เป็นเครื่องมือคู่ใจของใครหลายๆ คนในการเดินทางและสำรวจสิ่งใหม่ๆ นอกเหนือจากฟังก์ชันการนำทางแล้ว การบันทึกสถานที่ที่น่าสนใจหรือที่ที่เราอยากไปไว้ในลิสต์ก็เป็นอีกฟีเจอร์ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก แต่เมื่อมีสถานที่ที่บันทึกไว้จำนวนมากบนแผนที่ อาจทำให้เกิดความรกตาและหาสิ่งที่ต้องการได้ยากขึ้น ล่าสุด Google Maps กำลังทดสอบฟีเจอร์ใหม่ที่จะช่วยให้การจัดการสถานที่ที่บันทึกไว้เป็นเรื่องง่ายกว่าที่เคยรวมทุกสถานที่บันทึกไว้ในที่เดียว: "All saved places"ในเวอร์ชันล่าสุดของ Google Maps มีการพบโค้ดที่บ่งชี้ถึงฟีเจอร์ใหม่ที่เรียกว่า "All saved places" ซึ่งจะเป็นเหมือน "ซูเปอร์ลิสต์" ที่รวบรวมสถานที่ที่คุณบันทึกไว้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นลิสต์ที่คุณสร้างขึ้นเอง หรือสถานที่ที่บันทึกไว้แบบทั่วไป ให้อยู่ภายใต้การจัดการเดียวกันควบคุมการแสดงผลบนแผนที่ได้ง่ายขึ้น 🚫📍สำหรับผู้ใช้งานที่ต้องการให้แผนที่ดูสะอาดตา หรือไม่ต้องการให้สถานที่ที่บันทึกไว้แสดงผลขึ้นมารบกวนการมองเห็น Google Maps จะมีตัวเลือกใหม่ให้ "ซ่อนสถานที่ที่บันทึกไว้ทั้งหมด" (Hide on your map) ได้ในคลิกเดียว โดยฟีเจอร์นี้จะปรากฏขึ้นเมื่อคุณแตะที่เมนูสามจุดข้าง "All saved places"เมื่อคุณเลือกซ่อน ระบบจะแสดงหน้าต่างยืนยัน และแจ้งให้ทราบว่าคุณยังสามารถเลือกแสดงแต่ละลิสต์แยกกันได้ หากต้องการ หลังจากยืนยัน การเปลี่ยนแปลงจะแสดงผลด้วยข้อความยืนยันที่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอในทางกลับกัน หากต้องการ "แสดงสถานที่ที่บันทึกไว้ทั้งหมด" (Show on your map) ก็สามารถทำได้ง่ายๆ จากเมนู "All saved places" เช่นกันปรับปรุงการถาม-ตอบเกี่ยวกับลิสต์ด้วย Ask Maps 💬นอกเหนือจากการจัดการการแสดงผลบนแผนที่แล้ว Google Maps ยังกำลังทดสอบการปรับปรุงฟีเจอร์ "Ask Maps" เพื่อให้การสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับลิสต์สถานที่เฉพาะเจาะจงทำได้สะดวกขึ้นปัจจุบัน หากต้องการถามเกี่ยวกับลิสต์ใดลิสต์หนึ่ง คุณต้องระบุชื่อลิสต์นั้นอย่างชัดเจน ซึ่งอาจยุ่งยากและต้องพิมพ์ชื่อให้ถูกต้อง ล่าสุด Google กำลังทดลองเพิ่มปุ่ม "Ask" ภายในแต่ละลิสต์ เพื่อให้คุณสามารถถามคำถามที่เกี่ยวข้องกับลิสต์นั้นๆ ได้โดยตรงฟีเจอร์ใหม่นี้จะมาเมื่อไหร่?ทั้งสองฟีเจอร์นี้ยังอยู่ในช่วงการทดสอบ และยังไม่มีการประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะเปิดให้ใช้งานเมื่อใด แต่ถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ใช้งาน Google Maps ที่ต้องการจัดการข้อมูลสถานที่บันทึกไว้อย่างเป็นระเบียบและสะดวกสบายยิ่งขึ้น เราจะคอยติดตามความคืบหน้าและแจ้งให้ทราบทันทีที่มีการอัปเดต#GoogleMaps #สถานที่ที่บันทึกไว้ #อัปเดตแอปhttps://www.androidauthority.com/google-maps-list-hide-apk-teardown-3697285/
WWW.ANDROIDAUTHORITY.COMGoogle Maps could soon make it easy to clean up your list clutterGoogle Maps appears to be testing a master control that hides or reveals all your saved places at once, keeping your map view clean.6 Comments 0 Shares 565 Views 0 Reviews-
การรวมลิสต์ทั้งหมดไว้ที่เดียวแบบนี้ช่วยให้จัดการได้ง่ายขึ้นจริงๆการรวมลิสต์ทั้งหมดไว้ที่เดียวแบบนี้ช่วยให้จัดการได้ง่ายขึ้นจริงๆ
-
React
- Reply
- 2026-08-12 13:01:50
-
-
-
-
-
ดีเลยเวลาหาที่เที่ยวแล้วเซฟไว้เยอะๆ จะได้ไม่รกหน้าจอแผนที่ดีเลยเวลาหาที่เที่ยวแล้วเซฟไว้เยอะๆ จะได้ไม่รกหน้าจอแผนที่
-
React
- Reply
- 2026-08-12 13:01:50
-
-
-
InfiMaker K1: เครื่องกัด CNC ตั้งโต๊ะ ควบคุมด้วย AI สร้างโมเดล 3 มิติได้ง่ายแม้ไม่มีประสบการณ์
สำหรับใครที่หลงใหลในการสร้างสรรค์โมเดล 3 มิติ แต่กังวลเรื่องความซับซ้อนของโปรแกรมออกแบบ หรือขั้นตอนการผลิตที่ยุ่งยาก ตอนนี้มีนวัตกรรมใหม่ที่อาจตอบโจทย์คุณได้ นั่นคือ InfiMaker K1 เครื่องกัด CNC ตั้งโต๊ะ ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี AI ช่วยให้การสร้างสรรค์ผลงาน 3 มิติเป็นเรื่องง่ายกว่าที่เคย แม้ว่าคุณจะไม่มีประสบการณ์ด้านการกัด CNC มาก่อนเลยก็ตาม
เปลี่ยนภาพ 2 มิติ ให้เป็นโมเดล 3 มิติ ด้วย AI 🤖
จุดเด่นสำคัญของ InfiMaker K1 คือซอฟต์แวร์ที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งสามารถแปลงภาพ 2 มิติที่คุณมี ให้กลายเป็นโมเดล 3 มิติที่พร้อมสำหรับการกัดได้โดยอัตโนมัติ หมายความว่าคุณไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้าน Computer-Aided Design (CAD) เลย เพียงแค่มีภาพที่ต้องการ ก็สามารถเริ่มต้นสร้างสรรค์ผลงานได้ทันที
ประสิทธิภาพการกัด 5 แกน พร้อมระบบเปลี่ยนเครื่องมืออัตโนมัติ 🛠️
นอกจากความสามารถในการแปลงไฟล์ด้วย AI แล้ว InfiMaker K1 ยังรองรับการกัดแบบ 5 แกน (5-axis cutting) ซึ่งหมายความว่าเครื่องสามารถทำงานได้รอบทิศทางมากขึ้น สามารถเอียงหรือหมุนชิ้นงานขณะทำการกัดได้ ช่วยให้สร้างสรรค์รูปทรงที่ซับซ้อนได้อย่างแม่นยำ โดยรองรับการเอียงตั้งแต่ -30° ถึง +110°
เครื่องยังมาพร้อมกับระบบเปลี่ยนเครื่องมืออัตโนมัติ (Automatic Tool Changer) ที่สามารถจัดการเครื่องมือได้ถึง 5 ชนิด และหัววัดแบบ Ruby Centering Probe เพื่อความแม่นยำสูงสุดในการกำหนดจุดเริ่มต้น
สเปกที่น่าสนใจของ InfiMaker K1 ✨
- มอเตอร์ Spindle: กำลัง 1.5kW หมุนได้สูงสุด 20,000 รอบต่อนาที
- ความแม่นยำ: สามารถกัดได้ละเอียดถึงระดับหนึ่งในร้อยมิลลิเมตร (0.01 มม.)
- วัสดุที่รองรับ: สามารถกัดวัสดุได้หลากหลาย เช่น อะคริลิก, อลูมิเนียม, ทองเหลือง, คอมโพสิต, ทองแดง, พลาสติกวิศวกรรม, หยก, เรซิ่น, เหล็ก, ไทเทเนียม, ขี้ผึ้ง และไม้
เปิดตัวบน Kickstarter พร้อมราคาพิเศษสำหรับผู้สนับสนุนช่วงแรก 🚀
InfiMaker K1 ได้เปิดตัวแคมเปญระดมทุนบน Kickstarter แล้ว สำหรับผู้ที่สนใจสามารถร่วมสนับสนุนได้ โดยราคาเริ่มต้นสำหรับผู้ที่สั่งจองในช่วงแรก (Early Bird) อยู่ที่ $5,199 ซึ่งเป็นราคาพิเศษ ลดลงถึง 40% จากราคาขายปลีกที่วางแผนไว้คือ $8,599
นอกจากนี้ ยังมีแพ็กเกจสนับสนุนระดับสูงขึ้น ซึ่งจะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม เช่น ระบบหล่อเย็นด้วยน้ำ, ชุดปากกาจับชิ้นงาน (Vice Jaws) และล้อหมุนควบคุมระยะไกล (Wireless Jog Handwheel)
สำหรับผู้ที่มองหาเครื่องมือสร้างสรรค์โมเดล 3 มิติ ที่ใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน และมีประสิทธิภาพสูง InfiMaker K1 ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าจับตามองในตลาดเครื่องกัด CNC ขนาดเล็ก.
ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
https://www.androidauthority.com/infimaker-k1-5-axis-desktop-cnc-mill-kickstarter-3696953/InfiMaker K1: เครื่องกัด CNC ตั้งโต๊ะ ควบคุมด้วย AI สร้างโมเดล 3 มิติได้ง่ายแม้ไม่มีประสบการณ์สำหรับใครที่หลงใหลในการสร้างสรรค์โมเดล 3 มิติ แต่กังวลเรื่องความซับซ้อนของโปรแกรมออกแบบ หรือขั้นตอนการผลิตที่ยุ่งยาก ตอนนี้มีนวัตกรรมใหม่ที่อาจตอบโจทย์คุณได้ นั่นคือ InfiMaker K1 เครื่องกัด CNC ตั้งโต๊ะ ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยี AI ช่วยให้การสร้างสรรค์ผลงาน 3 มิติเป็นเรื่องง่ายกว่าที่เคย แม้ว่าคุณจะไม่มีประสบการณ์ด้านการกัด CNC มาก่อนเลยก็ตามเปลี่ยนภาพ 2 มิติ ให้เป็นโมเดล 3 มิติ ด้วย AI 🤖จุดเด่นสำคัญของ InfiMaker K1 คือซอฟต์แวร์ที่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งสามารถแปลงภาพ 2 มิติที่คุณมี ให้กลายเป็นโมเดล 3 มิติที่พร้อมสำหรับการกัดได้โดยอัตโนมัติ หมายความว่าคุณไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้าน Computer-Aided Design (CAD) เลย เพียงแค่มีภาพที่ต้องการ ก็สามารถเริ่มต้นสร้างสรรค์ผลงานได้ทันทีประสิทธิภาพการกัด 5 แกน พร้อมระบบเปลี่ยนเครื่องมืออัตโนมัติ 🛠️นอกจากความสามารถในการแปลงไฟล์ด้วย AI แล้ว InfiMaker K1 ยังรองรับการกัดแบบ 5 แกน (5-axis cutting) ซึ่งหมายความว่าเครื่องสามารถทำงานได้รอบทิศทางมากขึ้น สามารถเอียงหรือหมุนชิ้นงานขณะทำการกัดได้ ช่วยให้สร้างสรรค์รูปทรงที่ซับซ้อนได้อย่างแม่นยำ โดยรองรับการเอียงตั้งแต่ -30° ถึง +110°เครื่องยังมาพร้อมกับระบบเปลี่ยนเครื่องมืออัตโนมัติ (Automatic Tool Changer) ที่สามารถจัดการเครื่องมือได้ถึง 5 ชนิด และหัววัดแบบ Ruby Centering Probe เพื่อความแม่นยำสูงสุดในการกำหนดจุดเริ่มต้นสเปกที่น่าสนใจของ InfiMaker K1 ✨มอเตอร์ Spindle: กำลัง 1.5kW หมุนได้สูงสุด 20,000 รอบต่อนาทีความแม่นยำ: สามารถกัดได้ละเอียดถึงระดับหนึ่งในร้อยมิลลิเมตร (0.01 มม.)วัสดุที่รองรับ: สามารถกัดวัสดุได้หลากหลาย เช่น อะคริลิก, อลูมิเนียม, ทองเหลือง, คอมโพสิต, ทองแดง, พลาสติกวิศวกรรม, หยก, เรซิ่น, เหล็ก, ไทเทเนียม, ขี้ผึ้ง และไม้เปิดตัวบน Kickstarter พร้อมราคาพิเศษสำหรับผู้สนับสนุนช่วงแรก 🚀InfiMaker K1 ได้เปิดตัวแคมเปญระดมทุนบน Kickstarter แล้ว สำหรับผู้ที่สนใจสามารถร่วมสนับสนุนได้ โดยราคาเริ่มต้นสำหรับผู้ที่สั่งจองในช่วงแรก (Early Bird) อยู่ที่ $5,199 ซึ่งเป็นราคาพิเศษ ลดลงถึง 40% จากราคาขายปลีกที่วางแผนไว้คือ $8,599นอกจากนี้ ยังมีแพ็กเกจสนับสนุนระดับสูงขึ้น ซึ่งจะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม เช่น ระบบหล่อเย็นด้วยน้ำ, ชุดปากกาจับชิ้นงาน (Vice Jaws) และล้อหมุนควบคุมระยะไกล (Wireless Jog Handwheel)สำหรับผู้ที่มองหาเครื่องมือสร้างสรรค์โมเดล 3 มิติ ที่ใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน และมีประสิทธิภาพสูง InfiMaker K1 ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าจับตามองในตลาดเครื่องกัด CNC ขนาดเล็ก.https://www.androidauthority.com/infimaker-k1-5-axis-desktop-cnc-mill-kickstarter-3696953/
WWW.ANDROIDAUTHORITY.COMThis desktop CNC mill lets you carve 3D figurines with zero experience, and it's now on KickstarterThis 5-axis desktop CNC mill carves 3D figurines even if you've never milled a thing, and its Kickstarter just went live.5 Comments 0 Shares 612 Views 0 Reviews-
อยากเห็นผลงานจริงที่ทำจากเครื่องนี้จังอยากเห็นผลงานจริงที่ทำจากเครื่องนี้จัง
-
React
- Reply
- 2026-08-12 04:56:09
-
-
การมีระบบเปลี่ยนเครื่องมืออัตโนมัติช่วยประหยัดเวลาได้เยอะการมีระบบเปลี่ยนเครื่องมืออัตโนมัติช่วยประหยัดเวลาได้เยอะ
-
React
- Reply
- 2026-08-12 04:56:09
-
-
ราคาเริ่มต้นสูงพอสมควรเลยนะ แต่ก็มีส่วนลดช่วงเปิดตัวราคาเริ่มต้นสูงพอสมควรเลยนะ แต่ก็มีส่วนลดช่วงเปิดตัว
-
React
- Reply
- 2026-08-12 04:56:09
-
-
เครื่องนี้ดูน่าสนใจดี เหมาะกับคนไม่มีประสบการณ์เครื่องนี้ดูน่าสนใจดี เหมาะกับคนไม่มีประสบการณ์
-
React
- Reply
- 2026-08-12 04:56:09
-
-
AI ช่วยแปลงภาพ 2 มิติ เป็น 3 มิติได้สะดวกมากเลยAI ช่วยแปลงภาพ 2 มิติ เป็น 3 มิติได้สะดวกมากเลย
-
React
- Reply
- 2026-08-12 04:56:09
-
-
Waze แจ้งเตือนตำรวจหาย? ผู้ใช้โอดครวญ เจอรายงานล่าช้า-ไม่แสดงผล ⚠️
แอปพลิเคชันนำทางยอดนิยมอย่าง Waze ที่มีจุดเด่นจากการรายงานข้อมูลแบบเรียลไทม์จากผู้ใช้ทั่วโลก กำลังประสบปัญหาที่ทำให้ผู้ใช้งานหลายคนไม่พอใจ เมื่อระบบแจ้งเตือนเกี่ยวกับตำรวจหรือกล้องตรวจจับความเร็วบางส่วนเกิดทำงานผิดปกติ บ้างก็รายงานว่าไม่แสดงผล บ้างก็แจ้งเตือนล่าช้าจนแทบไม่มีประโยชน์
ปัญหาที่ผู้ใช้ Waze กำลังเผชิญ 🚨
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ใช้ Waze จำนวนหนึ่งได้ออกมาแสดงความกังวลบนแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ เช่น Reddit และฟอรั่มสนับสนุนของ Google เกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับการรายงานข้อมูลตำรวจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง:
- รายงานไม่แสดงผล: ผู้ใช้บางรายแจ้งว่า เมื่อพวกเขาพยายามรายงานตำแหน่งของรถตำรวจหรือกล้องตรวจจับความเร็วที่ซ่อนอยู่ ระบบกลับให้คะแนนตามปกติ แต่ข้อมูลรายงานนั้นกลับไม่ปรากฏบนแผนที่ ทำให้ผู้ขับขี่คนอื่นไม่ได้รับทราบ
- การแจ้งเตือนล่าช้า: บางครั้งการแจ้งเตือนเกี่ยวกับกล้องตรวจจับความเร็วหรือรถตำรวจกลับมาถึงผู้ใช้ในเสี้ยววินาทีสุดท้าย หรือเมื่อเข้าใกล้จุดอันตรายนั้นๆ เพียงไม่กี่ฟุต ทำให้ไม่มีเวลาเพียงพอในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่อย่างปลอดภัย
ทำไม Waze ถึงมีปัญหานี้? 🤔
หัวใจสำคัญของ Waze คือการพึ่งพาข้อมูลจากชุมชนผู้ใช้ในการอัปเดตข้อมูลแบบเรียลไทม์ หากระบบรายงานของผู้ใช้เริ่มมีปัญหา ประสิทธิภาพโดยรวมของแอปพลิเคชันก็จะลดลงอย่างมาก
มีผู้ใช้ที่รายงานว่า แม้พวกเขาจะเป็นผู้ใช้งาน Waze มานานหลายปีและมีประวัติการรายงานที่ดี แต่ปัญหารายงานไม่แสดงผลก็ยังคงเกิดขึ้น ซึ่งบ่งชี้ว่าปัญหานี้อาจไม่ได้มาจากปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือของผู้ใช้
ความไม่แน่นอนของข้อมูลบนแผนที่
ผู้ใช้หลายคนในชุมชนออนไลน์ต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นเพื่อยืนยันปัญหาที่พบเจอ บางคนกล่าวว่าข้อมูลอื่นๆ เช่น ข้อมูลจำกัดความเร็ว หรือรายงานจากผู้ใช้ Waze คนอื่น ยังคงแสดงผลตามปกติ แต่รายงานเกี่ยวกับตำรวจกลับหายไปทั้งหมด มีผู้ใช้รายหนึ่งถึงกับขับรถผ่านจุดเดิมอีกครั้งหลังจากนั้น 15 นาที แต่ก็ยังคงไม่เห็นการแจ้งเตือนใดๆ เกี่ยวกับรถตำรวจที่จอดอยู่
อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้ใช้ทุกคน บางส่วนยังคงใช้งาน Waze ได้ตามปกติ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้น และดูเหมือนว่าจะเชื่อมโยงกับ การอัปเดตแอปพลิเคชันเวอร์ชัน 5.22.0.2
ปัญหาเพิ่มเติมบน Android 📱
นอกจากปัญหาการแจ้งเตือนแล้ว Waze ยังรับทราบถึงปัญหาอื่นที่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ Android โดยเฉพาะ หลังจากมีการอัปเดตแอปพลิเคชันล่าสุด การกดปุ่มย้อนกลับ (back button) ในขณะที่ใช้งาน Waze จะไม่นำไปสู่การออกจากแอปฯ เหมือนเดิม แต่กลับเป็นการย่อแอปฯ ลงแทน ซึ่งทำให้แอปฯ ยังคงทำงานอยู่เบื้องหลัง
Waze รับทราบถึงบั๊กนี้แล้ว แต่ยังไม่มีการแจ้งกำหนดการแก้ไขที่ชัดเจน
สิ่งที่ผู้ใช้ควรทราบ 💡
แม้ว่า Waze จะเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์อย่างยิ่งในการนำทางและหลีกเลี่ยงปัญหาบนท้องถนน แต่ในช่วงเวลานี้ ผู้ใช้ควรตระหนักถึงความเป็นไปได้ที่ระบบแจ้งเตือนอาจมีความคลาดเคลื่อน หรือล่าช้ากว่าปกติ การตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งอื่นควบคู่ไปด้วย อาจเป็นทางเลือกที่ดี เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่
#Waze #แจ้งเตือนตำรวจ #ปัญหาWaze #แอปนำทาง
ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
https://www.androidauthority.com/waze-police-alerts-missing-delayed-3697365/Waze แจ้งเตือนตำรวจหาย? ผู้ใช้โอดครวญ เจอรายงานล่าช้า-ไม่แสดงผล ⚠️แอปพลิเคชันนำทางยอดนิยมอย่าง Waze ที่มีจุดเด่นจากการรายงานข้อมูลแบบเรียลไทม์จากผู้ใช้ทั่วโลก กำลังประสบปัญหาที่ทำให้ผู้ใช้งานหลายคนไม่พอใจ เมื่อระบบแจ้งเตือนเกี่ยวกับตำรวจหรือกล้องตรวจจับความเร็วบางส่วนเกิดทำงานผิดปกติ บ้างก็รายงานว่าไม่แสดงผล บ้างก็แจ้งเตือนล่าช้าจนแทบไม่มีประโยชน์ปัญหาที่ผู้ใช้ Waze กำลังเผชิญ 🚨ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ใช้ Waze จำนวนหนึ่งได้ออกมาแสดงความกังวลบนแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ เช่น Reddit และฟอรั่มสนับสนุนของ Google เกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับการรายงานข้อมูลตำรวจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง:รายงานไม่แสดงผล: ผู้ใช้บางรายแจ้งว่า เมื่อพวกเขาพยายามรายงานตำแหน่งของรถตำรวจหรือกล้องตรวจจับความเร็วที่ซ่อนอยู่ ระบบกลับให้คะแนนตามปกติ แต่ข้อมูลรายงานนั้นกลับไม่ปรากฏบนแผนที่ ทำให้ผู้ขับขี่คนอื่นไม่ได้รับทราบการแจ้งเตือนล่าช้า: บางครั้งการแจ้งเตือนเกี่ยวกับกล้องตรวจจับความเร็วหรือรถตำรวจกลับมาถึงผู้ใช้ในเสี้ยววินาทีสุดท้าย หรือเมื่อเข้าใกล้จุดอันตรายนั้นๆ เพียงไม่กี่ฟุต ทำให้ไม่มีเวลาเพียงพอในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการขับขี่อย่างปลอดภัยทำไม Waze ถึงมีปัญหานี้? 🤔หัวใจสำคัญของ Waze คือการพึ่งพาข้อมูลจากชุมชนผู้ใช้ในการอัปเดตข้อมูลแบบเรียลไทม์ หากระบบรายงานของผู้ใช้เริ่มมีปัญหา ประสิทธิภาพโดยรวมของแอปพลิเคชันก็จะลดลงอย่างมากมีผู้ใช้ที่รายงานว่า แม้พวกเขาจะเป็นผู้ใช้งาน Waze มานานหลายปีและมีประวัติการรายงานที่ดี แต่ปัญหารายงานไม่แสดงผลก็ยังคงเกิดขึ้น ซึ่งบ่งชี้ว่าปัญหานี้อาจไม่ได้มาจากปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือของผู้ใช้ความไม่แน่นอนของข้อมูลบนแผนที่ผู้ใช้หลายคนในชุมชนออนไลน์ต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นเพื่อยืนยันปัญหาที่พบเจอ บางคนกล่าวว่าข้อมูลอื่นๆ เช่น ข้อมูลจำกัดความเร็ว หรือรายงานจากผู้ใช้ Waze คนอื่น ยังคงแสดงผลตามปกติ แต่รายงานเกี่ยวกับตำรวจกลับหายไปทั้งหมด มีผู้ใช้รายหนึ่งถึงกับขับรถผ่านจุดเดิมอีกครั้งหลังจากนั้น 15 นาที แต่ก็ยังคงไม่เห็นการแจ้งเตือนใดๆ เกี่ยวกับรถตำรวจที่จอดอยู่อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้ใช้ทุกคน บางส่วนยังคงใช้งาน Waze ได้ตามปกติ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้น และดูเหมือนว่าจะเชื่อมโยงกับ การอัปเดตแอปพลิเคชันเวอร์ชัน 5.22.0.2ปัญหาเพิ่มเติมบน Android 📱นอกจากปัญหาการแจ้งเตือนแล้ว Waze ยังรับทราบถึงปัญหาอื่นที่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ Android โดยเฉพาะ หลังจากมีการอัปเดตแอปพลิเคชันล่าสุด การกดปุ่มย้อนกลับ (back button) ในขณะที่ใช้งาน Waze จะไม่นำไปสู่การออกจากแอปฯ เหมือนเดิม แต่กลับเป็นการย่อแอปฯ ลงแทน ซึ่งทำให้แอปฯ ยังคงทำงานอยู่เบื้องหลังWaze รับทราบถึงบั๊กนี้แล้ว แต่ยังไม่มีการแจ้งกำหนดการแก้ไขที่ชัดเจนสิ่งที่ผู้ใช้ควรทราบ 💡แม้ว่า Waze จะเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์อย่างยิ่งในการนำทางและหลีกเลี่ยงปัญหาบนท้องถนน แต่ในช่วงเวลานี้ ผู้ใช้ควรตระหนักถึงความเป็นไปได้ที่ระบบแจ้งเตือนอาจมีความคลาดเคลื่อน หรือล่าช้ากว่าปกติ การตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งอื่นควบคู่ไปด้วย อาจเป็นทางเลือกที่ดี เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่#Waze #แจ้งเตือนตำรวจ #ปัญหาWaze #แอปนำทางhttps://www.androidauthority.com/waze-police-alerts-missing-delayed-3697365/
WWW.ANDROIDAUTHORITY.COMWaze's police alerts are MIA for someWaze users report missing police alerts and warnings arriving too late, while a separate Android bug adds to the trouble.7 Comments 0 Shares 765 Views 0 Reviews-
เดี๋ยวนี้แจ้งเตือนตำรวจมาเร็วเกินไปหน่อยเดี๋ยวนี้แจ้งเตือนตำรวจมาเร็วเกินไปหน่อย
-
React
- Reply
- 2026-08-11 20:56:34
-
-
เจอเหมือนกันเลย แจ้งเตือนไม่ขึ้นจริงๆเจอเหมือนกันเลย แจ้งเตือนไม่ขึ้นจริงๆ
-
React
- Reply
- 2026-08-11 20:56:34
-
-
เคยเจอแจ้งเตือนมาตอนขับผ่านไปแล้วเคยเจอแจ้งเตือนมาตอนขับผ่านไปแล้ว
-
React
- Reply
- 2026-08-11 20:56:34
-
-
อัปเดตแล้วเจอแต่ปัญหา แจ้งเตือนไม่ขึ้นเลยอัปเดตแล้วเจอแต่ปัญหา แจ้งเตือนไม่ขึ้นเลย
-
React
- Reply
- 2026-08-11 20:56:34
-
-
แจ้งเตือนช้าจนเห็นรถตำรวจแล้วค่อยเตือนแจ้งเตือนช้าจนเห็นรถตำรวจแล้วค่อยเตือน
-
React
- Reply
- 2026-08-11 20:56:34
-
-
เปิดตัว Minimal Phone 2: สมาร์ทโฟน Android จอสัมผัสพร้อมคีย์บอร์ด QWERTY สุดคลาสสิก
ในยุคที่สมาร์ทโฟนส่วนใหญ่มาในรูปแบบจอสัมผัสล้วนๆ การกลับมาของโทรศัพท์ที่มีคีย์บอร์ด QWERTY แบบกายภาพอาจฟังดูย้อนยุค แต่กลับได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม ล่าสุด Minimal Phone 2 ได้เปิดตัวผ่านแคมเปญ Kickstarter พร้อมปลุกกระแสความนิยมของสมาร์ทโฟนดีไซน์คลาสสิกที่มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Android อันทันสมัย
Minimal Phone 2: การผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความคลาสสิกและความทันสมัย
Minimal Phone 2 ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยม โดยสามารถระดมทุนเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ถึง $100,000 และทะลุ $800,000 ไปเรียบร้อยแล้ว แสดงให้เห็นถึงความต้องการของผู้บริโภคที่มองหาสมาร์ทโฟนที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร โดยเฉพาะผู้ที่คิดถึงประสบการณ์การพิมพ์ด้วยคีย์บอร์ด QWERTY แบบเต็มรูปแบบ
สเปกจัดเต็มที่มาพร้อมดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์
Minimal Phone 2 มาพร้อมหน้าจอ AMOLED ขนาด 3.92 นิ้ว ความละเอียด 1080 x 1240 พิกเซล อัตรารีเฟรช 90Hz ซึ่งเป็นจุดเด่นที่แตกต่างจากรุ่นแรกที่ใช้หน้าจอ e-paper ขนาด 4.3 นิ้ว
ขุมพลังมาพร้อมชิปเซ็ต MediaTek Dimensity 8300 ทำงานร่วมกับ RAM 8GB มีตัวเลือกหน่วยความจำภายใน 256GB และ 512GB รันระบบปฏิบัติการ Android พร้อมสกิน Minimal OS ที่ได้รับการปรับแต่งมาเป็นพิเศษ
กล้องและแบตเตอรี่ที่พร้อมใช้งาน
ในส่วนของการถ่ายภาพ Minimal Phone 2 มาพร้อมกล้องหลังความละเอียด 50MP (f/1.8) เพียงตัวเดียว และกล้องหน้าความละเอียด 20MP (f/2.0) สำหรับการเซลฟี่และวิดีโอคอล
แบตเตอรี่ขนาด 3,000mAh รองรับการชาร์จเร็วแบบมีสาย 27W และการชาร์จไร้สาย Qi 15W
ฟีเจอร์เสริมที่น่าสนใจ
- ปุ่มตั้งโปรแกรมได้ (Programmable Switch): สามารถตั้งค่าให้ทำหน้าที่ต่างๆ ได้ตามต้องการ
- ไฟ LED แจ้งเตือน: สามารถกำหนดสีที่แตกต่างกันสำหรับแจ้งเตือนจากผู้ติดต่อหรือแอปพลิเคชันต่างๆ ได้
- ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม.: ยังคงมีมาให้สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการฟังเพลงด้วยหูฟังแบบมีสาย
- เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ: ติดตั้งอยู่ด้านข้างของตัวเครื่อง
Minimal Phone 2 มีให้เลือก 2 สี คือ Pearl และ Onyx สำหรับผู้ที่สนับสนุนใน Kickstarter จะได้รับสิทธิ์พิเศษในการสั่งซื้อรุ่น Ember ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Founders Edition
ราคาและการสั่งซื้อ
- รุ่น 256GB + 8GB: ราคา $599 บน Kickstarter
- รุ่น 512GB + 8GB: ราคา $675 (ราคา Early Bird) จากราคาปกติ $699
- รุ่น Founders Edition (Ember): ราคา $899
ทุกรุ่นมีการจัดส่งทั่วโลก พร้อมของแถมมูลค่า $100 ซึ่งรวมถึงชุดฟิล์มกันรอย, อะแดปเตอร์ชาร์จเร็ว 27W, เคส และอุปกรณ์เสริมอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับการซื้อเป็นชุด 2 เครื่อง
สิ่งที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ
Minimal Phone รุ่นแรกเคยประสบปัญหาความล่าช้าในการจัดส่งบน Indiegogo แต่ทาง Minimal ได้ระบุว่าอาจยังคงมีความล่าช้าเกิดขึ้นได้กับ Minimal Phone 2 เช่นกัน ผู้ที่สนใจควรพิจารณาถึงปัจจัยนี้ก่อนตัดสินใจสั่งซื้อ
Minimal Phone 2 เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหาความแตกต่าง ต้องการประสบการณ์การพิมพ์ที่คุ้นเคยแบบคีย์บอร์ด QWERTY แต่ก็ยังคงต้องการความสะดวกสบายและประสิทธิภาพของสมาร์ทโฟน Android ในปัจจุบัน
#MinimalPhone2 #Android #KeyboardPhone #Kickstarter
ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
https://www.androidauthority.com/minimal-phone-2-android-kickstarter-3696854/เปิดตัว Minimal Phone 2: สมาร์ทโฟน Android จอสัมผัสพร้อมคีย์บอร์ด QWERTY สุดคลาสสิกในยุคที่สมาร์ทโฟนส่วนใหญ่มาในรูปแบบจอสัมผัสล้วนๆ การกลับมาของโทรศัพท์ที่มีคีย์บอร์ด QWERTY แบบกายภาพอาจฟังดูย้อนยุค แต่กลับได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม ล่าสุด Minimal Phone 2 ได้เปิดตัวผ่านแคมเปญ Kickstarter พร้อมปลุกกระแสความนิยมของสมาร์ทโฟนดีไซน์คลาสสิกที่มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Android อันทันสมัยMinimal Phone 2: การผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความคลาสสิกและความทันสมัยMinimal Phone 2 ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยม โดยสามารถระดมทุนเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ถึง $100,000 และทะลุ $800,000 ไปเรียบร้อยแล้ว แสดงให้เห็นถึงความต้องการของผู้บริโภคที่มองหาสมาร์ทโฟนที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร โดยเฉพาะผู้ที่คิดถึงประสบการณ์การพิมพ์ด้วยคีย์บอร์ด QWERTY แบบเต็มรูปแบบสเปกจัดเต็มที่มาพร้อมดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์Minimal Phone 2 มาพร้อมหน้าจอ AMOLED ขนาด 3.92 นิ้ว ความละเอียด 1080 x 1240 พิกเซล อัตรารีเฟรช 90Hz ซึ่งเป็นจุดเด่นที่แตกต่างจากรุ่นแรกที่ใช้หน้าจอ e-paper ขนาด 4.3 นิ้วขุมพลังมาพร้อมชิปเซ็ต MediaTek Dimensity 8300 ทำงานร่วมกับ RAM 8GB มีตัวเลือกหน่วยความจำภายใน 256GB และ 512GB รันระบบปฏิบัติการ Android พร้อมสกิน Minimal OS ที่ได้รับการปรับแต่งมาเป็นพิเศษกล้องและแบตเตอรี่ที่พร้อมใช้งานในส่วนของการถ่ายภาพ Minimal Phone 2 มาพร้อมกล้องหลังความละเอียด 50MP (f/1.8) เพียงตัวเดียว และกล้องหน้าความละเอียด 20MP (f/2.0) สำหรับการเซลฟี่และวิดีโอคอลแบตเตอรี่ขนาด 3,000mAh รองรับการชาร์จเร็วแบบมีสาย 27W และการชาร์จไร้สาย Qi 15Wฟีเจอร์เสริมที่น่าสนใจปุ่มตั้งโปรแกรมได้ (Programmable Switch): สามารถตั้งค่าให้ทำหน้าที่ต่างๆ ได้ตามต้องการไฟ LED แจ้งเตือน: สามารถกำหนดสีที่แตกต่างกันสำหรับแจ้งเตือนจากผู้ติดต่อหรือแอปพลิเคชันต่างๆ ได้ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม.: ยังคงมีมาให้สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการฟังเพลงด้วยหูฟังแบบมีสายเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ: ติดตั้งอยู่ด้านข้างของตัวเครื่องMinimal Phone 2 มีให้เลือก 2 สี คือ Pearl และ Onyx สำหรับผู้ที่สนับสนุนใน Kickstarter จะได้รับสิทธิ์พิเศษในการสั่งซื้อรุ่น Ember ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Founders Editionราคาและการสั่งซื้อรุ่น 256GB + 8GB: ราคา $599 บน Kickstarterรุ่น 512GB + 8GB: ราคา $675 (ราคา Early Bird) จากราคาปกติ $699รุ่น Founders Edition (Ember): ราคา $899ทุกรุ่นมีการจัดส่งทั่วโลก พร้อมของแถมมูลค่า $100 ซึ่งรวมถึงชุดฟิล์มกันรอย, อะแดปเตอร์ชาร์จเร็ว 27W, เคส และอุปกรณ์เสริมอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับการซื้อเป็นชุด 2 เครื่องสิ่งที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจMinimal Phone รุ่นแรกเคยประสบปัญหาความล่าช้าในการจัดส่งบน Indiegogo แต่ทาง Minimal ได้ระบุว่าอาจยังคงมีความล่าช้าเกิดขึ้นได้กับ Minimal Phone 2 เช่นกัน ผู้ที่สนใจควรพิจารณาถึงปัจจัยนี้ก่อนตัดสินใจสั่งซื้อMinimal Phone 2 เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่มองหาความแตกต่าง ต้องการประสบการณ์การพิมพ์ที่คุ้นเคยแบบคีย์บอร์ด QWERTY แต่ก็ยังคงต้องการความสะดวกสบายและประสิทธิภาพของสมาร์ทโฟน Android ในปัจจุบัน#MinimalPhone2 #Android #KeyboardPhone #Kickstarterhttps://www.androidauthority.com/minimal-phone-2-android-kickstarter-3696854/
WWW.ANDROIDAUTHORITY.COMYou can now order this Android phone with a physical QWERTY keyboardThe Minimal Phone 2 has landed on Kickstarter featuring a touchscreen display, a physical keyboard, and the versatility of Android.2 Comments 0 Shares 709 Views 0 Reviews-
ชิป Dimensity 8300 น่าจะแรงพอตัวเลยชิป Dimensity 8300 น่าจะแรงพอตัวเลย
-
React
- Reply
- 2026-08-11 13:00:09
-
-
ดีไซน์คีย์บอร์ด QWERTY แบบนี้หายากนะดีไซน์คีย์บอร์ด QWERTY แบบนี้หายากนะ
-
React
- Reply
- 2026-08-11 13:00:09
-