• เครื่องปริ้นเตอร์อิงค์เจ็ต: กลัวหัวพิมพ์ตัน ต้องทำอย่างไร? 💡

    สำหรับใครที่กำลังมองหาเครื่องปริ้นเตอร์ไว้ใช้งานที่บ้าน หรือในออฟฟิศ แต่มีข้อกังวลใจเรื่องเครื่องปริ้นเตอร์แบบอิงค์เจ็ต (Inkjet Printer) ที่กลัวว่าหัวพิมพ์จะอุดตัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากใช้งานนานๆ ครั้ง บทความนี้มีคำแนะนำดีๆ ที่จะช่วยคลายความกังวลของคุณ

    ทำไมหัวพิมพ์อิงค์เจ็ตถึงตันได้? 😟

    เครื่องปริ้นเตอร์อิงค์เจ็ตทำงานโดยการพ่นหมึกเหลวออกมาที่หัวพิมพ์ เมื่อเราใช้งานเครื่องปริ้นเตอร์เป็นประจำ หมึกที่อยู่ในหัวพิมพ์จะไหลเวียนอยู่เสมอ ทำให้ไม่เกิดปัญหา แต่หากเราไม่ได้ใช้งานเครื่องปริ้นเตอร์เป็นเวลานาน หมึกที่แห้งกรังอาจเกาะตัวอยู่บริเวณหัวฉีดเล็กๆ ของหัวพิมพ์ ทำให้เกิดการอุดตันได้ ซึ่งส่งผลให้การพิมพ์ไม่สมบูรณ์ สีเพี้ยน หรือพิมพ์ไม่ออกเลย

    วิธีป้องกันหัวพิมพ์อิงค์เจ็ตตัน 🛠️

    อย่าเพิ่งถอดใจถ้าคุณเป็นคนไม่ค่อยได้พิมพ์งาน! มีวิธีง่ายๆ ที่จะช่วยป้องกันปัญหาหัวพิมพ์อิงค์เจ็ตตันได้ ดังนี้ครับ

    1. ใช้งานเครื่องปริ้นเตอร์อย่างสม่ำเสมอ ✅

    วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันหัวพิมพ์ตัน คือ การเปิดเครื่องและสั่งพิมพ์งานอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง แม้จะเป็นเพียงหน้ากระดาษเปล่าๆ หรือหน้าทดสอบการพิมพ์ (Print Head Cleaning Test) ก็ตาม การทำเช่นนี้จะช่วยให้หมึกในหัวพิมพ์ได้ไหลเวียน และป้องกันไม่ให้หมึกแห้งจนเกิดการอุดตัน

    2. ทำความสะอาดหัวพิมพ์ (Head Cleaning) 🧼

    เครื่องปริ้นเตอร์อิงค์เจ็ตส่วนใหญ่จะมีฟังก์ชันทำความสะอาดหัวพิมพ์มาให้ ซึ่งสามารถสั่งงานผ่านซอฟต์แวร์ของเครื่องปริ้นเตอร์บนคอมพิวเตอร์ หรือบางรุ่นอาจมีปุ่มให้กดจากตัวเครื่องได้โดยตรง หากสังเกตเห็นว่าคุณภาพการพิมพ์เริ่มลดลง หรือมีเส้นขาดๆ หายๆ ลองสั่งทำความสะอาดหัวพิมพ์ดูครับ

    3. พิมพ์หน้าทดสอบ (Nozzle Check) 🔍

    หลังจากทำความสะอาดหัวพิมพ์แล้ว ควรพิมพ์หน้าทดสอบออกมาดู เพื่อตรวจสอบว่าหัวพิมพ์สะอาดและพร้อมใช้งานอย่างสมบูรณ์หรือไม่ หากยังมีปัญหาอยู่ อาจต้องทำความสะอาดซ้ำ หรือลองตรวจสอบการตั้งค่าการพิมพ์อื่นๆ

    4. ใช้โหมดประหยัดหมึก (Draft Mode) อย่างเหมาะสม 💡

    สำหรับการพิมพ์เอกสารทั่วไปที่ไม่ต้องการความละเอียดสูงมากนัก การเลือกใช้โหมดประหยัดหมึก (Draft Mode) จะช่วยลดปริมาณการใช้หมึก และลดโอกาสที่หมึกจะแห้งสะสมที่หัวพิมพ์ได้

    5. การดูแลรักษาเมื่อไม่ได้ใช้งานนานๆ 🔌

    • ปิดเครื่องให้ถูกต้อง: ควรปิดเครื่องปริ้นเตอร์ด้วยการกดปุ่ม Power บนตัวเครื่องทุกครั้ง ไม่ควรดึงปลั๊กไฟออกทันที เพราะเครื่องจะมีการทำความสะอาดหัวพิมพ์โดยอัตโนมัติก่อนปิดเครื่อง
    • ปิดฝาเครื่อง: ตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้ปิดฝาครอบหัวพิมพ์อย่างมิดชิด เพื่อป้องกันฝุ่นละอองและอากาศภายนอก ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หมึกแห้ง

    6. การเลือกใช้หมึกพิมพ์ 💯

    หากต้องการซื้อหมึกพิมพ์ ควรเลือกใช้หมึกพิมพ์ของแท้ หรือหมึกพิมพ์ที่ได้มาตรฐานจากผู้ผลิตที่เชื่อถือได้ เพื่อให้มั่นใจในคุณภาพของหมึกและลดความเสี่ยงที่หมึกจะก่อให้เกิดปัญหากับหัวพิมพ์

    เครื่องปริ้นเตอร์อิงค์เจ็ตแบบแทงค์หมึก (Ink Tank) เป็นทางเลือกที่ดีหรือไม่? ⭐

    สำหรับผู้ที่ใช้งานปริ้นเตอร์ไม่บ่อยนัก แต่ก็ยังอยากมีเครื่องปริ้นเตอร์ไว้ใช้งาน เครื่องปริ้นเตอร์แบบแทงค์หมึก (Ink Tank Printer) ซึ่งมีระบบเติมหมึกจากขวดโดยตรง อาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะโดยทั่วไปแล้ว ระบบแทงค์หมึกมักจะมีกลไกที่ช่วยรักษาคุณภาพของหมึกได้ดีกว่า และการเติมหมึกก็ทำได้ง่ายและประหยัดกว่าการใช้ตลับหมึกแบบเดิมๆ

    สรุป: พิมพ์บ่อยนิดๆ ไม่ต้องกลัวหัวตัน 🚀

    การใช้งานเครื่องปริ้นเตอร์อิงค์เจ็ตไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดครับ เพียงแค่เราใส่ใจในการดูแลรักษาและใช้งานอย่างสม่ำเสมอ สัปดาห์ละครั้งก็เพียงพอที่จะช่วยรักษาหัวพิมพ์ให้ใช้งานได้ยาวนาน การทำความสะอาดหัวพิมพ์เป็นประจำ และการปิดเครื่องอย่างถูกวิธี จะช่วยให้คุณสามารถใช้งานเครื่องปริ้นเตอร์คู่ใจได้อย่างไร้กังวล

    #เครื่องปริ้นเตอร์ #อิงค์เจ็ต #หัวพิมพ์ตัน #ดูแลรักษาเครื่องปริ้นเตอร์ #InkjetPrinter

    ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
    https://pantip.com/topic/40859194

    เครื่องปริ้นเตอร์อิงค์เจ็ต: กลัวหัวพิมพ์ตัน ต้องทำอย่างไร? 💡สำหรับใครที่กำลังมองหาเครื่องปริ้นเตอร์ไว้ใช้งานที่บ้าน หรือในออฟฟิศ แต่มีข้อกังวลใจเรื่องเครื่องปริ้นเตอร์แบบอิงค์เจ็ต (Inkjet Printer) ที่กลัวว่าหัวพิมพ์จะอุดตัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากใช้งานนานๆ ครั้ง บทความนี้มีคำแนะนำดีๆ ที่จะช่วยคลายความกังวลของคุณทำไมหัวพิมพ์อิงค์เจ็ตถึงตันได้? 😟เครื่องปริ้นเตอร์อิงค์เจ็ตทำงานโดยการพ่นหมึกเหลวออกมาที่หัวพิมพ์ เมื่อเราใช้งานเครื่องปริ้นเตอร์เป็นประจำ หมึกที่อยู่ในหัวพิมพ์จะไหลเวียนอยู่เสมอ ทำให้ไม่เกิดปัญหา แต่หากเราไม่ได้ใช้งานเครื่องปริ้นเตอร์เป็นเวลานาน หมึกที่แห้งกรังอาจเกาะตัวอยู่บริเวณหัวฉีดเล็กๆ ของหัวพิมพ์ ทำให้เกิดการอุดตันได้ ซึ่งส่งผลให้การพิมพ์ไม่สมบูรณ์ สีเพี้ยน หรือพิมพ์ไม่ออกเลยวิธีป้องกันหัวพิมพ์อิงค์เจ็ตตัน 🛠️อย่าเพิ่งถอดใจถ้าคุณเป็นคนไม่ค่อยได้พิมพ์งาน! มีวิธีง่ายๆ ที่จะช่วยป้องกันปัญหาหัวพิมพ์อิงค์เจ็ตตันได้ ดังนี้ครับ1. ใช้งานเครื่องปริ้นเตอร์อย่างสม่ำเสมอ ✅วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันหัวพิมพ์ตัน คือ การเปิดเครื่องและสั่งพิมพ์งานอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง แม้จะเป็นเพียงหน้ากระดาษเปล่าๆ หรือหน้าทดสอบการพิมพ์ (Print Head Cleaning Test) ก็ตาม การทำเช่นนี้จะช่วยให้หมึกในหัวพิมพ์ได้ไหลเวียน และป้องกันไม่ให้หมึกแห้งจนเกิดการอุดตัน2. ทำความสะอาดหัวพิมพ์ (Head Cleaning) 🧼เครื่องปริ้นเตอร์อิงค์เจ็ตส่วนใหญ่จะมีฟังก์ชันทำความสะอาดหัวพิมพ์มาให้ ซึ่งสามารถสั่งงานผ่านซอฟต์แวร์ของเครื่องปริ้นเตอร์บนคอมพิวเตอร์ หรือบางรุ่นอาจมีปุ่มให้กดจากตัวเครื่องได้โดยตรง หากสังเกตเห็นว่าคุณภาพการพิมพ์เริ่มลดลง หรือมีเส้นขาดๆ หายๆ ลองสั่งทำความสะอาดหัวพิมพ์ดูครับ3. พิมพ์หน้าทดสอบ (Nozzle Check) 🔍หลังจากทำความสะอาดหัวพิมพ์แล้ว ควรพิมพ์หน้าทดสอบออกมาดู เพื่อตรวจสอบว่าหัวพิมพ์สะอาดและพร้อมใช้งานอย่างสมบูรณ์หรือไม่ หากยังมีปัญหาอยู่ อาจต้องทำความสะอาดซ้ำ หรือลองตรวจสอบการตั้งค่าการพิมพ์อื่นๆ4. ใช้โหมดประหยัดหมึก (Draft Mode) อย่างเหมาะสม 💡สำหรับการพิมพ์เอกสารทั่วไปที่ไม่ต้องการความละเอียดสูงมากนัก การเลือกใช้โหมดประหยัดหมึก (Draft Mode) จะช่วยลดปริมาณการใช้หมึก และลดโอกาสที่หมึกจะแห้งสะสมที่หัวพิมพ์ได้5. การดูแลรักษาเมื่อไม่ได้ใช้งานนานๆ 🔌ปิดเครื่องให้ถูกต้อง: ควรปิดเครื่องปริ้นเตอร์ด้วยการกดปุ่ม Power บนตัวเครื่องทุกครั้ง ไม่ควรดึงปลั๊กไฟออกทันที เพราะเครื่องจะมีการทำความสะอาดหัวพิมพ์โดยอัตโนมัติก่อนปิดเครื่องปิดฝาเครื่อง: ตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้ปิดฝาครอบหัวพิมพ์อย่างมิดชิด เพื่อป้องกันฝุ่นละอองและอากาศภายนอก ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หมึกแห้ง6. การเลือกใช้หมึกพิมพ์ 💯หากต้องการซื้อหมึกพิมพ์ ควรเลือกใช้หมึกพิมพ์ของแท้ หรือหมึกพิมพ์ที่ได้มาตรฐานจากผู้ผลิตที่เชื่อถือได้ เพื่อให้มั่นใจในคุณภาพของหมึกและลดความเสี่ยงที่หมึกจะก่อให้เกิดปัญหากับหัวพิมพ์เครื่องปริ้นเตอร์อิงค์เจ็ตแบบแทงค์หมึก (Ink Tank) เป็นทางเลือกที่ดีหรือไม่? ⭐สำหรับผู้ที่ใช้งานปริ้นเตอร์ไม่บ่อยนัก แต่ก็ยังอยากมีเครื่องปริ้นเตอร์ไว้ใช้งาน เครื่องปริ้นเตอร์แบบแทงค์หมึก (Ink Tank Printer) ซึ่งมีระบบเติมหมึกจากขวดโดยตรง อาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะโดยทั่วไปแล้ว ระบบแทงค์หมึกมักจะมีกลไกที่ช่วยรักษาคุณภาพของหมึกได้ดีกว่า และการเติมหมึกก็ทำได้ง่ายและประหยัดกว่าการใช้ตลับหมึกแบบเดิมๆสรุป: พิมพ์บ่อยนิดๆ ไม่ต้องกลัวหัวตัน 🚀การใช้งานเครื่องปริ้นเตอร์อิงค์เจ็ตไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดครับ เพียงแค่เราใส่ใจในการดูแลรักษาและใช้งานอย่างสม่ำเสมอ สัปดาห์ละครั้งก็เพียงพอที่จะช่วยรักษาหัวพิมพ์ให้ใช้งานได้ยาวนาน การทำความสะอาดหัวพิมพ์เป็นประจำ และการปิดเครื่องอย่างถูกวิธี จะช่วยให้คุณสามารถใช้งานเครื่องปริ้นเตอร์คู่ใจได้อย่างไร้กังวล#เครื่องปริ้นเตอร์ #อิงค์เจ็ต #หัวพิมพ์ตัน #ดูแลรักษาเครื่องปริ้นเตอร์ #InkjetPrinterhttps://pantip.com/topic/40859194
    Shared content
    PANTIP.COM
    อย่ากใช้เครื่องปริ้นเตอร์ แบบอิ๊งเจ็ต แต่กลัวหัวพ่นหมึกตันทำไงดีครับ
    งานผมนานๆใช้สักครั้ง อย่ากใช้เครื่อง อิ้งเจ็ต แต่กลัวหัวพ่นหมึกตันมีวิธีป้องกันอย่างไรบ้างครับ ขอบคุณครับ
    7 Comments 0 Shares 331 Views 0 Reviews
  • รวมดีลเด็ด Home Depot ส่งท้ายฤดูร้อน ลดสูงสุด 50% ☀️

    ใกล้สิ้นสุดฤดูร้อนแล้ว หากคุณกำลังวางแผนจะจัดปาร์ตี้ริมสระ ปาร์ตี้บาร์บีคิว หรือแค่อยากใช้เวลาพักผ่อนนอกบ้านให้เต็มที่ การปรับปรุงพื้นที่กลางแจ้งให้สวยงามน่าใช้ก็เป็นความคิดที่ดีเลยทีเดียว! โชคดีที่ตอนนี้ Home Depot มีโปรโมชั่นสุดคุ้มมากมาย ที่จะช่วยให้คุณเนรมิตสวนสวยได้ในราคาที่เอื้อมถึง

    โปรโมชั่นเด็ดส่งท้ายซัมเมอร์จาก Home Depot 🛍️

    Home Depot จัดโปรโมชั่นใหญ่ส่งท้ายฤดูร้อน ลดราคาสินค้านอกบ้านหลากหลายรายการ ตั้งแต่เฟอร์นิเจอร์สนามหญ้า ไปจนถึงอุปกรณ์ทำบาร์บีคิว และอื่น ๆ อีกมากมาย โดยมีส่วนลดสูงสุดถึง 50%

    สินค้าที่น่าสนใจในโปรโมชั่น 🤩

    • เฟอร์นิเจอร์สนามหญ้า (Patio Furniture): ลดราคาสูงสุด 50% พบกับชุดโซฟา เก้าอี้ โต๊ะสนาม ที่จะช่วยเปลี่ยนลานบ้านของคุณให้เป็นมุมโปรด
    • เตาปิ้งย่าง/บาร์บีคิว (Outdoor Grills): มีโปรโมชั่นเตาหลากหลายประเภท ทั้งเตาถ่าน แก๊ส โพรเพน และแบบเม็ดไม้ ราคาเริ่มต้นเพียง $99 พบกับแบรนด์ชั้นนำอย่าง Weber, Blackstone, Nexgrill และอื่น ๆ
    • อุปกรณ์ทำสวน (Gardening Must-Haves): ลดราคาสินค้าจำเป็นสำหรับคนรักสวน เช่น วัสดุคลุมดิน (Mulch) ราคาเริ่มต้นเพียง $3
    • เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน (Appliances): ลดสูงสุด 40% สำหรับตู้เย็น เครื่องซักผ้า เตาอบ และอื่น ๆ จากแบรนด์ชั้นนำ
    • เครื่องตัดหญ้า (Lawnmowers): มีโปรโมชั่นเครื่องตัดหญ้าทั้งแบบเข็น แบบเดินตาม และแบบนั่งขับ ราคาเริ่มต้นที่ $249
    • เครื่องมือช่างและอุปกรณ์ไฟฟ้า (Tools and Power Equipment): ลดราคาสูงสุด 50% ครอบคลุมเครื่องมือไฟฟ้าหลากหลายประเภท

    ตัวอย่างสินค้าลดราคาที่น่าสนใจ ✨

    • ร่มสนามปรับองศาได้: ร่มสนามดีไซน์สวยงาม ปรับองศาเพื่อกันแดดได้อย่างลงตัว เปิด-ปิดง่ายด้วยระบบรอก มีให้เลือกถึง 3 สีสันสดใส
    • เบาะรองเก้าอี้สนาม: เพิ่มความสบายและความมีสไตล์ให้กับเก้าอี้สนามของคุณ เบาะรองมีหลากหลายสีสัน เหมาะสำหรับใช้งานกลางแจ้ง พร้อมสายรัดเพื่อยึดเก้าอี้ให้แน่นหนา
    • แปลงปลูกผักแบบยกระดับ (Raised Garden Bed): เหมาะสำหรับปลูกสมุนไพร ดอกไม้ หรือผักสวนครัว ดีไซน์ช่วยในการระบายน้ำ ป้องกันรากเน่า และทำจากไม้ซีดาร์ที่ทนทาน
    • ชุดเก้าอี้ทานอาหารสนาม 2 ตัว: เก้าอี้หมุนได้ 260 องศา พร้อมระบบโยกเล็กน้อยเพื่อความผ่อนคลาย โครงสร้างแข็งแรงทำจากเหล็ก เบาะนั่งทำจากผ้าทน UV แห้งเร็ว
    • ชุดโต๊ะและเก้าอี้บิสโทรสนาม: ชุดเล็กกะทัดรัด เหมาะสำหรับพื้นที่จำกัด ดีไซน์สวยงาม ทนทานต่อสภาพอากาศ
    • ชิงช้าสนามพร้อมหลังคา: ชิงช้าดีไซน์แปลงร่างเป็นเตียงนอนได้ รับน้ำหนักได้มาก พร้อมหลังคาปรับระดับกันแดดได้ มีที่วางแก้วที่ที่วางแขน
    • ร่มสนามพร้อมไฟ LED โซลาร์เซลล์: ร่มสนามที่มีผ้าใบกัน UV ช่วยบังแดดในตอนกลางวัน และมีไฟ LED พลังงานแสงอาทิตย์ให้แสงสว่างในตอนกลางคืน โครงสร้างทำจากอลูมิเนียมและเหล็กที่ทนทาน
    • ชุดเก้าอี้บาร์สนาม 3 ชิ้น: เก้าอี้หมุนได้ ทำจากเหล็กคุณภาพดีเคลือบสารกันสนิมและทนต่อสภาพอากาศ มาพร้อมที่พักเท้าและที่วางแขนเพื่อความสบาย
    • โต๊ะพร้อมเตาแก๊สโพรเพน (Fire Pit Table): สร้างบรรยากาศอบอุ่นสำหรับการรวมตัวกับเพื่อนฝูง ใช้งานง่าย มีฝาปิดเพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้งานเมื่อไม่ได้เปิดเตา
    • ชุดเฟอร์นิเจอร์สนามหวาย 4 ชิ้น: ทำจากหวายเทียมทนทานต่อสภาพอากาศ เบาะรองมีให้เลือก 4 สี โต๊ะมีพื้นผิวเป็นกระจกนิรภัย
    • ชุดเฟอร์นิเจอร์สนามวิกเกอร์ 3 ชิ้น: ประกอบด้วยเก้าอี้หมุน 2 ตัว และโต๊ะข้าง 1 ตัว เหมาะสำหรับเป็นมุมนั่งเล่นกลางแจ้ง มีเบาะให้เลือก 4 สี
    • ชุดโต๊ะทานอาหารสนามหรูหรา: เก้าอี้และโต๊ะทานอาหารที่ทั้งสบายและมีสไตล์ ทำจากวัสดุ Textilene ทนทานต่อทุกสภาพอากาศ
    • ชุดโต๊ะทานอาหารพร้อมเก้าอี้ 6 ตัว: เก้าอี้พร้อมเบาะรองผ้ากันเปื้อนและกันสีซีด เพิ่มสีสันให้กับพื้นที่กลางแจ้งของคุณ

    อื่น ๆ ที่น่าสนใจ 💡

    • พัดลมไอเย็น (Misting Fans): มีรุ่นที่ทนทาน ใช้งานได้ดี มี 2 ระดับความแรงพัดลม และ 2 ระดับการพ่นหมอก พร้อมหูหิ้วเพื่อความสะดวกในการเคลื่อนย้าย
    • เครื่องปรับอากาศ LG: เครื่องปรับอากาศ LG Dual Inverter Smart รุ่นที่ได้รับคำชมว่าเงียบและประหยัดพลังงาน เหมาะสำหรับห้องขนาดใหญ่ ลดราคา $100

    โปรโมชั่นนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีในการจับจ่ายสินค้าที่จำเป็นสำหรับบ้านและสวนของคุณในช่วงปลายฤดูร้อนนี้ อย่าพลาดที่จะเข้าไปเลือกชมสินค้าและรับส่วนลดสุดพิเศษกันนะคะ!

    #HomeDepot #โปรโมชั่น #ส่วนลด #สินค้าลดราคา #เฟอร์นิเจอร์สนาม #เตาปิ้งย่าง #อุปกรณ์ทำสวน

    ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
    https://www.tomsguide.com/home/i-found-21-home-depot-outdoor-deals-worth-buying-before-summer-ends-patio-furniture-grills-and-more-up-to-50-percent-off

    รวมดีลเด็ด Home Depot ส่งท้ายฤดูร้อน ลดสูงสุด 50% ☀️ใกล้สิ้นสุดฤดูร้อนแล้ว หากคุณกำลังวางแผนจะจัดปาร์ตี้ริมสระ ปาร์ตี้บาร์บีคิว หรือแค่อยากใช้เวลาพักผ่อนนอกบ้านให้เต็มที่ การปรับปรุงพื้นที่กลางแจ้งให้สวยงามน่าใช้ก็เป็นความคิดที่ดีเลยทีเดียว! โชคดีที่ตอนนี้ Home Depot มีโปรโมชั่นสุดคุ้มมากมาย ที่จะช่วยให้คุณเนรมิตสวนสวยได้ในราคาที่เอื้อมถึงโปรโมชั่นเด็ดส่งท้ายซัมเมอร์จาก Home Depot 🛍️Home Depot จัดโปรโมชั่นใหญ่ส่งท้ายฤดูร้อน ลดราคาสินค้านอกบ้านหลากหลายรายการ ตั้งแต่เฟอร์นิเจอร์สนามหญ้า ไปจนถึงอุปกรณ์ทำบาร์บีคิว และอื่น ๆ อีกมากมาย โดยมีส่วนลดสูงสุดถึง 50%สินค้าที่น่าสนใจในโปรโมชั่น 🤩เฟอร์นิเจอร์สนามหญ้า (Patio Furniture): ลดราคาสูงสุด 50% พบกับชุดโซฟา เก้าอี้ โต๊ะสนาม ที่จะช่วยเปลี่ยนลานบ้านของคุณให้เป็นมุมโปรดเตาปิ้งย่าง/บาร์บีคิว (Outdoor Grills): มีโปรโมชั่นเตาหลากหลายประเภท ทั้งเตาถ่าน แก๊ส โพรเพน และแบบเม็ดไม้ ราคาเริ่มต้นเพียง $99 พบกับแบรนด์ชั้นนำอย่าง Weber, Blackstone, Nexgrill และอื่น ๆอุปกรณ์ทำสวน (Gardening Must-Haves): ลดราคาสินค้าจำเป็นสำหรับคนรักสวน เช่น วัสดุคลุมดิน (Mulch) ราคาเริ่มต้นเพียง $3เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน (Appliances): ลดสูงสุด 40% สำหรับตู้เย็น เครื่องซักผ้า เตาอบ และอื่น ๆ จากแบรนด์ชั้นนำเครื่องตัดหญ้า (Lawnmowers): มีโปรโมชั่นเครื่องตัดหญ้าทั้งแบบเข็น แบบเดินตาม และแบบนั่งขับ ราคาเริ่มต้นที่ $249เครื่องมือช่างและอุปกรณ์ไฟฟ้า (Tools and Power Equipment): ลดราคาสูงสุด 50% ครอบคลุมเครื่องมือไฟฟ้าหลากหลายประเภทตัวอย่างสินค้าลดราคาที่น่าสนใจ ✨ร่มสนามปรับองศาได้: ร่มสนามดีไซน์สวยงาม ปรับองศาเพื่อกันแดดได้อย่างลงตัว เปิด-ปิดง่ายด้วยระบบรอก มีให้เลือกถึง 3 สีสันสดใสเบาะรองเก้าอี้สนาม: เพิ่มความสบายและความมีสไตล์ให้กับเก้าอี้สนามของคุณ เบาะรองมีหลากหลายสีสัน เหมาะสำหรับใช้งานกลางแจ้ง พร้อมสายรัดเพื่อยึดเก้าอี้ให้แน่นหนาแปลงปลูกผักแบบยกระดับ (Raised Garden Bed): เหมาะสำหรับปลูกสมุนไพร ดอกไม้ หรือผักสวนครัว ดีไซน์ช่วยในการระบายน้ำ ป้องกันรากเน่า และทำจากไม้ซีดาร์ที่ทนทานชุดเก้าอี้ทานอาหารสนาม 2 ตัว: เก้าอี้หมุนได้ 260 องศา พร้อมระบบโยกเล็กน้อยเพื่อความผ่อนคลาย โครงสร้างแข็งแรงทำจากเหล็ก เบาะนั่งทำจากผ้าทน UV แห้งเร็วชุดโต๊ะและเก้าอี้บิสโทรสนาม: ชุดเล็กกะทัดรัด เหมาะสำหรับพื้นที่จำกัด ดีไซน์สวยงาม ทนทานต่อสภาพอากาศชิงช้าสนามพร้อมหลังคา: ชิงช้าดีไซน์แปลงร่างเป็นเตียงนอนได้ รับน้ำหนักได้มาก พร้อมหลังคาปรับระดับกันแดดได้ มีที่วางแก้วที่ที่วางแขนร่มสนามพร้อมไฟ LED โซลาร์เซลล์: ร่มสนามที่มีผ้าใบกัน UV ช่วยบังแดดในตอนกลางวัน และมีไฟ LED พลังงานแสงอาทิตย์ให้แสงสว่างในตอนกลางคืน โครงสร้างทำจากอลูมิเนียมและเหล็กที่ทนทานชุดเก้าอี้บาร์สนาม 3 ชิ้น: เก้าอี้หมุนได้ ทำจากเหล็กคุณภาพดีเคลือบสารกันสนิมและทนต่อสภาพอากาศ มาพร้อมที่พักเท้าและที่วางแขนเพื่อความสบายโต๊ะพร้อมเตาแก๊สโพรเพน (Fire Pit Table): สร้างบรรยากาศอบอุ่นสำหรับการรวมตัวกับเพื่อนฝูง ใช้งานง่าย มีฝาปิดเพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้งานเมื่อไม่ได้เปิดเตาชุดเฟอร์นิเจอร์สนามหวาย 4 ชิ้น: ทำจากหวายเทียมทนทานต่อสภาพอากาศ เบาะรองมีให้เลือก 4 สี โต๊ะมีพื้นผิวเป็นกระจกนิรภัยชุดเฟอร์นิเจอร์สนามวิกเกอร์ 3 ชิ้น: ประกอบด้วยเก้าอี้หมุน 2 ตัว และโต๊ะข้าง 1 ตัว เหมาะสำหรับเป็นมุมนั่งเล่นกลางแจ้ง มีเบาะให้เลือก 4 สีชุดโต๊ะทานอาหารสนามหรูหรา: เก้าอี้และโต๊ะทานอาหารที่ทั้งสบายและมีสไตล์ ทำจากวัสดุ Textilene ทนทานต่อทุกสภาพอากาศชุดโต๊ะทานอาหารพร้อมเก้าอี้ 6 ตัว: เก้าอี้พร้อมเบาะรองผ้ากันเปื้อนและกันสีซีด เพิ่มสีสันให้กับพื้นที่กลางแจ้งของคุณอื่น ๆ ที่น่าสนใจ 💡พัดลมไอเย็น (Misting Fans): มีรุ่นที่ทนทาน ใช้งานได้ดี มี 2 ระดับความแรงพัดลม และ 2 ระดับการพ่นหมอก พร้อมหูหิ้วเพื่อความสะดวกในการเคลื่อนย้ายเครื่องปรับอากาศ LG: เครื่องปรับอากาศ LG Dual Inverter Smart รุ่นที่ได้รับคำชมว่าเงียบและประหยัดพลังงาน เหมาะสำหรับห้องขนาดใหญ่ ลดราคา $100โปรโมชั่นนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีในการจับจ่ายสินค้าที่จำเป็นสำหรับบ้านและสวนของคุณในช่วงปลายฤดูร้อนนี้ อย่าพลาดที่จะเข้าไปเลือกชมสินค้าและรับส่วนลดสุดพิเศษกันนะคะ!#HomeDepot #โปรโมชั่น #ส่วนลด #สินค้าลดราคา #เฟอร์นิเจอร์สนาม #เตาปิ้งย่าง #อุปกรณ์ทำสวนhttps://www.tomsguide.com/home/i-found-21-home-depot-outdoor-deals-worth-buying-before-summer-ends-patio-furniture-grills-and-more-up-to-50-percent-off
    Shared content
    WWW.TOMSGUIDE.COM
    I found 21 Home Depot outdoor deals worth buying before summer ends — save up to 50%
    Home Depot is hosting a huge summer sale. Check out the best outdoor deals I'm shopping right now from $3.
    3 Comments 0 Shares 383 Views 0 Reviews
  • Jellyfin สั่นคลอน! ทีมงานหลักลาออก แต่ยังไม่กลับไปซบ Plex ด้วยเหตุผลเหล่านี้ 😮

    เหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น

    ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
    https://www.xda-developers.com/jellyfin-core-team-left-still-not-going-back-plex/

    Jellyfin สั่นคลอน! ทีมงานหลักลาออก แต่ยังไม่กลับไปซบ Plex ด้วยเหตุผลเหล่านี้ 😮เหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นhttps://www.xda-developers.com/jellyfin-core-team-left-still-not-going-back-plex/
    Shared content
    WWW.XDA-DEVELOPERS.COM
    Jellyfin's core team just walked out, and I'm still not going back to Plex
    Jellyfin just lost several key team members, but Plex’s pricing and remote streaming restrictions still make switching back a hard sell.
    4 Comments 0 Shares 409 Views 0 Reviews
  • เมาส์เกมมิ่งที่ดีที่สุด: คู่มือฉบับสมบูรณ์สำหรับเกมเมอร์ทุกสไตล์ 🖱️

    การเลือกเมาส์เกมมิ่งที่ใช่ อาจเป็นเรื่องที่ทำให้หลายคนปวดหัว เพราะมีตัวเลือกมากมายในตลาด แต่ละรุ่นก็มีจุดเด่นและเทคโนโลยีที่แตกต่างกันไป เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เราได้ทดสอบเมาส์เกมมิ่งมาแล้วหลายสิบตัว เพื่อคัดสรรรุ่นที่ดีที่สุดสำหรับเกมเมอร์ทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นเกมเมอร์ที่ต้องการความแม่นยำสูงสุด เกมเมอร์ที่ชอบความคล่องตัว หรือแม้กระทั่งเกมเมอร์ที่มองหาความคุ้มค่า

    เมาส์เกมมิ่งที่ดีที่สุดโดยรวม: Razer Cobra HyperSpeed ✨

    Razer Cobra HyperSpeed เป็นเมาส์เกมมิ่งที่สมดุลและใช้งานได้จริงอย่างน่าทึ่ง ไม่ได้เน้นที่การลดน้ำหนักจนเสียคุณสมบัติ แต่ยังคงไว้ซึ่งฟีเจอร์สำคัญ เช่น ไฟ RGB, การเชื่อมต่อ Bluetooth และตัวเลือกการชาร์จไร้สาย น้ำหนักของเมาส์อยู่ที่ต่ำกว่า 70 กรัม ซึ่งถือว่าเบามากสำหรับเมาส์ไร้สายคุณภาพสูงในปัจจุบัน

    ภายในมาพร้อมกับเซ็นเซอร์ออปติคัล, สวิตช์ออปติคัล และล้อเลื่อนออปติคัล ซึ่งเป็นส่วนประกอบระดับท็อปที่ให้ความเร็วและความน่าเชื่อถือสูงสุด แม้ว่าเมาส์จะจำกัดการ Polling Rate ไว้ที่ 1,000 Hz ด้วย Dongle USB-A ขนาดเล็กที่ให้มา แต่ก็สามารถอัปเกรดเป็น 8,000 Hz ได้ด้วย HyperPolling Dongle ที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งถือเป็นข้อจำกัดเพียงอย่างเดียวที่สำคัญ

    เมาส์ตัวนี้ทำได้แทบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเมาส์พกพา หรือใช้เป็นเมาส์หลักบนเดสก์ท็อป อีกทั้งยังรองรับแท่นชาร์จไร้สายของ Razer ทำให้ชาร์จได้สะดวกผ่าน Mouse Dock Pro (ที่เพิ่ม Polling Rate เป็น 8,000 Hz) หรือแท่นชาร์จไร้สาย HyperFlux V2 รูปทรงสมมาตรที่เรียบง่ายให้ความรู้สึกสบายมือ ปุ่มโค้งมนด้านบนช่วยให้นิ้ววางได้พอดี และส่วนโค้งที่ไล่ระดับอย่างนุ่มนวลก็ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติเมื่อวางฝ่ามือ นอกจากนี้ ความเกือบสมมาตรของเมาส์ยังทำให้สามารถใช้เป็นเมาส์สำหรับมือซ้ายได้ในกรณีฉุกเฉิน (แต่จะขาดปุ่มด้านข้างไป)

    • DPI: 26,000
    • Polling Rate: 1,000 Hz / 8,000 Hz
    • ประเภทการเชื่อมต่อ: 2.4-GHz USB-A Dongle, Bluetooth, มีสาย
    • อายุแบตเตอรี่: สูงสุด 170 ชั่วโมง (ชาร์จซ้ำได้)
    • ดีไซน์: สมมาตรสำหรับมือขวา

    เมาส์เกมมิ่งสำหรับนักแข่ง: Razer Viper V4 Pro 🏆

    Razer Viper V4 Pro คือภาคต่อของเมาส์เกมมิ่งระดับแข่งขันที่ยอดเยี่ยม นำเสนอการปรับปรุงประสิทธิภาพในทุกมิติ นอกเหนือจากสเปกระดับท็อป เซ็นเซอร์ออปติคัล และรูปทรงสมมาตรที่ยอดเยี่ยมแล้ว V4 ยังมาพร้อมกับ Spherical Dongle เช่นเดียวกับ Deathadder V4 Pro ซึ่งรักษา Polling Rate 8,000 Hz ไว้ได้ พร้อมเพิ่มไฟ LED แสดงข้อมูลต่างๆ เช่น คุณภาพการเชื่อมต่อ, อายุแบตเตอรี่ และระดับ DPI

    การใช้รูปทรงเดียวกับ V3 ทำให้เมาส์ตัวนี้ใช้งานได้สะดวกและเข้าใจง่าย รูปทรงเคลื่อนไหวได้ง่าย มีส่วนโค้งเล็กๆ บนปุ่มเมาส์เพื่อให้ปลายนิ้ววางได้พอดี และส่วนโค้งด้านข้างก็สร้างจุดวางตามธรรมชาติสำหรับนิ้วหัวแม่มือและนิ้วก้อย ซอฟต์แวร์ Razer Synapse เป็นหนึ่งในซอฟต์แวร์ที่ทรงพลังและใช้งานง่ายที่สุดในตลาด มีตัวเลือกปรับแต่ง DPI, ระยะการติดตาม (Tracking Distance), Dynamic Sensitivity และแม้กระทั่งการปรับเซ็นเซอร์เมาส์ให้รองรับการจับแบบหมุน (Rotated Grip)

    ข้อเสียเพียงอย่างเดียวของ Viper V4 Pro คือความไม่ประนีประนอม: ไม่มี Bluetooth และ 2.4-GHz Dongle ที่ให้มาต้องใช้สาย USB-A to USB-C (มีให้ในกล่อง) ต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์ โดยไม่มีตัวเลือก Dongle USB-A ขนาดเล็ก (ที่เคยมีใน V2) การตัดสินใจเหล่านี้มีขึ้นเพื่อลดน้ำหนักเมาส์และปรับปรุงคุณภาพการเชื่อมต่อ แต่อาจไม่สะดวกหากคุณต้องการเมาส์เกมมิ่งไร้สายสำหรับใช้งานกับแล็ปท็อป

    • DPI: 50,000
    • Polling Rate: 8,000 Hz
    • ประเภทการเชื่อมต่อ: 2.4-GHz USB-A Dongle
    • อายุแบตเตอรี่: สูงสุด 180 ชั่วโมง
    • ดีไซน์: สมมาตรสำหรับมือขวา

    เมาส์เกมมิ่งราคาคุ้มค่า: SteelSeries Rival 3 Gen 2 💰

    SteelSeries Rival 3 (Gen 2) เป็นเมาส์เกมมิ่งที่เรียบง่าย ไม่หวือหวา น้ำหนักเบา แข็งแรง และตอบโจทย์การเล่นเกมได้ดี มีปุ่มด้านข้างที่เข้าถึงง่าย ปุ่มหลักที่คลิกได้สนุกสนาน ไฟ RGB ด้านใต้ และล้อเลื่อนแบบยางที่จับได้ถนัดมือ เมาส์ SteelSeries ตัวนี้อาจไม่ได้สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ มากนัก แต่เหมือนกับ Toyota Camry ที่เรียบง่ายและเชื่อถือได้ เพียงพอที่จะทำงานได้เกือบทุกอย่าง ด้วยราคาไม่ถึง 50 ดอลลาร์สหรัฐฯ คุณจะได้ประสิทธิภาพที่เพียงพอสำหรับการเล่นเกมทั่วไป ไม่ใช่มืออาชีพ ไม่มีฟีเจอร์ที่ไม่จำเป็นที่เพิ่มความซับซ้อน และเมาส์สามารถถอดประกอบได้ในเวลาไม่ถึงห้านาทีด้วยไขควง Phillips และ Torx

    • DPI: 18,000
    • Polling Rate: 1,000 Hz
    • ประเภทการเชื่อมต่อ: 2.4-GHz USB-A Dongle หรือ Bluetooth (สำหรับรุ่นไร้สาย), รุ่นมีสายเท่านั้น
    • อายุแบตเตอรี่: สูงสุด 175 ชั่วโมง (ใช้แบตเตอรี่ AAA สองก้อนสำหรับรุ่นไร้สาย)
    • ดีไซน์: สมมาตรสำหรับมือขวา

    เมาส์เกมมิ่งน้ำหนักเบาพิเศษ: AngryMiao Infinity .97 💨

    AngryMiao Infinity .97 เป็นหนึ่งในเมาส์ที่เบาที่สุดเท่าที่เคยทดสอบมา ด้วยน้ำหนักเพียง 48.3 กรัม (ไม่รวมแผงด้านหลังที่ถอดออกได้ ซึ่งเพิ่มน้ำหนัก 3.8 กรัม) และเป็นหนึ่งในรุ่นที่แข็งแรงที่สุดด้วยโครงสร้างแมกนีเซียมด้านบน แม้รูปทรงแบบโครงกระดูกอาจดูไม่น่าดึงดูดในตอนแรก แต่กลับสบายและใช้งานได้ดีกว่าที่คาดไว้ โดยเฉพาะเมื่อใช้กับการจับแบบ Fingertip Grip อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เน้นการจับแบบ Palm Grip หรือ Claw Grip อาจจะเหมาะกับเมาส์ที่ใหญ่กว่าและมีส่วนหลังที่แข็งแรงกว่า

    นอกเหนือจากน้ำหนัก เมาส์ตัวนี้มีสเปกที่ยอดเยี่ยม: Polling Rate 8,000 Hz, สวิตช์ออปติคัล และค่า Latency 0.2 ms ทำให้เทียบเท่ากับรุ่นที่ดีที่สุดของ Razer และ Logitech คุณสมบัติที่น่าประทับใจที่สุดคือแบตเตอรี่ที่ถอดเปลี่ยนได้และ Hot-swappable ด้วยแม่เหล็ก ซึ่งชาร์จผ่าน Dongle 2.4G ของเมาส์ได้ ช่วยลดระยะเวลาที่เมาส์ใช้งานไม่ได้เมื่อแบตเตอรี่หมด และลดความเสี่ยงจากการเสื่อมสภาพหรือแบตเตอรี่ขัดข้องในระยะยาว (หาก AngryMiao ยังคงมีอะไหล่จำหน่าย)

    แม้ว่าสไตล์การออกแบบอาจต้องใช้เวลาทำความคุ้นเคย แต่ช่องว่างขนาดใหญ่ทำให้รูปทรงแข็งแรงและดูดีกว่ารูหกเหลี่ยมทั่วไป รูปทรงนั้นสบายอย่างน่าประหลาดใจแม้จะมีช่องว่าง (ซึ่งจัดวางไว้เพื่อรักษาจุดสัมผัสปกติ) และแผงด้านหลังแบบ "Hatchback" ที่ถอดออกได้ก็สร้างสมดุลที่สมเหตุสมผลระหว่างรูปทรงมาตรฐานและ "Fingertip Mice" น้ำหนักเบาพิเศษที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

    ซอฟต์แวร์ก็ทรงพลังอย่างน่าประหลาดใจ พร้อมการปรับแต่ง DPI, Polling, Macro และอื่นๆ ที่คาดหวังได้ ควบคู่ไปกับการปรับค่าที่ละเอียดกว่า เช่น Debounce Speed, Motion Sync, Ripple Correction และ Blast Mode ที่ตั้งค่าเซ็นเซอร์ภายในเมาส์ให้มีความเร็วสูงสุดที่ 20,000 Hz (ควรสังเกตว่าเมาส์ยังคงสื่อสารกับคอมพิวเตอร์ที่ 8,000 Hz – นี่เป็นเพียงการให้ข้อมูลเพิ่มเติมจากเซ็นเซอร์ไปยังเมาส์) นอกจากนี้ ไม่เหมือนกับบางรุ่นที่คล้ายกัน

    • DPI: 20,000 (เซ็นเซอร์)
    • Polling Rate: 8,000 Hz
    • ประเภทการเชื่อมต่อ: 2.4-GHz USB-A Dongle
    • อายุแบตเตอรี่: เปลี่ยนแบตเตอรี่ได้ (ชาร์จผ่าน Dongle)
    • ดีไซน์: น้ำหนักเบาพิเศษ

    สิ่งที่ควรพิจารณาในการเลือกเมาส์เกมมิ่ง 🔍

    การเลือกเมาส์เกมมิ่งที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง นอกเหนือจากรุ่นที่แนะนำไปแล้ว ลองพิจารณาสิ่งเหล่านี้:

    • ประเภทการจับ (Grip Style): คุณถนัดการจับแบบไหน? Palm Grip (วางฝ่ามือเต็ม), Claw Grip (งอนิ้วเหมือนกรงเล็บ) หรือ Fingertip Grip (ใช้ปลายนิ้วควบคุม)? รูปทรงและขนาดของเมาส์ควรเข้ากับสไตล์การจับของคุณ
    • ขนาดมือ: เมาส์ที่ใหญ่หรือเล็กเกินไปอาจทำให้เมื่อยล้าหรือไม่ถนัดในการใช้งาน
    • ประเภทเกมที่เล่น: เกม FPS ต้องการความแม่นยำสูงและน้ำหนักเบา ในขณะที่เกม MMO อาจต้องการปุ่ม Macro จำนวนมาก
    • การเชื่อมต่อ: คุณต้องการความคล่องตัวของไร้สาย หรือความเสถียรและราคาที่เข้าถึงง่ายกว่าของมีสาย?
    • งบประมาณ: กำหนดงบประมาณของคุณ เมาส์เกมมิ่งมีราคาหลากหลาย ตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลายพันบาท

    การลงทุนในเมาส์เกมมิ่งที่ดีจะช่วยเพิ่มประสบการณ์การเล่นเกมของคุณได้อย่างมาก หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจของคุณ!

    #เมาส์เกมมิ่ง #Razer #SteelSeries #GamingMouse #PCGaming

    ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
    https://www.wired.com/gallery/best-gaming-mouse/

    เมาส์เกมมิ่งที่ดีที่สุด: คู่มือฉบับสมบูรณ์สำหรับเกมเมอร์ทุกสไตล์ 🖱️การเลือกเมาส์เกมมิ่งที่ใช่ อาจเป็นเรื่องที่ทำให้หลายคนปวดหัว เพราะมีตัวเลือกมากมายในตลาด แต่ละรุ่นก็มีจุดเด่นและเทคโนโลยีที่แตกต่างกันไป เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เราได้ทดสอบเมาส์เกมมิ่งมาแล้วหลายสิบตัว เพื่อคัดสรรรุ่นที่ดีที่สุดสำหรับเกมเมอร์ทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นเกมเมอร์ที่ต้องการความแม่นยำสูงสุด เกมเมอร์ที่ชอบความคล่องตัว หรือแม้กระทั่งเกมเมอร์ที่มองหาความคุ้มค่าเมาส์เกมมิ่งที่ดีที่สุดโดยรวม: Razer Cobra HyperSpeed ✨Razer Cobra HyperSpeed เป็นเมาส์เกมมิ่งที่สมดุลและใช้งานได้จริงอย่างน่าทึ่ง ไม่ได้เน้นที่การลดน้ำหนักจนเสียคุณสมบัติ แต่ยังคงไว้ซึ่งฟีเจอร์สำคัญ เช่น ไฟ RGB, การเชื่อมต่อ Bluetooth และตัวเลือกการชาร์จไร้สาย น้ำหนักของเมาส์อยู่ที่ต่ำกว่า 70 กรัม ซึ่งถือว่าเบามากสำหรับเมาส์ไร้สายคุณภาพสูงในปัจจุบันภายในมาพร้อมกับเซ็นเซอร์ออปติคัล, สวิตช์ออปติคัล และล้อเลื่อนออปติคัล ซึ่งเป็นส่วนประกอบระดับท็อปที่ให้ความเร็วและความน่าเชื่อถือสูงสุด แม้ว่าเมาส์จะจำกัดการ Polling Rate ไว้ที่ 1,000 Hz ด้วย Dongle USB-A ขนาดเล็กที่ให้มา แต่ก็สามารถอัปเกรดเป็น 8,000 Hz ได้ด้วย HyperPolling Dongle ที่ใหญ่ขึ้น ซึ่งถือเป็นข้อจำกัดเพียงอย่างเดียวที่สำคัญเมาส์ตัวนี้ทำได้แทบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเมาส์พกพา หรือใช้เป็นเมาส์หลักบนเดสก์ท็อป อีกทั้งยังรองรับแท่นชาร์จไร้สายของ Razer ทำให้ชาร์จได้สะดวกผ่าน Mouse Dock Pro (ที่เพิ่ม Polling Rate เป็น 8,000 Hz) หรือแท่นชาร์จไร้สาย HyperFlux V2 รูปทรงสมมาตรที่เรียบง่ายให้ความรู้สึกสบายมือ ปุ่มโค้งมนด้านบนช่วยให้นิ้ววางได้พอดี และส่วนโค้งที่ไล่ระดับอย่างนุ่มนวลก็ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติเมื่อวางฝ่ามือ นอกจากนี้ ความเกือบสมมาตรของเมาส์ยังทำให้สามารถใช้เป็นเมาส์สำหรับมือซ้ายได้ในกรณีฉุกเฉิน (แต่จะขาดปุ่มด้านข้างไป)DPI: 26,000Polling Rate: 1,000 Hz / 8,000 Hzประเภทการเชื่อมต่อ: 2.4-GHz USB-A Dongle, Bluetooth, มีสายอายุแบตเตอรี่: สูงสุด 170 ชั่วโมง (ชาร์จซ้ำได้)ดีไซน์: สมมาตรสำหรับมือขวาเมาส์เกมมิ่งสำหรับนักแข่ง: Razer Viper V4 Pro 🏆Razer Viper V4 Pro คือภาคต่อของเมาส์เกมมิ่งระดับแข่งขันที่ยอดเยี่ยม นำเสนอการปรับปรุงประสิทธิภาพในทุกมิติ นอกเหนือจากสเปกระดับท็อป เซ็นเซอร์ออปติคัล และรูปทรงสมมาตรที่ยอดเยี่ยมแล้ว V4 ยังมาพร้อมกับ Spherical Dongle เช่นเดียวกับ Deathadder V4 Pro ซึ่งรักษา Polling Rate 8,000 Hz ไว้ได้ พร้อมเพิ่มไฟ LED แสดงข้อมูลต่างๆ เช่น คุณภาพการเชื่อมต่อ, อายุแบตเตอรี่ และระดับ DPIการใช้รูปทรงเดียวกับ V3 ทำให้เมาส์ตัวนี้ใช้งานได้สะดวกและเข้าใจง่าย รูปทรงเคลื่อนไหวได้ง่าย มีส่วนโค้งเล็กๆ บนปุ่มเมาส์เพื่อให้ปลายนิ้ววางได้พอดี และส่วนโค้งด้านข้างก็สร้างจุดวางตามธรรมชาติสำหรับนิ้วหัวแม่มือและนิ้วก้อย ซอฟต์แวร์ Razer Synapse เป็นหนึ่งในซอฟต์แวร์ที่ทรงพลังและใช้งานง่ายที่สุดในตลาด มีตัวเลือกปรับแต่ง DPI, ระยะการติดตาม (Tracking Distance), Dynamic Sensitivity และแม้กระทั่งการปรับเซ็นเซอร์เมาส์ให้รองรับการจับแบบหมุน (Rotated Grip)ข้อเสียเพียงอย่างเดียวของ Viper V4 Pro คือความไม่ประนีประนอม: ไม่มี Bluetooth และ 2.4-GHz Dongle ที่ให้มาต้องใช้สาย USB-A to USB-C (มีให้ในกล่อง) ต่อเข้ากับคอมพิวเตอร์ โดยไม่มีตัวเลือก Dongle USB-A ขนาดเล็ก (ที่เคยมีใน V2) การตัดสินใจเหล่านี้มีขึ้นเพื่อลดน้ำหนักเมาส์และปรับปรุงคุณภาพการเชื่อมต่อ แต่อาจไม่สะดวกหากคุณต้องการเมาส์เกมมิ่งไร้สายสำหรับใช้งานกับแล็ปท็อปDPI: 50,000Polling Rate: 8,000 Hzประเภทการเชื่อมต่อ: 2.4-GHz USB-A Dongleอายุแบตเตอรี่: สูงสุด 180 ชั่วโมงดีไซน์: สมมาตรสำหรับมือขวาเมาส์เกมมิ่งราคาคุ้มค่า: SteelSeries Rival 3 Gen 2 💰SteelSeries Rival 3 (Gen 2) เป็นเมาส์เกมมิ่งที่เรียบง่าย ไม่หวือหวา น้ำหนักเบา แข็งแรง และตอบโจทย์การเล่นเกมได้ดี มีปุ่มด้านข้างที่เข้าถึงง่าย ปุ่มหลักที่คลิกได้สนุกสนาน ไฟ RGB ด้านใต้ และล้อเลื่อนแบบยางที่จับได้ถนัดมือ เมาส์ SteelSeries ตัวนี้อาจไม่ได้สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ มากนัก แต่เหมือนกับ Toyota Camry ที่เรียบง่ายและเชื่อถือได้ เพียงพอที่จะทำงานได้เกือบทุกอย่าง ด้วยราคาไม่ถึง 50 ดอลลาร์สหรัฐฯ คุณจะได้ประสิทธิภาพที่เพียงพอสำหรับการเล่นเกมทั่วไป ไม่ใช่มืออาชีพ ไม่มีฟีเจอร์ที่ไม่จำเป็นที่เพิ่มความซับซ้อน และเมาส์สามารถถอดประกอบได้ในเวลาไม่ถึงห้านาทีด้วยไขควง Phillips และ TorxDPI: 18,000Polling Rate: 1,000 Hzประเภทการเชื่อมต่อ: 2.4-GHz USB-A Dongle หรือ Bluetooth (สำหรับรุ่นไร้สาย), รุ่นมีสายเท่านั้นอายุแบตเตอรี่: สูงสุด 175 ชั่วโมง (ใช้แบตเตอรี่ AAA สองก้อนสำหรับรุ่นไร้สาย)ดีไซน์: สมมาตรสำหรับมือขวาเมาส์เกมมิ่งน้ำหนักเบาพิเศษ: AngryMiao Infinity .97 💨AngryMiao Infinity .97 เป็นหนึ่งในเมาส์ที่เบาที่สุดเท่าที่เคยทดสอบมา ด้วยน้ำหนักเพียง 48.3 กรัม (ไม่รวมแผงด้านหลังที่ถอดออกได้ ซึ่งเพิ่มน้ำหนัก 3.8 กรัม) และเป็นหนึ่งในรุ่นที่แข็งแรงที่สุดด้วยโครงสร้างแมกนีเซียมด้านบน แม้รูปทรงแบบโครงกระดูกอาจดูไม่น่าดึงดูดในตอนแรก แต่กลับสบายและใช้งานได้ดีกว่าที่คาดไว้ โดยเฉพาะเมื่อใช้กับการจับแบบ Fingertip Grip อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เน้นการจับแบบ Palm Grip หรือ Claw Grip อาจจะเหมาะกับเมาส์ที่ใหญ่กว่าและมีส่วนหลังที่แข็งแรงกว่านอกเหนือจากน้ำหนัก เมาส์ตัวนี้มีสเปกที่ยอดเยี่ยม: Polling Rate 8,000 Hz, สวิตช์ออปติคัล และค่า Latency 0.2 ms ทำให้เทียบเท่ากับรุ่นที่ดีที่สุดของ Razer และ Logitech คุณสมบัติที่น่าประทับใจที่สุดคือแบตเตอรี่ที่ถอดเปลี่ยนได้และ Hot-swappable ด้วยแม่เหล็ก ซึ่งชาร์จผ่าน Dongle 2.4G ของเมาส์ได้ ช่วยลดระยะเวลาที่เมาส์ใช้งานไม่ได้เมื่อแบตเตอรี่หมด และลดความเสี่ยงจากการเสื่อมสภาพหรือแบตเตอรี่ขัดข้องในระยะยาว (หาก AngryMiao ยังคงมีอะไหล่จำหน่าย)แม้ว่าสไตล์การออกแบบอาจต้องใช้เวลาทำความคุ้นเคย แต่ช่องว่างขนาดใหญ่ทำให้รูปทรงแข็งแรงและดูดีกว่ารูหกเหลี่ยมทั่วไป รูปทรงนั้นสบายอย่างน่าประหลาดใจแม้จะมีช่องว่าง (ซึ่งจัดวางไว้เพื่อรักษาจุดสัมผัสปกติ) และแผงด้านหลังแบบ "Hatchback" ที่ถอดออกได้ก็สร้างสมดุลที่สมเหตุสมผลระหว่างรูปทรงมาตรฐานและ "Fingertip Mice" น้ำหนักเบาพิเศษที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาซอฟต์แวร์ก็ทรงพลังอย่างน่าประหลาดใจ พร้อมการปรับแต่ง DPI, Polling, Macro และอื่นๆ ที่คาดหวังได้ ควบคู่ไปกับการปรับค่าที่ละเอียดกว่า เช่น Debounce Speed, Motion Sync, Ripple Correction และ Blast Mode ที่ตั้งค่าเซ็นเซอร์ภายในเมาส์ให้มีความเร็วสูงสุดที่ 20,000 Hz (ควรสังเกตว่าเมาส์ยังคงสื่อสารกับคอมพิวเตอร์ที่ 8,000 Hz – นี่เป็นเพียงการให้ข้อมูลเพิ่มเติมจากเซ็นเซอร์ไปยังเมาส์) นอกจากนี้ ไม่เหมือนกับบางรุ่นที่คล้ายกันDPI: 20,000 (เซ็นเซอร์)Polling Rate: 8,000 Hzประเภทการเชื่อมต่อ: 2.4-GHz USB-A Dongleอายุแบตเตอรี่: เปลี่ยนแบตเตอรี่ได้ (ชาร์จผ่าน Dongle)ดีไซน์: น้ำหนักเบาพิเศษสิ่งที่ควรพิจารณาในการเลือกเมาส์เกมมิ่ง 🔍การเลือกเมาส์เกมมิ่งที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง นอกเหนือจากรุ่นที่แนะนำไปแล้ว ลองพิจารณาสิ่งเหล่านี้:ประเภทการจับ (Grip Style): คุณถนัดการจับแบบไหน? Palm Grip (วางฝ่ามือเต็ม), Claw Grip (งอนิ้วเหมือนกรงเล็บ) หรือ Fingertip Grip (ใช้ปลายนิ้วควบคุม)? รูปทรงและขนาดของเมาส์ควรเข้ากับสไตล์การจับของคุณขนาดมือ: เมาส์ที่ใหญ่หรือเล็กเกินไปอาจทำให้เมื่อยล้าหรือไม่ถนัดในการใช้งานประเภทเกมที่เล่น: เกม FPS ต้องการความแม่นยำสูงและน้ำหนักเบา ในขณะที่เกม MMO อาจต้องการปุ่ม Macro จำนวนมากการเชื่อมต่อ: คุณต้องการความคล่องตัวของไร้สาย หรือความเสถียรและราคาที่เข้าถึงง่ายกว่าของมีสาย?งบประมาณ: กำหนดงบประมาณของคุณ เมาส์เกมมิ่งมีราคาหลากหลาย ตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลายพันบาทการลงทุนในเมาส์เกมมิ่งที่ดีจะช่วยเพิ่มประสบการณ์การเล่นเกมของคุณได้อย่างมาก หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจของคุณ!#เมาส์เกมมิ่ง #Razer #SteelSeries #GamingMouse #PCGaminghttps://www.wired.com/gallery/best-gaming-mouse/
    Shared content
    WWW.WIRED.COM
    After Testing Dozens of Gaming Mice, I Found the Absolute Best You Can Buy
    From wired to wireless to ultralight, we've tested dozens of gaming mice to find the best for work, your next MMO, and everything in between.
    4 Comments 0 Shares 421 Views 0 Reviews
  • Samsung Galaxy S26: สมาร์ทโฟนเรือธงที่รอบด้าน แต่คุ้มค่าเมื่อมีโปรโมชั่น 💰

    Samsung Galaxy S26 เปิดตัวมาพร้อมกับความคาดหวังของผู้บริโภคที่ต้องการสมาร์ทโฟนประสิทธิภาพสูง ดีไซน์สวยงาม และฟีเจอร์ที่ทันสมัย แม้ว่าจะเป็นรุ่นเริ่มต้นของซีรีส์ S ในปี 2026 แต่ Galaxy S26 ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ด้วยหน้าจอที่สวยงาม แบตเตอรี่อึด และดีไซน์ที่ปรับปรุงใหม่ พร้อมพลังประมวลผลที่เพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม ราคาเปิดตัวที่อาจสูงขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ทำให้การพิจารณาซื้อในช่วงที่มีโปรโมชั่นหรือส่วนลดเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

    สิ่งที่น่าสนใจใน Samsung Galaxy S26 ✅

    • หน้าจอ Dynamic AMOLED 2X ที่สวยงาม: แสดงผลสีสันสดใส คมชัด แม้ใช้งานกลางแดดจ้า ด้วยความสว่างสูงสุด 2,600 nits และรีเฟรชเรตปรับได้สูงสุด 120Hz ทำให้การเล่นเกมหรือรับชมคอนเทนต์ต่างๆ ลื่นไหลไร้ที่ติ
    • กล้องถ่ายรูปที่ไว้ใจได้: ชุดกล้องหลัง 3 ตัว ประกอบด้วยกล้องหลัก 50MP, กล้องอัลตร้าไวด์ 12MP และกล้องเทเลโฟโต้ 10MP ซูมแบบ Optical ได้ 3 เท่า สามารถเก็บภาพความประทับใจได้ในหลากหลายสถานการณ์ ให้สีสันที่สวยงามเป็นธรรมชาติ
    • พื้นที่เก็บข้อมูลเริ่มต้น 256GB: เพิ่มเป็นสองเท่าจากรุ่นก่อนหน้า ทำให้ผู้ใช้มีพื้นที่เพียงพอสำหรับแอปพลิเคชัน รูปภาพ วิดีโอ และไฟล์ต่างๆ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องพื้นที่เต็ม

    ข้อสังเกตที่ควรพิจารณา ⚠️

    • ราคาที่อาจปรับสูงขึ้น: เมื่อเทียบกับรุ่น Galaxy S25 ราคาเปิดตัวของ S26 มีแนวโน้มที่จะสูงขึ้น ทำให้ผู้บริโภคต้องพิจารณาความคุ้มค่า หรือรอซื้อช่วงที่มีโปรโมชั่น
    • การชาร์จที่ค่อนข้างช้า: รองรับการชาร์จแบบมีสายสูงสุด 25W ซึ่งอาจถือว่าช้าเมื่อเทียบกับสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นอื่นๆ ในตลาด
    • การรองรับ Qi2 เต็มรูปแบบต้องใช้เคส: การรองรับมาตรฐาน Qi2 สำหรับการชาร์จไร้สายและอุปกรณ์เสริม อาจต้องใช้งานร่วมกับเคสบางประเภท
    • มีอาการร้อนเมื่อใช้งานหนัก: ในระหว่างการใช้งานที่ต้องประมวลผลหนักๆ เช่น การเล่นเกมกราฟิกสูง หรือการใช้งานแอปพลิเคชันที่ซับซ้อน ตัวเครื่องอาจมีอาการร้อนขึ้นได้

    ดีไซน์ที่คุ้นเคยพร้อมการปรับปรุงเล็กน้อย 🤏

    Samsung Galaxy S26 ยังคงรักษาเค้าโครงดีไซน์หลักมาจากรุ่น S25 แต่มีการปรับปรุงเล็กน้อยเพื่อให้ดูทันสมัยยิ่งขึ้น จุดที่สังเกตเห็นได้ชัดเจนที่สุดคือชุดกล้องหลัง 3 ตัว ที่รวมอยู่ในกรอบทรงวงรี (pill-shaped camera bump) แทนที่จะแยกเลนส์แต่ละตัวออกมา หน้าจอมีขนาดใหญ่ขึ้นเล็กน้อยเป็น 6.3 นิ้ว เมื่อเทียบกับ 6.2 นิ้วใน S25 ทำให้ขนาดโดยรวมของเครื่องใหญ่ขึ้นเล็กน้อย อยู่ที่ 149.6 x 71.7 x 7.2 มม. และน้ำหนัก 167 กรัม

    ตัวเครื่องมีสีให้เลือกถึง 6 สี ได้แก่ Cobalt Violet, Sky Blue, White, Black, Silver Shadow และ Pink Gold โดยสองสีหลังเป็นสีพิเศษเฉพาะที่จำหน่ายผ่าน Samsung โดยตรง การออกแบบที่กะทัดรัดนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบสมาร์ทโฟนที่ไม่ใหญ่จนเกินไป และยังคงใช้งานได้สะดวกด้วยมือเดียว

    อย่างไรก็ตาม ตำแหน่งของปุ่มเปิด/ปิดเครื่อง และปุ่มเพิ่ม/ลดเสียง ที่อยู่ด้านขวา อาจทำให้ผู้ใช้ที่คุ้นเคยกับสมาร์ทโฟนแบรนด์อื่น หรือแม้แต่รุ่นก่อนหน้า ต้องใช้เวลาปรับตัวสักพัก

    ประสบการณ์ใช้งานบนหน้าจอที่ยอดเยี่ยม 🌟

    หน้าจอ Dynamic AMOLED 2X ขนาด 6.3 นิ้ว ความละเอียด 2340 x 1080 พิกเซล พร้อมอัตรารีเฟรชแบบปรับได้ 120Hz ทำให้ทุกการใช้งานบน Galaxy S26 นั้นน่าประทับใจ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านข้อความ การรับชมวิดีโอ YouTube หรือการเล่นเกมกราฟิกหนักๆ เช่น Asphalt Legends ก็แสดงผลได้อย่างคมชัด สีสันสดใส และลื่นไหล

    ความสามารถในการแสดงผลกลางแจ้งก็ทำได้ดีเยี่ยม ด้วยความสว่างสูงสุดถึง 2,600 nits ทำให้สามารถมองเห็นหน้าจอได้ชัดเจนแม้อยู่ท่ามกลางแสงแดดจัด

    ซอฟต์แวร์ที่ทันสมัยพร้อมฟีเจอร์ AI 🤖

    Galaxy S26 ทำงานบนระบบปฏิบัติการ Android 16 ที่มาพร้อมกับ One UI 8.5 จาก Samsung ซึ่งมอบประสบการณ์การใช้งานที่ราบรื่นและเต็มไปด้วยฟีเจอร์ต่างๆ ผู้ใช้ที่คุ้นเคยกับสมาร์ทโฟน Samsung จะรู้สึกคุ้นเคยกับอินเทอร์เฟซนี้ทันที

    One UI 8.5 มีการปรับปรุงการทำงานหลายอย่าง เช่น การจัดการแจ้งเตือน การเข้าถึงการตั้งค่าด่วน และที่สำคัญคือ Galaxy AI ที่เป็นหัวใจหลักของฟีเจอร์อัจฉริยะใหม่ๆ เช่น การคัดกรองสายเรียกเข้า, เครื่องมือช่วยเขียนและแก้ไขข้อความ, การตกแต่งรูปภาพ, การสรุปแจ้งเตือน และการวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลผ่าน Samsung Health

    นอกจากนี้ ยังมีฟีเจอร์ Multi-tasking ที่ช่วยให้การทำงานหลายแอปพร้อมกันสะดวกขึ้น เช่น การแตะค้างที่การแจ้งเตือนเพื่อเปิดหน้าต่างแอปขนาดเล็ก ทำให้สามารถตอบข้อความหรือทำงานอื่นๆ ได้โดยไม่ต้องสลับแอปหลัก

    Samsung ยังคงให้

    ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
    https://www.techradar.com/phones/samsung-galaxy-phones/samsung-galaxy-s26-review

    Samsung Galaxy S26: สมาร์ทโฟนเรือธงที่รอบด้าน แต่คุ้มค่าเมื่อมีโปรโมชั่น 💰Samsung Galaxy S26 เปิดตัวมาพร้อมกับความคาดหวังของผู้บริโภคที่ต้องการสมาร์ทโฟนประสิทธิภาพสูง ดีไซน์สวยงาม และฟีเจอร์ที่ทันสมัย แม้ว่าจะเป็นรุ่นเริ่มต้นของซีรีส์ S ในปี 2026 แต่ Galaxy S26 ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ด้วยหน้าจอที่สวยงาม แบตเตอรี่อึด และดีไซน์ที่ปรับปรุงใหม่ พร้อมพลังประมวลผลที่เพียงพอต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม ราคาเปิดตัวที่อาจสูงขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ทำให้การพิจารณาซื้อในช่วงที่มีโปรโมชั่นหรือส่วนลดเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งสิ่งที่น่าสนใจใน Samsung Galaxy S26 ✅หน้าจอ Dynamic AMOLED 2X ที่สวยงาม: แสดงผลสีสันสดใส คมชัด แม้ใช้งานกลางแดดจ้า ด้วยความสว่างสูงสุด 2,600 nits และรีเฟรชเรตปรับได้สูงสุด 120Hz ทำให้การเล่นเกมหรือรับชมคอนเทนต์ต่างๆ ลื่นไหลไร้ที่ติกล้องถ่ายรูปที่ไว้ใจได้: ชุดกล้องหลัง 3 ตัว ประกอบด้วยกล้องหลัก 50MP, กล้องอัลตร้าไวด์ 12MP และกล้องเทเลโฟโต้ 10MP ซูมแบบ Optical ได้ 3 เท่า สามารถเก็บภาพความประทับใจได้ในหลากหลายสถานการณ์ ให้สีสันที่สวยงามเป็นธรรมชาติพื้นที่เก็บข้อมูลเริ่มต้น 256GB: เพิ่มเป็นสองเท่าจากรุ่นก่อนหน้า ทำให้ผู้ใช้มีพื้นที่เพียงพอสำหรับแอปพลิเคชัน รูปภาพ วิดีโอ และไฟล์ต่างๆ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องพื้นที่เต็มข้อสังเกตที่ควรพิจารณา ⚠️ราคาที่อาจปรับสูงขึ้น: เมื่อเทียบกับรุ่น Galaxy S25 ราคาเปิดตัวของ S26 มีแนวโน้มที่จะสูงขึ้น ทำให้ผู้บริโภคต้องพิจารณาความคุ้มค่า หรือรอซื้อช่วงที่มีโปรโมชั่นการชาร์จที่ค่อนข้างช้า: รองรับการชาร์จแบบมีสายสูงสุด 25W ซึ่งอาจถือว่าช้าเมื่อเทียบกับสมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นอื่นๆ ในตลาดการรองรับ Qi2 เต็มรูปแบบต้องใช้เคส: การรองรับมาตรฐาน Qi2 สำหรับการชาร์จไร้สายและอุปกรณ์เสริม อาจต้องใช้งานร่วมกับเคสบางประเภทมีอาการร้อนเมื่อใช้งานหนัก: ในระหว่างการใช้งานที่ต้องประมวลผลหนักๆ เช่น การเล่นเกมกราฟิกสูง หรือการใช้งานแอปพลิเคชันที่ซับซ้อน ตัวเครื่องอาจมีอาการร้อนขึ้นได้ดีไซน์ที่คุ้นเคยพร้อมการปรับปรุงเล็กน้อย 🤏Samsung Galaxy S26 ยังคงรักษาเค้าโครงดีไซน์หลักมาจากรุ่น S25 แต่มีการปรับปรุงเล็กน้อยเพื่อให้ดูทันสมัยยิ่งขึ้น จุดที่สังเกตเห็นได้ชัดเจนที่สุดคือชุดกล้องหลัง 3 ตัว ที่รวมอยู่ในกรอบทรงวงรี (pill-shaped camera bump) แทนที่จะแยกเลนส์แต่ละตัวออกมา หน้าจอมีขนาดใหญ่ขึ้นเล็กน้อยเป็น 6.3 นิ้ว เมื่อเทียบกับ 6.2 นิ้วใน S25 ทำให้ขนาดโดยรวมของเครื่องใหญ่ขึ้นเล็กน้อย อยู่ที่ 149.6 x 71.7 x 7.2 มม. และน้ำหนัก 167 กรัมตัวเครื่องมีสีให้เลือกถึง 6 สี ได้แก่ Cobalt Violet, Sky Blue, White, Black, Silver Shadow และ Pink Gold โดยสองสีหลังเป็นสีพิเศษเฉพาะที่จำหน่ายผ่าน Samsung โดยตรง การออกแบบที่กะทัดรัดนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบสมาร์ทโฟนที่ไม่ใหญ่จนเกินไป และยังคงใช้งานได้สะดวกด้วยมือเดียวอย่างไรก็ตาม ตำแหน่งของปุ่มเปิด/ปิดเครื่อง และปุ่มเพิ่ม/ลดเสียง ที่อยู่ด้านขวา อาจทำให้ผู้ใช้ที่คุ้นเคยกับสมาร์ทโฟนแบรนด์อื่น หรือแม้แต่รุ่นก่อนหน้า ต้องใช้เวลาปรับตัวสักพักประสบการณ์ใช้งานบนหน้าจอที่ยอดเยี่ยม 🌟หน้าจอ Dynamic AMOLED 2X ขนาด 6.3 นิ้ว ความละเอียด 2340 x 1080 พิกเซล พร้อมอัตรารีเฟรชแบบปรับได้ 120Hz ทำให้ทุกการใช้งานบน Galaxy S26 นั้นน่าประทับใจ ไม่ว่าจะเป็นการอ่านข้อความ การรับชมวิดีโอ YouTube หรือการเล่นเกมกราฟิกหนักๆ เช่น Asphalt Legends ก็แสดงผลได้อย่างคมชัด สีสันสดใส และลื่นไหลความสามารถในการแสดงผลกลางแจ้งก็ทำได้ดีเยี่ยม ด้วยความสว่างสูงสุดถึง 2,600 nits ทำให้สามารถมองเห็นหน้าจอได้ชัดเจนแม้อยู่ท่ามกลางแสงแดดจัดซอฟต์แวร์ที่ทันสมัยพร้อมฟีเจอร์ AI 🤖Galaxy S26 ทำงานบนระบบปฏิบัติการ Android 16 ที่มาพร้อมกับ One UI 8.5 จาก Samsung ซึ่งมอบประสบการณ์การใช้งานที่ราบรื่นและเต็มไปด้วยฟีเจอร์ต่างๆ ผู้ใช้ที่คุ้นเคยกับสมาร์ทโฟน Samsung จะรู้สึกคุ้นเคยกับอินเทอร์เฟซนี้ทันทีOne UI 8.5 มีการปรับปรุงการทำงานหลายอย่าง เช่น การจัดการแจ้งเตือน การเข้าถึงการตั้งค่าด่วน และที่สำคัญคือ Galaxy AI ที่เป็นหัวใจหลักของฟีเจอร์อัจฉริยะใหม่ๆ เช่น การคัดกรองสายเรียกเข้า, เครื่องมือช่วยเขียนและแก้ไขข้อความ, การตกแต่งรูปภาพ, การสรุปแจ้งเตือน และการวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลผ่าน Samsung Healthนอกจากนี้ ยังมีฟีเจอร์ Multi-tasking ที่ช่วยให้การทำงานหลายแอปพร้อมกันสะดวกขึ้น เช่น การแตะค้างที่การแจ้งเตือนเพื่อเปิดหน้าต่างแอปขนาดเล็ก ทำให้สามารถตอบข้อความหรือทำงานอื่นๆ ได้โดยไม่ต้องสลับแอปหลักSamsung ยังคงให้https://www.techradar.com/phones/samsung-galaxy-phones/samsung-galaxy-s26-review
    Shared content
    WWW.TECHRADAR.COM
    The Samsung Galaxy S26 is a supremely well-rounded phone — but I still wouldn't pay full price for it
    I tested the Samsung Galaxy S26, and it checks all of the flagship boxes — but its price hike is hard to justify.
    2 Comments 0 Shares 465 Views 0 Reviews
  • โดรนพลังเลเซอร์: นวัตกรรมใหม่จาก NASA สู่การสำรวจถ้ำใต้พื้นผิวดวงจันทร์ 🚀

    การค้นพบและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ไม่เคยหยุดนิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการอวกาศที่ NASA ยังคงเดินหน้าผลักดันขีดจำกัดของเทคโนโลยีอยู่เสมอ ล่าสุด องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (NASA) ได้อนุมัติทุนวิจัยเบื้องต้นมูลค่า 175,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ให้กับบริษัท Stone Aerospace เพื่อพัฒนาแนวคิดสุดล้ำ นั่นคือ "โดรนสำรวจถ้ำใต้พื้นผิวดวงจันทร์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานเลเซอร์" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ NASA Innovative Advanced Concepts (NIAC) ที่มอบทุนรวม 3.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

    ถ้ำใต้ดวงจันทร์: ขุมทรัพย์ที่รอการค้นพบ 💎

    ภายใต้พื้นผิวอันแห้งแล้งของดวงจันทร์ ซ่อนเร้นเครือข่ายถ้ำใต้พิภพที่มีขนาดมหึมา บางแห่งมีเส้นผ่านศูนย์กลางหลายร้อยเมตร ซึ่งใหญ่กว่าท่อลาวาบนโลกหลายเท่าตัว นักวิทยาศาสตร์เล็งเห็นศักยภาพของถ้ำเหล่านี้มานานแล้วว่า สามารถนำมาปรับปรุงเป็นฐานปฏิบัติการสำรวจบนดวงจันทร์ได้ เนื่องจากมีข้อได้เปรียบในการป้องกันรังสีคอสมิกจากชั้นของฝุ่นและหินหลอมเหลวที่เย็นตัวแล้ว

    นวัตกรรม Power-over-Fiber (PoF) คืออะไร? ✨

    โครงการนี้มีชื่อเรียกว่า Lunar Underground eXplorer (LUX) โดยมีหัวใจหลักอยู่ที่การออกแบบโดรนสำรวจแบบแขวนลอยที่ใช้ "Power-over-Fiber" (PoF) ซึ่งหมายถึงการส่งพลังงานผ่านใยแก้วนำแสง โดยโดรนจะเชื่อมต่อกับยานสำรวจบนพื้นผิวดวงจันทร์ผ่านระบบสายเคเบิลใยแก้วนำแสง

    เทคโนโลยี PoF นี้สามารถตอบสนองความต้องการสำคัญ 3 ประการสำหรับภารกิจนี้ ได้แก่:

    • การสื่อสารความเร็วสูง: ทำหน้าที่เป็นสายเคเบิลใยแก้วนำแสงแบบบรอดแบนด์ เพื่อส่งข้อมูลความเร็วสูงไปยังฐานปฏิบัติการ แม้จะอยู่ใต้ชั้นหินที่หนาทึบ
    • แหล่งพลังงาน: ส่งกำลังไฟฟ้าให้กับโดรนเพื่อการปฏิบัติงานได้อย่างต่อเนื่อง
    • ระบบขับเคลื่อนเสริม: ใช้พลังงานเลเซอร์เพื่อเสริมประสิทธิภาพให้กับระบบขับเคลื่อนแบบ "ก๊าซเย็นที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษ" ของโดรน

    ความท้าทายในการสำรวจถ้ำบนดวงจันทร์ ⚠️

    การสำรวจถ้ำใต้พื้นผิวดวงจันทร์นั้นเต็มไปด้วยความท้าทายอย่างยิ่งยวด ดังที่ Gilly Elor ผู้นำทีมด้านฟิสิกส์จาก Stone Aerospace ได้กล่าวไว้:

    • ความมืดมิดสมบูรณ์: การปฏิบัติงานในสภาพที่ไม่มีแสงเลยย่อมต้องใช้พลังงานมหาศาล
    • การนำทาง: ไม่มีระบบ GPS ที่จะช่วยในการนำทางในสภาพแวดล้อม 3 มิติที่ "ไม่เคยมีใครทำแผนที่มาก่อน"
    • การรักษาสภาพแวดล้อม: ระบบที่ใช้จะต้องไม่ก่อให้เกิดมลพิษ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการวัดค่าเซ็นเซอร์ในสภาพแวดล้อมที่บริสุทธิ์

    เส้นทางสู่ดวงดาวและดาวอังคาร 🌠

    NASA มุ่งมั่นที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดของการสำรวจอวกาศ โดยมีวิสัยทัศน์ที่จะกลับไปสร้างฐานบนดวงจันทร์อย่างถาวร ก้าวไปสู่ดาวอังคาร และเพิ่มพูนความเข้าใจเกี่ยวกับอวกาศให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น นวัตกรรมอย่างโดรนพลังเลเซอร์นี้ ถือเป็น "ก้าวกระโดด" ที่สำคัญ ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดจำกัดด้านระยะทาง ระยะเวลา และคุณภาพของการสำรวจทั้งบนดวงจันทร์ และในอนาคตอาจรวมถึงการสำรวจใต้พื้นผิวดาวอังคารด้วย

    เทคโนโลยีนี้ไม่เพียงแต่มีประโยชน์ในการสำรวจนอกโลกเท่านั้น แต่ยังมีศักยภาพในการนำไปประยุกต์ใช้บนโลกได้อีกด้วย เช่น การส่งกำลังไฟฟ้าด้วยแสงไปยังแพลตฟอร์มเคลื่อนที่บนบก ทางอากาศ หรือใต้น้ำในระยะไกลอย่างต่อเนื่อง

    การสนับสนุนงานวิจัยเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ NASA ในการส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมที่จำเป็นต่อการสำรวจอวกาศในอนาคต.

    ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
    https://gizmodo.com/nasa-backs-wild-plan-for-a-laser-powered-drone-to-explore-giant-caves-below-the-moons-surface-2000793949

    โดรนพลังเลเซอร์: นวัตกรรมใหม่จาก NASA สู่การสำรวจถ้ำใต้พื้นผิวดวงจันทร์ 🚀การค้นพบและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ไม่เคยหยุดนิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการอวกาศที่ NASA ยังคงเดินหน้าผลักดันขีดจำกัดของเทคโนโลยีอยู่เสมอ ล่าสุด องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (NASA) ได้อนุมัติทุนวิจัยเบื้องต้นมูลค่า 175,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ให้กับบริษัท Stone Aerospace เพื่อพัฒนาแนวคิดสุดล้ำ นั่นคือ "โดรนสำรวจถ้ำใต้พื้นผิวดวงจันทร์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานเลเซอร์" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ NASA Innovative Advanced Concepts (NIAC) ที่มอบทุนรวม 3.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯถ้ำใต้ดวงจันทร์: ขุมทรัพย์ที่รอการค้นพบ 💎ภายใต้พื้นผิวอันแห้งแล้งของดวงจันทร์ ซ่อนเร้นเครือข่ายถ้ำใต้พิภพที่มีขนาดมหึมา บางแห่งมีเส้นผ่านศูนย์กลางหลายร้อยเมตร ซึ่งใหญ่กว่าท่อลาวาบนโลกหลายเท่าตัว นักวิทยาศาสตร์เล็งเห็นศักยภาพของถ้ำเหล่านี้มานานแล้วว่า สามารถนำมาปรับปรุงเป็นฐานปฏิบัติการสำรวจบนดวงจันทร์ได้ เนื่องจากมีข้อได้เปรียบในการป้องกันรังสีคอสมิกจากชั้นของฝุ่นและหินหลอมเหลวที่เย็นตัวแล้วนวัตกรรม Power-over-Fiber (PoF) คืออะไร? ✨โครงการนี้มีชื่อเรียกว่า Lunar Underground eXplorer (LUX) โดยมีหัวใจหลักอยู่ที่การออกแบบโดรนสำรวจแบบแขวนลอยที่ใช้ "Power-over-Fiber" (PoF) ซึ่งหมายถึงการส่งพลังงานผ่านใยแก้วนำแสง โดยโดรนจะเชื่อมต่อกับยานสำรวจบนพื้นผิวดวงจันทร์ผ่านระบบสายเคเบิลใยแก้วนำแสงเทคโนโลยี PoF นี้สามารถตอบสนองความต้องการสำคัญ 3 ประการสำหรับภารกิจนี้ ได้แก่:การสื่อสารความเร็วสูง: ทำหน้าที่เป็นสายเคเบิลใยแก้วนำแสงแบบบรอดแบนด์ เพื่อส่งข้อมูลความเร็วสูงไปยังฐานปฏิบัติการ แม้จะอยู่ใต้ชั้นหินที่หนาทึบแหล่งพลังงาน: ส่งกำลังไฟฟ้าให้กับโดรนเพื่อการปฏิบัติงานได้อย่างต่อเนื่องระบบขับเคลื่อนเสริม: ใช้พลังงานเลเซอร์เพื่อเสริมประสิทธิภาพให้กับระบบขับเคลื่อนแบบ "ก๊าซเย็นที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษ" ของโดรนความท้าทายในการสำรวจถ้ำบนดวงจันทร์ ⚠️การสำรวจถ้ำใต้พื้นผิวดวงจันทร์นั้นเต็มไปด้วยความท้าทายอย่างยิ่งยวด ดังที่ Gilly Elor ผู้นำทีมด้านฟิสิกส์จาก Stone Aerospace ได้กล่าวไว้:ความมืดมิดสมบูรณ์: การปฏิบัติงานในสภาพที่ไม่มีแสงเลยย่อมต้องใช้พลังงานมหาศาลการนำทาง: ไม่มีระบบ GPS ที่จะช่วยในการนำทางในสภาพแวดล้อม 3 มิติที่ "ไม่เคยมีใครทำแผนที่มาก่อน"การรักษาสภาพแวดล้อม: ระบบที่ใช้จะต้องไม่ก่อให้เกิดมลพิษ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการวัดค่าเซ็นเซอร์ในสภาพแวดล้อมที่บริสุทธิ์เส้นทางสู่ดวงดาวและดาวอังคาร 🌠NASA มุ่งมั่นที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดของการสำรวจอวกาศ โดยมีวิสัยทัศน์ที่จะกลับไปสร้างฐานบนดวงจันทร์อย่างถาวร ก้าวไปสู่ดาวอังคาร และเพิ่มพูนความเข้าใจเกี่ยวกับอวกาศให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น นวัตกรรมอย่างโดรนพลังเลเซอร์นี้ ถือเป็น "ก้าวกระโดด" ที่สำคัญ ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดจำกัดด้านระยะทาง ระยะเวลา และคุณภาพของการสำรวจทั้งบนดวงจันทร์ และในอนาคตอาจรวมถึงการสำรวจใต้พื้นผิวดาวอังคารด้วยเทคโนโลยีนี้ไม่เพียงแต่มีประโยชน์ในการสำรวจนอกโลกเท่านั้น แต่ยังมีศักยภาพในการนำไปประยุกต์ใช้บนโลกได้อีกด้วย เช่น การส่งกำลังไฟฟ้าด้วยแสงไปยังแพลตฟอร์มเคลื่อนที่บนบก ทางอากาศ หรือใต้น้ำในระยะไกลอย่างต่อเนื่องการสนับสนุนงานวิจัยเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ NASA ในการส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมที่จำเป็นต่อการสำรวจอวกาศในอนาคต.https://gizmodo.com/nasa-backs-wild-plan-for-a-laser-powered-drone-to-explore-giant-caves-below-the-moons-surface-2000793949
    Shared content
    GIZMODO.COM
    NASA Backs Wild Plan for a Laser-Powered Drone to Explore Giant Caves Below the Moon's Surface
    NASA awarded $175,000 for preliminary research into lunar cave-spelunking drones as part of $3.2 million dispersed via its “innovative advanced concepts” awards this summer.
    2 Comments 0 Shares 471 Views 0 Reviews
  • Snapdragon 8 Elite Gen 5V: ชิปเซ็ตใหม่จาก Qualcomm ที่มาพร้อม Redmi K100 Pro

    วงการสมาร์ทโฟนกำลังจะได้พบกับชิปเซ็ตตัวใหม่จาก Qualcomm ที่ชื่อว่า Snapdragon 8 Elite Gen 5V ซึ่งจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการพร้อมกับสมาร์ทโฟน Redmi K100 Pro ในประเทศจีนสัปดาห์หน้า ข้อมูลเบื้องต้นเผยว่าชิปเซ็ตตัวนี้ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ามากขึ้น โดยยังคงประสิทธิภาพการประมวลผล CPU ไว้ใกล้เคียงกับรุ่นพี่ แต่มีการปรับลดประสิทธิภาพของ GPU ลงเล็กน้อย

    Snapdragon 8 Elite Gen 5V คืออะไร?

    Snapdragon 8 Elite Gen 5V (รหัส SM8850-1-AB) เป็นชิปเซ็ตที่ผลิตด้วยกระบวนการ TSMC N3P เช่นเดียวกับชิปเซ็ต Snapdragon 8 Elite Gen 5 รุ่นอื่น ๆ จุดเด่นสำคัญคือการยังคงแกนประมวลผล CPU ความเร็วสูงแบบ Oryon ที่ 4.6GHz ไว้ ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของ CPU โดยรวมยังคงยอดเยี่ยม

    การปรับปรุงในส่วนกราฟิก

    แม้ว่าประสิทธิภาพ CPU จะยังคงโดดเด่น แต่ในส่วนของ GPU นั้น Snapdragon 8 Elite Gen 5V ได้มีการปรับเปลี่ยนมาใช้ Adreno 840 ที่มีการลดทอนประสิทธิภาพลงเล็กน้อย โดยข้อมูลระบุว่าชิปเซ็ตนี้มีสถาปัตยกรรมแบบ "sliced architecture" เช่นเดียวกับชิปเซ็ต Elite รุ่นก่อนหน้า แต่มีเพียง 2 สไลซ์ และมีหน่วยความจำกราฟิกเฉพาะ (dedicated graphics memory) 12MB เท่านั้น

    เมื่อเทียบกับ Snapdragon 8 Elite Gen 5 รุ่นเต็ม ที่มี GPU 3 สไลซ์ และหน่วยความจำ 18MB หรือ Snapdragon Gen 5 ที่มี GPU 2 สไลซ์ แต่ไม่มีหน่วยความจำเฉพาะ การปรับลดนี้อาจส่งผลต่อการประมวลผลกราฟิกที่ซับซ้อน

    ประสิทธิภาพการเล่นเกม

    จากการทดสอบเบื้องต้นโดย Digital Chat Station พบว่า แม้ GPU จะมีการปรับลดลง แต่เกมอย่าง Honor of Kings, Delta Force และ Peacekeeper Elite ยังคงสามารถรันได้อย่างมีเฟรมเรตที่สม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม ในเกมที่ต้องการพลังประมวลผลกราฟิกสูงอย่าง Genshin Impact อาจพบอาการเฟรมเรตตกได้บ้างในบางช่วง

    ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Redmi K100 Pro

    Redmi เองก็ได้มีการเปิดเผยคะแนน Benchmark ของชิปเซ็ตใหม่นี้ และก่อนหน้านี้ได้ทีเซอร์บางส่วนของ Redmi K100 Pro เผยให้เห็นว่าสมาร์ทโฟนรุ่นนี้จะมาพร้อมกับหน้าจอ AMOLED ขนาด 6.59 นิ้ว ที่มีอัตรารีเฟรชสูงถึง 185Hz นอกจากนี้ยังมีข่าวลือเกี่ยวกับแบตเตอรี่ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น แต่ยังไม่มีรายละเอียดที่แน่ชัด

    แนวโน้มในอนาคต

    การมาของ Snapdragon 8 Elite Gen 5V บ่งชี้ถึงแนวโน้มที่ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนจะพยายามหาทางลดต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ต้นทุนส่วนประกอบต่างๆ ทั่วโลกกำลังปรับตัวสูงขึ้น ชิปเซ็ตที่คุ้มค่านี้อาจเป็นที่นิยมและยังคงมีบทบาทในตลาดต่อไป แม้ว่า Qualcomm จะเปิดตัวชิปเซ็ตระดับไฮเอนด์รุ่นใหม่ในอนาคตก็ตาม

    แม้ว่า Redmi K100 Pro อาจจะยังไม่วางจำหน่ายในตลาดสากลในเร็วๆ นี้ แต่การเปิดตัวชิปเซ็ต Snapdragon 8 Elite Gen 5

    ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
    https://www.androidauthority.com/redmi-k100-pro-qualcomm-snapdragon-8-elite-gen-5v-chip-3694293/

    Snapdragon 8 Elite Gen 5V: ชิปเซ็ตใหม่จาก Qualcomm ที่มาพร้อม Redmi K100 Proวงการสมาร์ทโฟนกำลังจะได้พบกับชิปเซ็ตตัวใหม่จาก Qualcomm ที่ชื่อว่า Snapdragon 8 Elite Gen 5V ซึ่งจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการพร้อมกับสมาร์ทโฟน Redmi K100 Pro ในประเทศจีนสัปดาห์หน้า ข้อมูลเบื้องต้นเผยว่าชิปเซ็ตตัวนี้ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ามากขึ้น โดยยังคงประสิทธิภาพการประมวลผล CPU ไว้ใกล้เคียงกับรุ่นพี่ แต่มีการปรับลดประสิทธิภาพของ GPU ลงเล็กน้อยSnapdragon 8 Elite Gen 5V คืออะไร?Snapdragon 8 Elite Gen 5V (รหัส SM8850-1-AB) เป็นชิปเซ็ตที่ผลิตด้วยกระบวนการ TSMC N3P เช่นเดียวกับชิปเซ็ต Snapdragon 8 Elite Gen 5 รุ่นอื่น ๆ จุดเด่นสำคัญคือการยังคงแกนประมวลผล CPU ความเร็วสูงแบบ Oryon ที่ 4.6GHz ไว้ ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของ CPU โดยรวมยังคงยอดเยี่ยมการปรับปรุงในส่วนกราฟิกแม้ว่าประสิทธิภาพ CPU จะยังคงโดดเด่น แต่ในส่วนของ GPU นั้น Snapdragon 8 Elite Gen 5V ได้มีการปรับเปลี่ยนมาใช้ Adreno 840 ที่มีการลดทอนประสิทธิภาพลงเล็กน้อย โดยข้อมูลระบุว่าชิปเซ็ตนี้มีสถาปัตยกรรมแบบ "sliced architecture" เช่นเดียวกับชิปเซ็ต Elite รุ่นก่อนหน้า แต่มีเพียง 2 สไลซ์ และมีหน่วยความจำกราฟิกเฉพาะ (dedicated graphics memory) 12MB เท่านั้นเมื่อเทียบกับ Snapdragon 8 Elite Gen 5 รุ่นเต็ม ที่มี GPU 3 สไลซ์ และหน่วยความจำ 18MB หรือ Snapdragon Gen 5 ที่มี GPU 2 สไลซ์ แต่ไม่มีหน่วยความจำเฉพาะ การปรับลดนี้อาจส่งผลต่อการประมวลผลกราฟิกที่ซับซ้อนประสิทธิภาพการเล่นเกมจากการทดสอบเบื้องต้นโดย Digital Chat Station พบว่า แม้ GPU จะมีการปรับลดลง แต่เกมอย่าง Honor of Kings, Delta Force และ Peacekeeper Elite ยังคงสามารถรันได้อย่างมีเฟรมเรตที่สม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม ในเกมที่ต้องการพลังประมวลผลกราฟิกสูงอย่าง Genshin Impact อาจพบอาการเฟรมเรตตกได้บ้างในบางช่วงข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Redmi K100 ProRedmi เองก็ได้มีการเปิดเผยคะแนน Benchmark ของชิปเซ็ตใหม่นี้ และก่อนหน้านี้ได้ทีเซอร์บางส่วนของ Redmi K100 Pro เผยให้เห็นว่าสมาร์ทโฟนรุ่นนี้จะมาพร้อมกับหน้าจอ AMOLED ขนาด 6.59 นิ้ว ที่มีอัตรารีเฟรชสูงถึง 185Hz นอกจากนี้ยังมีข่าวลือเกี่ยวกับแบตเตอรี่ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น แต่ยังไม่มีรายละเอียดที่แน่ชัดแนวโน้มในอนาคตการมาของ Snapdragon 8 Elite Gen 5V บ่งชี้ถึงแนวโน้มที่ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนจะพยายามหาทางลดต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ต้นทุนส่วนประกอบต่างๆ ทั่วโลกกำลังปรับตัวสูงขึ้น ชิปเซ็ตที่คุ้มค่านี้อาจเป็นที่นิยมและยังคงมีบทบาทในตลาดต่อไป แม้ว่า Qualcomm จะเปิดตัวชิปเซ็ตระดับไฮเอนด์รุ่นใหม่ในอนาคตก็ตามแม้ว่า Redmi K100 Pro อาจจะยังไม่วางจำหน่ายในตลาดสากลในเร็วๆ นี้ แต่การเปิดตัวชิปเซ็ต Snapdragon 8 Elite Gen 5https://www.androidauthority.com/redmi-k100-pro-qualcomm-snapdragon-8-elite-gen-5v-chip-3694293/
    Shared content
    WWW.ANDROIDAUTHORITY.COM
    A less powerful Snapdragon 8 Elite Gen 5 chip is now officially a thing
    We now have some early details on Qualcomm's upcoming Snapdragon 8 Elite Gen 5V chipset, expected to debut with the Redmi K100 Pro in China.
    7 Comments 0 Shares 497 Views 0 Reviews
  • การจดจำใบหน้าในแอปรูปภาพของ Apple: ไม่ใช่ภัยคุกคามความเป็นส่วนตัว แต่กลับเป็นการปกป้องที่ดีกว่า

    เมื่อไม่นานมานี้มีข่าวเกี่ยวกับการฟ้องร้อง Apple มูลค่า 32 พันล้านดอลลาร์ โดยอ้างว่าการจดจำใบหน้าในแอปรูปภาพ (Photos) ของ Apple ละเมิดกฎหมายความเป็นส่วนตัวของรัฐ ซึ่งข่าวนี้อาจทำให้หลายคนสับสนและนำไปเปรียบเทียบกับการใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้าของ Meta (Facebook) ทั้งที่จริงแล้ว แนวทางของทั้งสองบริษัทนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

    บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่าทำไมการจดจำใบหน้าในแอปรูปภาพของ Apple จึงไม่เป็นภัยคุกคามด้านความเป็นส่วนตัว และอาจกล่าวได้ว่าเป็นการปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ด้วยซ้ำ

    ทำความเข้าใจคดีฟ้องร้อง Meta กับการจดจำใบหน้า

    ก่อนอื่น เราต้องย้อนกลับไปดูคดีฟ้องร้อง Meta (Facebook) ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2015 เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่าง Meta ใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้ากับรูปภาพที่ผู้ใช้โพสต์ เพื่อเสนอแนะการแท็กเพื่อน เมื่อคุณแท็กบุคคลในรูปภาพ Facebook จะพยายามจดจำใบหน้าของบุคคลนั้นในรูปภาพอื่นเพื่อเสนอแนะให้แท็ก

    กลุ่มผู้ใช้ Facebook ในรัฐอิลลินอยส์ได้ยื่นฟ้อง Meta โดยอ้างว่าการกระทำดังกล่าวผิดกฎหมายและละเมิด Biometric Information Privacy Act (BIPA) ซึ่งเป็นกฎหมายของรัฐอิลลินอยส์ เนื่องจาก Meta ดำเนินการจดจำใบหน้าบนเซิร์ฟเวอร์ของบริษัท ทำให้สามารถระบุตัวตนของบุคคลได้ ในที่สุด Meta ก็ถูกบังคับให้ยอมความและจ่ายค่าชดเชย 650 ล้านดอลลาร์

    แนวทางที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงของ Apple

    คดีที่ Apple กำลังเผชิญอยู่นั้นก็ถูกฟ้องร้องภายใต้กฎหมาย BIPA เช่นเดียวกัน โดยมีข้อกล่าวหาว่า Apple รวบรวมข้อมูลชีวมิติ (Biometric Information) โดยไม่ได้รับความยินยอม

    อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญของข้อกล่าวหานี้คือ Apple ไม่ได้รวบรวมข้อมูลชีวมิติเพื่อใช้ในการจดจำใบหน้าในแอปรูปภาพเลย ตามที่ Apple ได้อธิบายไว้ในงานวิจัย Machine Learning เมื่อปี 2021 อัลกอริทึมการจดจำใบหน้าทั้งหมดทำงาน บนอุปกรณ์ (On-Device) ของผู้ใช้เท่านั้น

    แอปรูปภาพใช้ชุดอัลกอริทึม Machine Learning ที่ทำงานแบบส่วนตัวบน iPhone ของคุณ เพื่อช่วยในการจัดระเบียบและจัดการรูปภาพ, Live Photos และวิดีโอ อัลกอริทึมพื้นฐานที่ใช้ในการจดจำผู้คนจะพิจารณาจากลักษณะภายนอกที่ปรากฏในภาพ

    สิ่งที่ iPhone ทำคือการบอกว่า "รูปภาพเหล่านี้ปรากฏว่าเป็นของบุคคลคนเดียวกัน" เท่านั้น Apple ไม่ทราบเลยว่าบุคคลนั้นคือใคร ผู้ใช้เท่านั้นที่จะเป็นผู้กำหนดชื่อให้กับบุคคลในรูปภาพได้

    คุณสามารถเพิ่มชื่อให้กับบุคคลในรูปภาพด้วยตนเอง และค้นหาบุคคลนั้นได้ง่ายๆ เพียงพิมพ์ชื่อในแถบการค้นหา

    นโยบายความเป็นส่วนตัวของ Apple เกี่ยวกับรูปภาพก็ยืนยันในเรื่องนี้เช่นกัน

    > "Apple ไม่เข้าถึงรูปภาพหรือวิดีโอของคุณ […] Photos ใช้ On-Device Machine Learning เพื่อส่งมอบ […] ฟีเจอร์ต่างๆ เช่น อัลบั้ม ผู้คนและสัตว์เลี้ยง"

    ทำไมศาลถึงเข้าใจผิด?

    เป็นเรื่องน่าแปลกใจที่คดีฟ้องร้องนี้ดำเนินมานานหลายปี ทั้งที่เพียงแค่การศึกษาข้อมูลเพียงเล็กน้อยก็สามารถแสดงให้เห็นได้ว่าข้อกล่าวหามีความคลาดเคลื่อนอย่างชัดเจน ศาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจะชื่นชมแนวทางของ Apple ในการปกป้องความเป็นส่วนตัว มากกว่าที่จะนำไปเปรียบเทียบกับแนวทางที่ละเมิดความเป็นส่วนตัวของบริษัทอย่าง Meta

    นี่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าศาลและนักกฎหมายอาจยังขาดความเข้าใจในเทคโนโลยีที่ตนเองพยายามกำกับดูแล เช่นเดียวกับกรณีของการเข้ารหัสแบบ End-to-End ที่หลายประเทศพยายามจะสั่งห้ามโดยไม่เข้าใจกลไกการทำงานที่แท้จริง

    แม้จะเข้าใจดีว่าผู้พิพากษาหรือนักการเมืองไม่สามารถเป็นผู้เชี่ยวชาญในทุกสาขาได้ แต่พวกเขาก็สามารถเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญได้ การที่คดีความหรือกฎหมายที่พยายามออกมาสามารถดำเนินไปได้หลายปีโดยที่ไม่มีใครชี้ให้เห็นข้อบกพร่องพื้นฐานเช่นนี้ จึงเป็นเรื่องที่ยากจะอธิบายได้

    สรุป: Apple Photos มุ่งมั่นปกป้องความเป็นส่วนตัวของคุณ

    การจดจำใบหน้าในแอปรูปภาพของ Apple นั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับวิธีการของบริษัทอื่น อัลกอริทึมทำงานบนอุปกรณ์ของคุณเท่านั้น และ Apple ไม่ได้รวบรวมหรือเข้าถึงข้อมูลชีวมิติของคุณ แนวทางนี้ไม่เพียงแต่ไม่ใช่ภัยคุกคาม แต่ยังเป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นของ Apple ในการปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้

    #ApplePhotos #ความเป็นส่วนตัว #เทคโนโลยี

    ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
    https://9to5mac.com/2026/08/04/no-apple-photos-face-recognition-is-not-a-privacy-threat-quite-the-opposite/

    การจดจำใบหน้าในแอปรูปภาพของ Apple: ไม่ใช่ภัยคุกคามความเป็นส่วนตัว แต่กลับเป็นการปกป้องที่ดีกว่าเมื่อไม่นานมานี้มีข่าวเกี่ยวกับการฟ้องร้อง Apple มูลค่า 32 พันล้านดอลลาร์ โดยอ้างว่าการจดจำใบหน้าในแอปรูปภาพ (Photos) ของ Apple ละเมิดกฎหมายความเป็นส่วนตัวของรัฐ ซึ่งข่าวนี้อาจทำให้หลายคนสับสนและนำไปเปรียบเทียบกับการใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้าของ Meta (Facebook) ทั้งที่จริงแล้ว แนวทางของทั้งสองบริษัทนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงบทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่าทำไมการจดจำใบหน้าในแอปรูปภาพของ Apple จึงไม่เป็นภัยคุกคามด้านความเป็นส่วนตัว และอาจกล่าวได้ว่าเป็นการปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ด้วยซ้ำทำความเข้าใจคดีฟ้องร้อง Meta กับการจดจำใบหน้าก่อนอื่น เราต้องย้อนกลับไปดูคดีฟ้องร้อง Meta (Facebook) ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2015 เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่าง Meta ใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้ากับรูปภาพที่ผู้ใช้โพสต์ เพื่อเสนอแนะการแท็กเพื่อน เมื่อคุณแท็กบุคคลในรูปภาพ Facebook จะพยายามจดจำใบหน้าของบุคคลนั้นในรูปภาพอื่นเพื่อเสนอแนะให้แท็กกลุ่มผู้ใช้ Facebook ในรัฐอิลลินอยส์ได้ยื่นฟ้อง Meta โดยอ้างว่าการกระทำดังกล่าวผิดกฎหมายและละเมิด Biometric Information Privacy Act (BIPA) ซึ่งเป็นกฎหมายของรัฐอิลลินอยส์ เนื่องจาก Meta ดำเนินการจดจำใบหน้าบนเซิร์ฟเวอร์ของบริษัท ทำให้สามารถระบุตัวตนของบุคคลได้ ในที่สุด Meta ก็ถูกบังคับให้ยอมความและจ่ายค่าชดเชย 650 ล้านดอลลาร์แนวทางที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงของ Appleคดีที่ Apple กำลังเผชิญอยู่นั้นก็ถูกฟ้องร้องภายใต้กฎหมาย BIPA เช่นเดียวกัน โดยมีข้อกล่าวหาว่า Apple รวบรวมข้อมูลชีวมิติ (Biometric Information) โดยไม่ได้รับความยินยอมอย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญของข้อกล่าวหานี้คือ Apple ไม่ได้รวบรวมข้อมูลชีวมิติเพื่อใช้ในการจดจำใบหน้าในแอปรูปภาพเลย ตามที่ Apple ได้อธิบายไว้ในงานวิจัย Machine Learning เมื่อปี 2021 อัลกอริทึมการจดจำใบหน้าทั้งหมดทำงาน บนอุปกรณ์ (On-Device) ของผู้ใช้เท่านั้นแอปรูปภาพใช้ชุดอัลกอริทึม Machine Learning ที่ทำงานแบบส่วนตัวบน iPhone ของคุณ เพื่อช่วยในการจัดระเบียบและจัดการรูปภาพ, Live Photos และวิดีโอ อัลกอริทึมพื้นฐานที่ใช้ในการจดจำผู้คนจะพิจารณาจากลักษณะภายนอกที่ปรากฏในภาพสิ่งที่ iPhone ทำคือการบอกว่า "รูปภาพเหล่านี้ปรากฏว่าเป็นของบุคคลคนเดียวกัน" เท่านั้น Apple ไม่ทราบเลยว่าบุคคลนั้นคือใคร ผู้ใช้เท่านั้นที่จะเป็นผู้กำหนดชื่อให้กับบุคคลในรูปภาพได้คุณสามารถเพิ่มชื่อให้กับบุคคลในรูปภาพด้วยตนเอง และค้นหาบุคคลนั้นได้ง่ายๆ เพียงพิมพ์ชื่อในแถบการค้นหานโยบายความเป็นส่วนตัวของ Apple เกี่ยวกับรูปภาพก็ยืนยันในเรื่องนี้เช่นกัน> "Apple ไม่เข้าถึงรูปภาพหรือวิดีโอของคุณ […] Photos ใช้ On-Device Machine Learning เพื่อส่งมอบ […] ฟีเจอร์ต่างๆ เช่น อัลบั้ม ผู้คนและสัตว์เลี้ยง"ทำไมศาลถึงเข้าใจผิด?เป็นเรื่องน่าแปลกใจที่คดีฟ้องร้องนี้ดำเนินมานานหลายปี ทั้งที่เพียงแค่การศึกษาข้อมูลเพียงเล็กน้อยก็สามารถแสดงให้เห็นได้ว่าข้อกล่าวหามีความคลาดเคลื่อนอย่างชัดเจน ศาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจะชื่นชมแนวทางของ Apple ในการปกป้องความเป็นส่วนตัว มากกว่าที่จะนำไปเปรียบเทียบกับแนวทางที่ละเมิดความเป็นส่วนตัวของบริษัทอย่าง Metaนี่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าศาลและนักกฎหมายอาจยังขาดความเข้าใจในเทคโนโลยีที่ตนเองพยายามกำกับดูแล เช่นเดียวกับกรณีของการเข้ารหัสแบบ End-to-End ที่หลายประเทศพยายามจะสั่งห้ามโดยไม่เข้าใจกลไกการทำงานที่แท้จริงแม้จะเข้าใจดีว่าผู้พิพากษาหรือนักการเมืองไม่สามารถเป็นผู้เชี่ยวชาญในทุกสาขาได้ แต่พวกเขาก็สามารถเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญได้ การที่คดีความหรือกฎหมายที่พยายามออกมาสามารถดำเนินไปได้หลายปีโดยที่ไม่มีใครชี้ให้เห็นข้อบกพร่องพื้นฐานเช่นนี้ จึงเป็นเรื่องที่ยากจะอธิบายได้สรุป: Apple Photos มุ่งมั่นปกป้องความเป็นส่วนตัวของคุณการจดจำใบหน้าในแอปรูปภาพของ Apple นั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับวิธีการของบริษัทอื่น อัลกอริทึมทำงานบนอุปกรณ์ของคุณเท่านั้น และ Apple ไม่ได้รวบรวมหรือเข้าถึงข้อมูลชีวมิติของคุณ แนวทางนี้ไม่เพียงแต่ไม่ใช่ภัยคุกคาม แต่ยังเป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นของ Apple ในการปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้#ApplePhotos #ความเป็นส่วนตัว #เทคโนโลยีhttps://9to5mac.com/2026/08/04/no-apple-photos-face-recognition-is-not-a-privacy-threat-quite-the-opposite/
    Shared content
    9TO5MAC.COM
    No, Apple Photos face recognition is not a privacy threat – quite the opposite
    We learned yesterday that a judge is allowing a $32B lawsuit to proceed, alleging that Apple Photos face recognition violates...
    3 Comments 0 Shares 511 Views 0 Reviews
  • Android 17 QPR2 Beta 2: มีอะไรใหม่บ้างในการอัปเดตครั้งนี้

    Google เดินหน้าวงจรการทดสอบอย่างต่อเนื่องด้วย Android 17 QPR2 Beta 2 ซึ่งคาดว่าจะเปิดตัวเวอร์ชันเสถียรได้ในเดือนธันวาคม 2026 นี้ การอัปเดตครั้งนี้มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงและฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่น่าสนใจหลายประการ ซึ่งจะช่วยปรับปรุงประสบการณ์การใช้งานให้ดียิ่งขึ้น

    การเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจใน Android 17 QPR2 Beta 2

    ทีมงานได้รวบรวมการเปลี่ยนแปลงและฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่พบใน Android 17 QPR2 Beta 2 โดยอัปเดตล่าสุดจะอยู่ด้านบนสุดของการแสดงรายการนี้

    • ไอคอนแอป Settings ใหม่: ไอคอนสำหรับแอป Settings ได้รับการปรับปรุงให้มีความทันสมัยมากขึ้นแล้ว แม้ว่าผู้ใช้บางส่วนอาจเคยเห็นไอคอนนี้มาก่อนในเวอร์ชัน QPR1 Beta หากทำการติดตั้งใหม่
    • การอัปเดตเวอร์ชัน: จากเดิมที่ Android 17 มีชื่อรหัสว่า "CinnamonBun" ในการอัปเดตครั้งนี้จะถูกอ้างอิงเป็น "DEV"

    อุปกรณ์ที่รองรับการอัปเดต

    หากคุณต้องการติดตั้ง Android 17 QPR2 Beta 2 บนอุปกรณ์ Pixel ที่รองรับ คุณสามารถทำตามคู่มือการติดตั้งทีละขั้นตอนได้ อุปกรณ์ที่รองรับ ได้แก่:

    • Pixel 6a
    • Pixel 7
    • Pixel 7 Pro
    • Pixel 7a
    • Pixel Tablet
    • Pixel Fold
    • Pixel 8
    • Pixel 8 Pro
    • Pixel 8a
    • Pixel 9
    • Pixel 9 Pro
    • Pixel 9 Pro XL
    • Pixel 9 Pro Fold
    • Pixel 9a
    • Pixel 10
    • Pixel 10 Pro
    • Pixel 10 Pro XL
    • Pixel 10 Pro Fold
    • Pixel 10a

    ข้อควรทราบ: อุปกรณ์ Pixel 6 และ Pixel 6 Pro จะไม่ได้รับการอัปเดตนี้ เนื่องจากอุปกรณ์จะสิ้นสุดการสนับสนุนแล้ว และซีรีส์ Android 17 QPR1 Beta จะเป็นเวอร์ชันสุดท้ายสำหรับอุปกรณ์รุ่นดังกล่าว

    สิ่งที่ควรรู้เพิ่มเติม

    Google ไม่ได้ให้รายการแก้ไขข้อผิดพลาด (Bug Fixes) สำหรับ Beta 2 โดยเฉพาะ แต่การอัปเดต Beta แต่ละครั้งมักจะมีการปรับปรุงเสถียรภาพและประสิทธิภาพโดยรวมอยู่เสมอ

    การอัปเดตนี้จะช่วยให้ผู้ใช้ได้สัมผัสกับฟีเจอร์ใหม่ๆ ก่อนใคร ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับนักพัฒนาและผู้ที่ชื่นชอบการทดลองเทคโนโลยีใหม่ๆ ก่อนใคร

    #Android17 #QPR2 #Beta2 #Google

    ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
    https://9to5google.com/2026/08/03/android-17-qpr2-beta-2-everything-new/

    Android 17 QPR2 Beta 2: มีอะไรใหม่บ้างในการอัปเดตครั้งนี้Google เดินหน้าวงจรการทดสอบอย่างต่อเนื่องด้วย Android 17 QPR2 Beta 2 ซึ่งคาดว่าจะเปิดตัวเวอร์ชันเสถียรได้ในเดือนธันวาคม 2026 นี้ การอัปเดตครั้งนี้มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงและฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่น่าสนใจหลายประการ ซึ่งจะช่วยปรับปรุงประสบการณ์การใช้งานให้ดียิ่งขึ้นการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจใน Android 17 QPR2 Beta 2ทีมงานได้รวบรวมการเปลี่ยนแปลงและฟีเจอร์ใหม่ๆ ที่พบใน Android 17 QPR2 Beta 2 โดยอัปเดตล่าสุดจะอยู่ด้านบนสุดของการแสดงรายการนี้ไอคอนแอป Settings ใหม่: ไอคอนสำหรับแอป Settings ได้รับการปรับปรุงให้มีความทันสมัยมากขึ้นแล้ว แม้ว่าผู้ใช้บางส่วนอาจเคยเห็นไอคอนนี้มาก่อนในเวอร์ชัน QPR1 Beta หากทำการติดตั้งใหม่การอัปเดตเวอร์ชัน: จากเดิมที่ Android 17 มีชื่อรหัสว่า "CinnamonBun" ในการอัปเดตครั้งนี้จะถูกอ้างอิงเป็น "DEV"อุปกรณ์ที่รองรับการอัปเดตหากคุณต้องการติดตั้ง Android 17 QPR2 Beta 2 บนอุปกรณ์ Pixel ที่รองรับ คุณสามารถทำตามคู่มือการติดตั้งทีละขั้นตอนได้ อุปกรณ์ที่รองรับ ได้แก่:Pixel 6aPixel 7Pixel 7 ProPixel 7aPixel TabletPixel FoldPixel 8Pixel 8 ProPixel 8aPixel 9Pixel 9 ProPixel 9 Pro XLPixel 9 Pro FoldPixel 9aPixel 10Pixel 10 ProPixel 10 Pro XLPixel 10 Pro FoldPixel 10aข้อควรทราบ: อุปกรณ์ Pixel 6 และ Pixel 6 Pro จะไม่ได้รับการอัปเดตนี้ เนื่องจากอุปกรณ์จะสิ้นสุดการสนับสนุนแล้ว และซีรีส์ Android 17 QPR1 Beta จะเป็นเวอร์ชันสุดท้ายสำหรับอุปกรณ์รุ่นดังกล่าวสิ่งที่ควรรู้เพิ่มเติมGoogle ไม่ได้ให้รายการแก้ไขข้อผิดพลาด (Bug Fixes) สำหรับ Beta 2 โดยเฉพาะ แต่การอัปเดต Beta แต่ละครั้งมักจะมีการปรับปรุงเสถียรภาพและประสิทธิภาพโดยรวมอยู่เสมอการอัปเดตนี้จะช่วยให้ผู้ใช้ได้สัมผัสกับฟีเจอร์ใหม่ๆ ก่อนใคร ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับนักพัฒนาและผู้ที่ชื่นชอบการทดลองเทคโนโลยีใหม่ๆ ก่อนใคร#Android17 #QPR2 #Beta2 #Googlehttps://9to5google.com/2026/08/03/android-17-qpr2-beta-2-everything-new/
    Shared content
    9TO5GOOGLE.COM
    Here's everything new in Android 17 QPR2 Beta 2 [Gallery]
    Google is continuing the preview cycle today with Android 17 QPR2 Beta 2, which should see a stable launch in December 2026.
    6 Comments 0 Shares 532 Views 0 Reviews
  • เครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ท All-in-One: แบรนด์ไหนอึดทนทาน สำหรับคนใช้น้อย? ใช้งานนานแค่ไหนถึงจะคุ้ม?

    การเลือกซื้อเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทแบบ All-in-One (พิมพ์, ถ่ายเอกสาร, สแกน) มาใช้งานที่บ้านเป็นเรื่องที่หลายคนคิดหนัก โดยเฉพาะเมื่อมีปัจจัยเรื่อง "การใช้งานน้อย" เข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้หลายคนกังวลว่าเครื่องพิมพ์จะทนทานแค่ไหน จะมีปัญหาจุกจิกตามมาหรือไม่ และแบรนด์ไหนที่น่าจะอึดที่สุดระหว่าง Canon, Epson, HP และ Brother วันนี้เราจะมาเจาะลึกประเด็นนี้กันครับ

    ทำไมการใช้งานน้อยถึงเป็นปัจจัยสำคัญ?

    เครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทหลายรุ่นถูกออกแบบมาสำหรับการใช้งานที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ เมื่อเราใช้งานน้อยหรือไม่ค่อยได้เปิดเครื่องนานๆ อาจเกิดปัญหาเหล่านี้ได้:

    • หัวพิมพ์อุดตัน: น้ำหมึกที่ค้างอยู่ในหัวพิมพ์อาจแห้งและอุดตัน ทำให้พิมพ์งานสีเพี้ยน หรือพิมพ์ไม่ออก
    • อายุการใช้งานของชิ้นส่วน: ชิ้นส่วนบางอย่างอาจเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา แม้จะไม่ได้ใช้งานหนักก็ตาม
    • ปัญหาจากระบบหมึก: ระบบหมึกแบบแทงค์ (Ink Tank) แม้จะประหยัดหมึก แต่หากไม่ได้ใช้งานตามรอบที่กำหนด อาจมีปัญหาเรื่องหมึกแห้ง หรืออากาศเข้าสู่ระบบได้

    ความอึดของแต่ละแบรนด์: Canon, Epson, HP, Brother

    การประเมินความอึดของเครื่องพิมพ์นั้นซับซ้อน เพราะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งรุ่นของเครื่อง, การดูแลรักษา, สภาพแวดล้อม และลักษณะการใช้งานจริง อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์ของผู้ใช้งานทั่วไปและข้อมูลที่รวบรวมได้ สามารถให้ภาพรวมได้ดังนี้ครับ

    Canon

    • จุดเด่น: มักมีคุณภาพงานพิมพ์ภาพถ่ายที่ดี สีสันสดใส หลายรุ่นมีระบบหัวพิมพ์ที่ค่อนข้างทนทานต่อการอุดตันในระดับหนึ่ง
    • ข้อควรพิจารณา: ในรุ่นที่เน้นราคาถูก อาจเจอปัญหาหัวพิมพ์ตันได้หากไม่ค่อยได้ใช้งาน การเปลี่ยนอะไหล่บางชิ้นอาจมีราคาสูง

    Epson

    • จุดเด่น: โดดเด่นเรื่องคุณภาพการพิมพ์ภาพถ่ายและสีสันที่แม่นยำ หัวพิมพ์ PrecisionCore ของ Epson หลายรุ่นมีความทนทานสูง และมีเทคโนโลยีที่ช่วยลดการอุดตันได้ดี
    • ข้อควรพิจารณา: ราคาเครื่องอาจสูงกว่าบางแบรนด์ในสเปกที่ใกล้เคียงกัน บางรุ่นอาจมีเสียงดังขณะทำงาน

    HP

    • จุดเด่น: มีรุ่นที่หลากหลาย ตั้งแต่ราคาประหยัดไปจนถึงรุ่นที่เน้นประสิทธิภาพ การเชื่อมต่อไร้สายมักทำได้ดี
    • ข้อควรพิจารณา: ในอดีต HP เคยมีปัญหาเรื่องหัวพิมพ์ตันได้ง่ายในบางรุ่น (โดยเฉพาะรุ่นที่ใช้หมึกแบบตลับ) แต่ในรุ่น Ink Tank หลังๆ มีการปรับปรุงให้ดีขึ้น การหาซื้อหมึกแท้บางครั้งอาจมีราคาสูง

    Brother

    • จุดเด่น: มักเน้นความทนทานของเครื่องพิมพ์สำหรับการใช้งานแบบสำนักงาน ราคาหมึกแท้มักสมเหตุสมผล การเปลี่ยนอะไหล่บางชิ้นทำได้ง่าย
    • ข้อควรพิจารณา: คุณภาพการพิมพ์ภาพถ่ายอาจไม่โดดเด่นเท่า Canon หรือ Epson แต่สำหรับการพิมพ์เอกสารทั่วไปถือว่าดีเยี่ยม

    เครื่องพิมพ์ Ink Tank เหมาะกับคนใช้น้อยจริงหรือ?

    เครื่องพิมพ์ Ink Tank (แทงค์หมึก) มีข้อดีคือ ต้นทุนการพิมพ์ต่อแผ่นถูกมาก เนื่องจากซื้อหมึกเป็นขวดมาเติมได้เลย ซึ่งเหมาะมากหากคุณพิมพ์งานจำนวนมาก แต่สำหรับคนใช้น้อย การเลือกเครื่องพิมพ์ Ink Tank ก็ยังมีข้อที่ต้องพิจารณา:

    • ความเสี่ยงหัวพิมพ์อุดตัน: หากปล่อยเครื่องทิ้งไว้นานมากๆ โดยไม่เปิดเครื่องพิมพ์ หรือสั่งพิมพ์ทดสอบหัวพิมพ์ (Head Cleaning) เป็นประจำ ก็ยังมีโอกาสที่หัวพิมพ์จะอุดตันได้
    • อายุการใช้งานของเครื่อง: เครื่องพิมพ์ทุกชนิดมีอายุการใช้งาน การใช้งานน้อยไม่ได้หมายความว่าจะไม่เสื่อมสภาพเลย ชิ้นส่วนต่างๆ ก็ยังคงมีการเสื่อมสภาพตามกาลเวลา

    คำแนะนำสำหรับคนใช้น้อย

    1. เลือกแบรนด์ที่ไว้ใจได้: พิจารณาจากรีวิวและชื่อเสียงด้านความทนทานของแบรนด์ที่คุณสนใจ (ตามที่กล่าวข้างต้น)
    2. ตั้งค่าการพิมพ์ทดสอบหัวพิมพ์อัตโนมัติ: เครื่องพิมพ์รุ่นใหม่ๆ หลายรุ่นสามารถตั้งค่าให้เครื่องพิมพ์ทำการล้างหัวพิมพ์ (Head Cleaning) หรือพิมพ์ทดสอบหัวพิมพ์ (Nozzle Check) เป็นระยะๆ โดยอัตโนมัติได้ ลองตรวจสอบฟังก์ชันนี้ในรุ่นที่คุณสนใจ
    3. เปิดเครื่องและพิมพ์อย่างน้อย 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์: การเปิดเครื่องและสั่งพิมพ์อะไรสักหน้า (อาจจะเป็นหน้าทดสอบ หรือหน้าสี) สัปดาห์ละครั้ง จะช่วยรักษาให้หัวพิมพ์ไม่แห้งและอุดตัน
    4. ใช้หมึกแท้: เพื่อคุณภาพและความทนทานของหัวพิมพ์ ควรเลือกใช้หมึกแท้ของแบรนด์นั้นๆ
    5. พิจารณารุ่นที่เน้นความทนทาน: หากงบประมาณเอื้ออำนวย ลองเลือกรุ่นที่ออกแบบมาเพื่อการใช้งานที่หนักขึ้นเล็กน้อย (เช่น รุ่นที่ระบุว่าเหมาะสำหรับสำนักงานขนาดเล็ก) มักจะมีชิ้นส่วนที่ทนทานกว่า
    6. ศึกษาคู่มือ: อ่านคู่มือการใช้งานอย่างละเอียด โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับการดูแลรักษาและการแก้ปัญหาเบื้องต้น

    สรุป: แบรนด์ไหนอึดสุด?

    ไม่มีคำตอบตายตัวว่าแบรนด์ไหน "อึดที่สุด" แบบ 100% ครับ แต่โดยทั่วไปแล้ว Epson และ Brother มักจะถูกพูดถึงในเรื่องความทนทานของหัวพิมพ์และตัวเครื่องในระยะยาว Canon ก็เป็นตัวเลือกที่ดีและมีคุณภาพ แต่ต้องใส่ใจเรื่องการดูแลหัวพิมพ์เป็นพิเศษ ส่วน HP ก็มีพัฒนาการที่ดีขึ้นมากในรุ่นหลังๆ

    สิ่งสำคัญที่สุดคือ การดูแลรักษาและการใช้งานที่ถูกวิธี หากคุณใช้เครื่องพิมพ์น้อยจริงๆ การตั้งค่าให้เครื่องพิมพ์ดูแลตัวเองอัตโนมัติ และการเปิดเครื่องพิมพ์สัปดาห์ละครั้ง จะช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องพิมพ์ทุกแบรนด์ได้อย่างมีนัยสำคัญครับ

    #เครื่องพิมพ์ #ปริ้นเตอร์ #อิงค์เจ็ท #AllinOne #Canon #Epson #HP #Brother

    ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
    https://pantip.com/topic/40195439

    เครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ท All-in-One: แบรนด์ไหนอึดทนทาน สำหรับคนใช้น้อย? ใช้งานนานแค่ไหนถึงจะคุ้ม?การเลือกซื้อเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทแบบ All-in-One (พิมพ์, ถ่ายเอกสาร, สแกน) มาใช้งานที่บ้านเป็นเรื่องที่หลายคนคิดหนัก โดยเฉพาะเมื่อมีปัจจัยเรื่อง "การใช้งานน้อย" เข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้หลายคนกังวลว่าเครื่องพิมพ์จะทนทานแค่ไหน จะมีปัญหาจุกจิกตามมาหรือไม่ และแบรนด์ไหนที่น่าจะอึดที่สุดระหว่าง Canon, Epson, HP และ Brother วันนี้เราจะมาเจาะลึกประเด็นนี้กันครับทำไมการใช้งานน้อยถึงเป็นปัจจัยสำคัญ?เครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทหลายรุ่นถูกออกแบบมาสำหรับการใช้งานที่ค่อนข้างสม่ำเสมอ เมื่อเราใช้งานน้อยหรือไม่ค่อยได้เปิดเครื่องนานๆ อาจเกิดปัญหาเหล่านี้ได้:หัวพิมพ์อุดตัน: น้ำหมึกที่ค้างอยู่ในหัวพิมพ์อาจแห้งและอุดตัน ทำให้พิมพ์งานสีเพี้ยน หรือพิมพ์ไม่ออกอายุการใช้งานของชิ้นส่วน: ชิ้นส่วนบางอย่างอาจเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา แม้จะไม่ได้ใช้งานหนักก็ตามปัญหาจากระบบหมึก: ระบบหมึกแบบแทงค์ (Ink Tank) แม้จะประหยัดหมึก แต่หากไม่ได้ใช้งานตามรอบที่กำหนด อาจมีปัญหาเรื่องหมึกแห้ง หรืออากาศเข้าสู่ระบบได้ความอึดของแต่ละแบรนด์: Canon, Epson, HP, Brotherการประเมินความอึดของเครื่องพิมพ์นั้นซับซ้อน เพราะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งรุ่นของเครื่อง, การดูแลรักษา, สภาพแวดล้อม และลักษณะการใช้งานจริง อย่างไรก็ตาม จากประสบการณ์ของผู้ใช้งานทั่วไปและข้อมูลที่รวบรวมได้ สามารถให้ภาพรวมได้ดังนี้ครับCanonจุดเด่น: มักมีคุณภาพงานพิมพ์ภาพถ่ายที่ดี สีสันสดใส หลายรุ่นมีระบบหัวพิมพ์ที่ค่อนข้างทนทานต่อการอุดตันในระดับหนึ่งข้อควรพิจารณา: ในรุ่นที่เน้นราคาถูก อาจเจอปัญหาหัวพิมพ์ตันได้หากไม่ค่อยได้ใช้งาน การเปลี่ยนอะไหล่บางชิ้นอาจมีราคาสูงEpsonจุดเด่น: โดดเด่นเรื่องคุณภาพการพิมพ์ภาพถ่ายและสีสันที่แม่นยำ หัวพิมพ์ PrecisionCore ของ Epson หลายรุ่นมีความทนทานสูง และมีเทคโนโลยีที่ช่วยลดการอุดตันได้ดีข้อควรพิจารณา: ราคาเครื่องอาจสูงกว่าบางแบรนด์ในสเปกที่ใกล้เคียงกัน บางรุ่นอาจมีเสียงดังขณะทำงานHPจุดเด่น: มีรุ่นที่หลากหลาย ตั้งแต่ราคาประหยัดไปจนถึงรุ่นที่เน้นประสิทธิภาพ การเชื่อมต่อไร้สายมักทำได้ดีข้อควรพิจารณา: ในอดีต HP เคยมีปัญหาเรื่องหัวพิมพ์ตันได้ง่ายในบางรุ่น (โดยเฉพาะรุ่นที่ใช้หมึกแบบตลับ) แต่ในรุ่น Ink Tank หลังๆ มีการปรับปรุงให้ดีขึ้น การหาซื้อหมึกแท้บางครั้งอาจมีราคาสูงBrotherจุดเด่น: มักเน้นความทนทานของเครื่องพิมพ์สำหรับการใช้งานแบบสำนักงาน ราคาหมึกแท้มักสมเหตุสมผล การเปลี่ยนอะไหล่บางชิ้นทำได้ง่ายข้อควรพิจารณา: คุณภาพการพิมพ์ภาพถ่ายอาจไม่โดดเด่นเท่า Canon หรือ Epson แต่สำหรับการพิมพ์เอกสารทั่วไปถือว่าดีเยี่ยมเครื่องพิมพ์ Ink Tank เหมาะกับคนใช้น้อยจริงหรือ?เครื่องพิมพ์ Ink Tank (แทงค์หมึก) มีข้อดีคือ ต้นทุนการพิมพ์ต่อแผ่นถูกมาก เนื่องจากซื้อหมึกเป็นขวดมาเติมได้เลย ซึ่งเหมาะมากหากคุณพิมพ์งานจำนวนมาก แต่สำหรับคนใช้น้อย การเลือกเครื่องพิมพ์ Ink Tank ก็ยังมีข้อที่ต้องพิจารณา:ความเสี่ยงหัวพิมพ์อุดตัน: หากปล่อยเครื่องทิ้งไว้นานมากๆ โดยไม่เปิดเครื่องพิมพ์ หรือสั่งพิมพ์ทดสอบหัวพิมพ์ (Head Cleaning) เป็นประจำ ก็ยังมีโอกาสที่หัวพิมพ์จะอุดตันได้อายุการใช้งานของเครื่อง: เครื่องพิมพ์ทุกชนิดมีอายุการใช้งาน การใช้งานน้อยไม่ได้หมายความว่าจะไม่เสื่อมสภาพเลย ชิ้นส่วนต่างๆ ก็ยังคงมีการเสื่อมสภาพตามกาลเวลาคำแนะนำสำหรับคนใช้น้อยเลือกแบรนด์ที่ไว้ใจได้: พิจารณาจากรีวิวและชื่อเสียงด้านความทนทานของแบรนด์ที่คุณสนใจ (ตามที่กล่าวข้างต้น)ตั้งค่าการพิมพ์ทดสอบหัวพิมพ์อัตโนมัติ: เครื่องพิมพ์รุ่นใหม่ๆ หลายรุ่นสามารถตั้งค่าให้เครื่องพิมพ์ทำการล้างหัวพิมพ์ (Head Cleaning) หรือพิมพ์ทดสอบหัวพิมพ์ (Nozzle Check) เป็นระยะๆ โดยอัตโนมัติได้ ลองตรวจสอบฟังก์ชันนี้ในรุ่นที่คุณสนใจเปิดเครื่องและพิมพ์อย่างน้อย 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์: การเปิดเครื่องและสั่งพิมพ์อะไรสักหน้า (อาจจะเป็นหน้าทดสอบ หรือหน้าสี) สัปดาห์ละครั้ง จะช่วยรักษาให้หัวพิมพ์ไม่แห้งและอุดตันใช้หมึกแท้: เพื่อคุณภาพและความทนทานของหัวพิมพ์ ควรเลือกใช้หมึกแท้ของแบรนด์นั้นๆพิจารณารุ่นที่เน้นความทนทาน: หากงบประมาณเอื้ออำนวย ลองเลือกรุ่นที่ออกแบบมาเพื่อการใช้งานที่หนักขึ้นเล็กน้อย (เช่น รุ่นที่ระบุว่าเหมาะสำหรับสำนักงานขนาดเล็ก) มักจะมีชิ้นส่วนที่ทนทานกว่าศึกษาคู่มือ: อ่านคู่มือการใช้งานอย่างละเอียด โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับการดูแลรักษาและการแก้ปัญหาเบื้องต้นสรุป: แบรนด์ไหนอึดสุด?ไม่มีคำตอบตายตัวว่าแบรนด์ไหน "อึดที่สุด" แบบ 100% ครับ แต่โดยทั่วไปแล้ว Epson และ Brother มักจะถูกพูดถึงในเรื่องความทนทานของหัวพิมพ์และตัวเครื่องในระยะยาว Canon ก็เป็นตัวเลือกที่ดีและมีคุณภาพ แต่ต้องใส่ใจเรื่องการดูแลหัวพิมพ์เป็นพิเศษ ส่วน HP ก็มีพัฒนาการที่ดีขึ้นมากในรุ่นหลังๆสิ่งสำคัญที่สุดคือ การดูแลรักษาและการใช้งานที่ถูกวิธี หากคุณใช้เครื่องพิมพ์น้อยจริงๆ การตั้งค่าให้เครื่องพิมพ์ดูแลตัวเองอัตโนมัติ และการเปิดเครื่องพิมพ์สัปดาห์ละครั้ง จะช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องพิมพ์ทุกแบรนด์ได้อย่างมีนัยสำคัญครับ#เครื่องพิมพ์ #ปริ้นเตอร์ #อิงค์เจ็ท #AllinOne #Canon #Epson #HP #Brotherhttps://pantip.com/topic/40195439
    Shared content
    PANTIP.COM
    อัตราการอยู่รอดของ multifunction inktank printer [กรณีใช้น้อย] Canon, Epson, HP และ Brother แบรนด์ใดน่าจะอึดสุดคะ
    สวัสดีค่ะ พอดีเราวางแผนจะซื้อ multifunction inkjet printer มาใช้ที่บ้าน มาสักพักใหญ่แล้วค่ะ แต่คิดไม่ตกสักทีว่าจะเลือกแบรนด์ไหน รุ่นอะไร หาดูรีวิวตาม youtube ก็
    5 Comments 0 Shares 570 Views 0 Reviews
  • เปรียบเทียบความร้อน: Galaxy Z Fold 8 Ultra ปะทะ Galaxy S26 Ultra ด้วยกล้องจับความร้อน 🌡️

    เมื่อสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ มาพร้อมกับประสิทธิภาพที่สูงขึ้นเรื่อยๆ สิ่งหนึ่งที่มักจะตามมาคือ "ความร้อน" ที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสมาร์ทโฟนจอพับอย่าง Galaxy Z Fold 8 Ultra ที่หลายคนอาจสงสัยว่ามันจะจัดการกับความร้อนได้ดีแค่ไหน เมื่อเทียบกับสมาร์ทโฟนเรือธงแบบปกติอย่าง Galaxy S26 Ultra ที่มีระบบระบายความร้อนที่ดีกว่า

    บทความนี้จะพาไปไขข้อสงสัยด้วยการทดสอบจริง โดยใช้กล้องจับความร้อน Flir One Pro เพื่อดูว่าเมื่อสมาร์ทโฟนทั้งสองรุ่นทำงานหนักพร้อมกัน ใครจะร้อนกว่ากัน และความร้อนกระจายตัวไปที่ส่วนไหนบ้าง

    การทดสอบวัดอุณหภูมิเบื้องต้น: S26 Ultra นำก่อน 📈

    ในการทดสอบครั้งนี้ ได้นำสมาร์ทโฟน 4 รุ่นมาทดสอบพร้อมกัน คือ Galaxy Z Fold 8 Ultra, Galaxy S26 Ultra, Galaxy Z Fold 7 และ iPhone 17 Pro Max โดยใช้แอปพลิเคชัน 3DMark Solar Bay Extreme Stress Test เพื่อให้เครื่องทำงานหนักอย่างต่อเนื่อง

    • ช่วงเริ่มต้น: Galaxy S26 Ultra เริ่มแสดงอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยแตะที่ประมาณ 30°C (86°F) ภายในเวลาประมาณ 1 นาที ตามมาด้วย iPhone 17 Pro Max ส่วน Galaxy Z Fold 8 Ultra และ Z Fold 7 ในขณะที่ยังพับอยู่ มีอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นช้ากว่าอย่างเห็นได้ชัด
    • การกระจายตัวของความร้อน: Galaxy S26 Ultra มีแนวโน้มที่จะกระจุกตัวความร้อนไว้ที่มุมบนด้านซ้ายของเครื่อง ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับชุดกล้อง ในขณะที่ iPhone 17 Pro Max ความร้อนจะกระจายตัวเป็นบริเวณกว้างบริเวณด้านบนของเครื่อง ซึ่งสอดคล้องกับการออกแบบของแผงกล้องที่ช่วยในการระบายความร้อน
    • หลังผ่านไป 4 นาที: Galaxy S26 Ultra มีอุณหภูมิสูงถึงประมาณ 40°C (104°F) ในขณะที่สมาร์ทโฟนจอพับทั้งสองรุ่นมีอุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 30°C (86°F) เท่านั้น iPhone ก็มีอุณหภูมิใกล้เคียงกับ Samsung
    • หลังผ่านไป 10 นาที: อุณหภูมิของ Galaxy S26 Ultra และ iPhone 17 Pro Max บางส่วนเกิน 40°C (104°F) ไปแล้ว ในขณะที่สมาร์ทโฟนจอพับยังคงอยู่ที่ประมาณ 35-37°C (95-99°F) โดยความร้อนส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ที่ครึ่งบนของเครื่อง

    เมื่อสัมผัสหลังการทดสอบ Galaxy S26 Ultra รู้สึกได้ถึงความร้อนมากที่สุด โดยเฉพาะบริเวณรอบๆ กล้อง แม้จะไม่ถึงกับร้อนจนลวกมือ แต่ก็รู้สึกได้ถึงความร้อนที่ไม่อยากสัมผัสนานๆ ส่วน iPhone ก็ร้อนรองลงมา ในขณะที่สมาร์ทโฟนจอพับแทบไม่รู้สึกถึงความแตกต่างจากปกติ

    เมื่อกางออก: ความร้อนที่แตกต่างของ Z Fold 8 Ultra ☀️

    การทดสอบต่อไปคือการกางสมาร์ทโฟนจอพับออก แล้วทำการทดสอบ Stress Test อีกครั้ง ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

    • ความร้อนที่พุ่งสูง: ทันทีที่เริ่มการทดสอบ ความร้อนได้พุ่งออกมาจากทั้งสองรุ่นจอพับ โดยเฉพาะบริเวณมุมบนด้านขวา ซึ่งเป็นที่อยู่ของชุดกล้อง Galaxy Z Fold 8 Ultra มีอุณหภูมิสูงขึ้นเร็วกว่า Z Fold 7 อย่างเห็นได้ชัด
    • อุณหภูมิที่พุ่งทะลุ: เพียง 20 วินาที อุณหภูมิก็ทะลุ 30°C (89°F) ไปแล้ว และภายใน 1 นาที Galaxy Z Fold 8 Ultra ก็มีอุณหภูมิเกิน 40°C (104°F) ตามมาด้วย Z Fold 7 ในเวลาต่อมา โดยความร้อนจะกระจุกตัวที่มุมบนด้านขวา ก่อนจะค่อยๆ แผ่กระจายออกไปทั่วทั้งสองส่วนของหน้าจอ
    • จุดสูงสุดของความร้อน: อุณหภูมิจะค่อยๆ คงที่อยู่ที่ประมาณ 40°C หรือสูงกว่าเล็กน้อย โดยส่วนใหญ่ความร้อนจะยังคงกระจุกตัวอยู่ที่ด้านขวาของเครื่อง และแทบไม่มีการถ่ายเทความร้อนไปยังด้านซ้ายมากนัก

    ผลการทดสอบนี้อธิบายได้ว่า ทำไมตอนที่ยังพับอยู่ อุณหภูมิถึงขึ้นช้ากว่า เพราะความร้อนส่วนใหญ่จะกระจุกตัวอยู่ที่ด้านหลังของเครื่อง ซึ่งกล้องจับความร้อนอาจจะเก็บรายละเอียดได้ไม่เต็มที่

    ข้อสรุป: ความร้อนที่จัดการต่างกัน 💡

    โดยรวมแล้ว Galaxy Z Fold 8 Ultra สามารถสร้างความร้อนได้มากพอๆ กับ Galaxy S26 Ultra เมื่อต้องทำงานหนักภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน แต่สิ่งที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนคือ วิธีการจัดการความร้อน

    • Galaxy S26 Ultra: มีระบบ Vapor Chamber ที่ช่วยดึงความร้อนไปรวมไว้ที่มุมบนด้านซ้ายของเครื่อง ทำให้ความร้อนกระจุกตัวอยู่ที่จุดเดียว ซึ่งเป็นจุดที่ไม่มีส่วนประกอบสำคัญมากนัก
    • Galaxy Z Fold 8 Ultra: เมื่อกางออก ระบบระบายความร้อนดูเหมือนจะไม่ได้ช่วยดึงความร้อนออกจากชิปเซ็ตหรือแบตเตอรี่โดยตรง ความร้อนจึงมีแนวโน้มที่จะกระจายตัวออกไปทั่วทั้งเครื่อง โดยเฉพาะด้านขวา ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพและอายุการใช้งานของอุปกรณ์ในระยะยาว หากต้องทำงานหนักเป็นเวลานาน

    อย่างไรก็ตาม การทดสอบนี้ทำภายใต้เงื่อนไข Stress Test เท่านั้น การใช้งานจริงในแต่ละวันอาจมีผลลัพธ์ที่แตกต่างกันไป

    คำแนะนำเพิ่มเติมสำหรับการจัดการความร้อน 🛠️

    • หลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรง: ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นใด การโดนแสงแดดโดยตรงจะทำให้เครื่องร้อนเร็วขึ้น
    • หยุดชาร์จเมื่อเครื่องร้อน: การชาร์จไปพร้อมๆ กับการใช้งานหนักจะยิ่งทำให้เครื่องร้อนสะสม
    • ใช้พัดลมหรืออุปกรณ์เสริม: หากต้องใช้งานหนักเป็นเวลานาน การใช้อุปกรณ์ช่วยระบายความร้อน เช่น พัดลมมือถือ หรือแผ่นระบายความร้อน อาจช่วยได้
    • หลีกเลี่ยงการทำให้เครื่องเย็นจัดทันที: การนำเครื่องไปแช่ในตู้เย็นทันทีที่ร้อนจัด อาจทำให้เกิดปัญหาความชื้นและส่งผลเสียต่ออุปกรณ์ได้

    การที่ความร้อนกระจายตัวออกไปทั่วทั้งเครื่อง อาจดูเหมือนไม่ดีเท่าการกระจุกตัวที่จุดเดียว แต่ถ้าความร้อนกระจายไปถึงส่วนประกอบสำคัญต่างๆ ของเครื่องมากเกินไป ก็อาจส่งผลให้ประสิทธิภาพลดลงและอายุการใช้งานสั้นลงได้เช่นกัน

    #GalaxyZFold8Ultra #GalaxyS26Ultra #ทดสอบความร้อน #สมาร์ทโฟน

    ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
    https://www.tomsguide.com/phones/samsung-phones/i-used-a-thermal-camera-to-see-how-hot-the-galaxy-z-fold-8-ultra-gets-compared-to-the-galaxy-s26-ultra-heres-what-happened

    เปรียบเทียบความร้อน: Galaxy Z Fold 8 Ultra ปะทะ Galaxy S26 Ultra ด้วยกล้องจับความร้อน 🌡️เมื่อสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ๆ มาพร้อมกับประสิทธิภาพที่สูงขึ้นเรื่อยๆ สิ่งหนึ่งที่มักจะตามมาคือ "ความร้อน" ที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสมาร์ทโฟนจอพับอย่าง Galaxy Z Fold 8 Ultra ที่หลายคนอาจสงสัยว่ามันจะจัดการกับความร้อนได้ดีแค่ไหน เมื่อเทียบกับสมาร์ทโฟนเรือธงแบบปกติอย่าง Galaxy S26 Ultra ที่มีระบบระบายความร้อนที่ดีกว่าบทความนี้จะพาไปไขข้อสงสัยด้วยการทดสอบจริง โดยใช้กล้องจับความร้อน Flir One Pro เพื่อดูว่าเมื่อสมาร์ทโฟนทั้งสองรุ่นทำงานหนักพร้อมกัน ใครจะร้อนกว่ากัน และความร้อนกระจายตัวไปที่ส่วนไหนบ้างการทดสอบวัดอุณหภูมิเบื้องต้น: S26 Ultra นำก่อน 📈ในการทดสอบครั้งนี้ ได้นำสมาร์ทโฟน 4 รุ่นมาทดสอบพร้อมกัน คือ Galaxy Z Fold 8 Ultra, Galaxy S26 Ultra, Galaxy Z Fold 7 และ iPhone 17 Pro Max โดยใช้แอปพลิเคชัน 3DMark Solar Bay Extreme Stress Test เพื่อให้เครื่องทำงานหนักอย่างต่อเนื่องช่วงเริ่มต้น: Galaxy S26 Ultra เริ่มแสดงอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยแตะที่ประมาณ 30°C (86°F) ภายในเวลาประมาณ 1 นาที ตามมาด้วย iPhone 17 Pro Max ส่วน Galaxy Z Fold 8 Ultra และ Z Fold 7 ในขณะที่ยังพับอยู่ มีอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นช้ากว่าอย่างเห็นได้ชัดการกระจายตัวของความร้อน: Galaxy S26 Ultra มีแนวโน้มที่จะกระจุกตัวความร้อนไว้ที่มุมบนด้านซ้ายของเครื่อง ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับชุดกล้อง ในขณะที่ iPhone 17 Pro Max ความร้อนจะกระจายตัวเป็นบริเวณกว้างบริเวณด้านบนของเครื่อง ซึ่งสอดคล้องกับการออกแบบของแผงกล้องที่ช่วยในการระบายความร้อนหลังผ่านไป 4 นาที: Galaxy S26 Ultra มีอุณหภูมิสูงถึงประมาณ 40°C (104°F) ในขณะที่สมาร์ทโฟนจอพับทั้งสองรุ่นมีอุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 30°C (86°F) เท่านั้น iPhone ก็มีอุณหภูมิใกล้เคียงกับ Samsungหลังผ่านไป 10 นาที: อุณหภูมิของ Galaxy S26 Ultra และ iPhone 17 Pro Max บางส่วนเกิน 40°C (104°F) ไปแล้ว ในขณะที่สมาร์ทโฟนจอพับยังคงอยู่ที่ประมาณ 35-37°C (95-99°F) โดยความร้อนส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ที่ครึ่งบนของเครื่องเมื่อสัมผัสหลังการทดสอบ Galaxy S26 Ultra รู้สึกได้ถึงความร้อนมากที่สุด โดยเฉพาะบริเวณรอบๆ กล้อง แม้จะไม่ถึงกับร้อนจนลวกมือ แต่ก็รู้สึกได้ถึงความร้อนที่ไม่อยากสัมผัสนานๆ ส่วน iPhone ก็ร้อนรองลงมา ในขณะที่สมาร์ทโฟนจอพับแทบไม่รู้สึกถึงความแตกต่างจากปกติเมื่อกางออก: ความร้อนที่แตกต่างของ Z Fold 8 Ultra ☀️การทดสอบต่อไปคือการกางสมาร์ทโฟนจอพับออก แล้วทำการทดสอบ Stress Test อีกครั้ง ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงความร้อนที่พุ่งสูง: ทันทีที่เริ่มการทดสอบ ความร้อนได้พุ่งออกมาจากทั้งสองรุ่นจอพับ โดยเฉพาะบริเวณมุมบนด้านขวา ซึ่งเป็นที่อยู่ของชุดกล้อง Galaxy Z Fold 8 Ultra มีอุณหภูมิสูงขึ้นเร็วกว่า Z Fold 7 อย่างเห็นได้ชัดอุณหภูมิที่พุ่งทะลุ: เพียง 20 วินาที อุณหภูมิก็ทะลุ 30°C (89°F) ไปแล้ว และภายใน 1 นาที Galaxy Z Fold 8 Ultra ก็มีอุณหภูมิเกิน 40°C (104°F) ตามมาด้วย Z Fold 7 ในเวลาต่อมา โดยความร้อนจะกระจุกตัวที่มุมบนด้านขวา ก่อนจะค่อยๆ แผ่กระจายออกไปทั่วทั้งสองส่วนของหน้าจอจุดสูงสุดของความร้อน: อุณหภูมิจะค่อยๆ คงที่อยู่ที่ประมาณ 40°C หรือสูงกว่าเล็กน้อย โดยส่วนใหญ่ความร้อนจะยังคงกระจุกตัวอยู่ที่ด้านขวาของเครื่อง และแทบไม่มีการถ่ายเทความร้อนไปยังด้านซ้ายมากนักผลการทดสอบนี้อธิบายได้ว่า ทำไมตอนที่ยังพับอยู่ อุณหภูมิถึงขึ้นช้ากว่า เพราะความร้อนส่วนใหญ่จะกระจุกตัวอยู่ที่ด้านหลังของเครื่อง ซึ่งกล้องจับความร้อนอาจจะเก็บรายละเอียดได้ไม่เต็มที่ข้อสรุป: ความร้อนที่จัดการต่างกัน 💡โดยรวมแล้ว Galaxy Z Fold 8 Ultra สามารถสร้างความร้อนได้มากพอๆ กับ Galaxy S26 Ultra เมื่อต้องทำงานหนักภายใต้เงื่อนไขเดียวกัน แต่สิ่งที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนคือ วิธีการจัดการความร้อนGalaxy S26 Ultra: มีระบบ Vapor Chamber ที่ช่วยดึงความร้อนไปรวมไว้ที่มุมบนด้านซ้ายของเครื่อง ทำให้ความร้อนกระจุกตัวอยู่ที่จุดเดียว ซึ่งเป็นจุดที่ไม่มีส่วนประกอบสำคัญมากนักGalaxy Z Fold 8 Ultra: เมื่อกางออก ระบบระบายความร้อนดูเหมือนจะไม่ได้ช่วยดึงความร้อนออกจากชิปเซ็ตหรือแบตเตอรี่โดยตรง ความร้อนจึงมีแนวโน้มที่จะกระจายตัวออกไปทั่วทั้งเครื่อง โดยเฉพาะด้านขวา ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพและอายุการใช้งานของอุปกรณ์ในระยะยาว หากต้องทำงานหนักเป็นเวลานานอย่างไรก็ตาม การทดสอบนี้ทำภายใต้เงื่อนไข Stress Test เท่านั้น การใช้งานจริงในแต่ละวันอาจมีผลลัพธ์ที่แตกต่างกันไปคำแนะนำเพิ่มเติมสำหรับการจัดการความร้อน 🛠️หลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรง: ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นใด การโดนแสงแดดโดยตรงจะทำให้เครื่องร้อนเร็วขึ้นหยุดชาร์จเมื่อเครื่องร้อน: การชาร์จไปพร้อมๆ กับการใช้งานหนักจะยิ่งทำให้เครื่องร้อนสะสมใช้พัดลมหรืออุปกรณ์เสริม: หากต้องใช้งานหนักเป็นเวลานาน การใช้อุปกรณ์ช่วยระบายความร้อน เช่น พัดลมมือถือ หรือแผ่นระบายความร้อน อาจช่วยได้หลีกเลี่ยงการทำให้เครื่องเย็นจัดทันที: การนำเครื่องไปแช่ในตู้เย็นทันทีที่ร้อนจัด อาจทำให้เกิดปัญหาความชื้นและส่งผลเสียต่ออุปกรณ์ได้การที่ความร้อนกระจายตัวออกไปทั่วทั้งเครื่อง อาจดูเหมือนไม่ดีเท่าการกระจุกตัวที่จุดเดียว แต่ถ้าความร้อนกระจายไปถึงส่วนประกอบสำคัญต่างๆ ของเครื่องมากเกินไป ก็อาจส่งผลให้ประสิทธิภาพลดลงและอายุการใช้งานสั้นลงได้เช่นกัน#GalaxyZFold8Ultra #GalaxyS26Ultra #ทดสอบความร้อน #สมาร์ทโฟนhttps://www.tomsguide.com/phones/samsung-phones/i-used-a-thermal-camera-to-see-how-hot-the-galaxy-z-fold-8-ultra-gets-compared-to-the-galaxy-s26-ultra-heres-what-happened
    3 Comments 0 Shares 666 Views 0 Reviews
  • RecreateDSKY: สร้างคอมพิวเตอร์นำทางยุค Apollo ด้วย Raspberry Pi

    สำหรับผู้ที่หลงใหลในประวัติศาสตร์อวกาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภารกิจ Apollo ที่นำพามนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์ โปรเจกต์ RecreateDSKY จะทำให้คุณได้สัมผัสกับเทคโนโลยีในยุคนั้นอีกครั้ง ด้วยการจำลองการทำงานของ "DSKY" หรือ Display and Keyboard แผงควบคุมที่นักบินอวกาศใช้สื่อสารกับ Apollo Guidance Computer (AGC) บนยานอวกาศ โดยใช้คอมพิวเตอร์ขนาดเล็กอย่าง Raspberry Pi เป็นหัวใจหลัก

    ทำความรู้จักกับ RecreateDSKY

    RecreateDSKY เป็นส่วนหนึ่งของโปรเจกต์ RecreateApollo ที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างสรรค์และรักษามรดกทางฮาร์ดแวร์ของภารกิจ Apollo โดย RecreateDSKY เน้นไปที่การจำลอง DSKY ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้นักบินอวกาศสามารถป้อนคำสั่งและรับข้อมูลจากการคำนวณของ AGC ได้

    แม้ว่าคอมพิวเตอร์ในยุค 60s อย่าง AGC จะมีความสามารถที่จำกัดเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีปัจจุบัน แต่ก็นับเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของวิศวกรรมศาสตร์ในยุคนั้น โดย AGC เป็นหนึ่งในคอมพิวเตอร์ยุคแรกๆ ที่ใช้ชิป และการพัฒนา AGC ก็กินทรัพยากรชิปของโลกไปถึง 70% ในช่วงพีคของการพัฒนา

    เบื้องหลังการสร้างสรรค์ DSKY ด้วย Raspberry Pi

    หัวใจสำคัญของ RecreateDSKY คือการนำซอฟต์แวร์ VirtualAGC ซึ่งเป็นโปรแกรมจำลองการทำงานของ Apollo Guidance Computer มาทำงานบน Raspberry Pi โดยผู้สร้างได้ออกแบบให้:

    • Raspberry Pi: ทำหน้าที่เป็นหน่วยประมวลผลหลักที่รันซอฟต์แวร์ VirtualAGC
    • Arduinos: ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อระหว่าง Raspberry Pi กับส่วนประกอบอื่นๆ เช่น หน้าจอแสดงผล (Annunciators) และแป้นพิมพ์
    • Python Script: ใช้ในการสื่อสารระหว่าง Raspberry Pi และ Arduinos
    • 3D-Printed Casing: ตัวเคสภายนอกถูกพิมพ์ขึ้นรูปด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ โดยอ้างอิงจากแบบร่างของจริง เพื่อความสมจริงสูงสุด รวมถึงการทำสีให้เหมือนกับคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในภารกิจจริง

    เป้าหมายของการสร้าง RecreateDSKY

    วัตถุประสงค์หลักของ RecreateDSKY ไม่ใช่การสร้างยานอวกาศจำลองเพื่อส่งจรวดขึ้นสู่อวกาศ แต่เป็นการ อนุรักษ์และเชิดชู เทคโนโลยีและฮาร์ดแวร์ที่เคยพา มนุษยชาติก้าวข้ามขีดจำกัดของชั้นบรรยากาศโลก เป็นการเรียนรู้และสัมผัสประวัติศาสตร์ด้วยตนเอง

    เส้นทางสู่เวอร์ชันต่อไป (v2)

    โปรเจกต์นี้ยังคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยผู้สร้างมีแผนที่จะพัฒนาเวอร์ชันที่ 2 (v2) ให้มี การออกแบบที่เรียบง่ายขึ้น คล้ายตัวต่อเลโก้ เพื่อให้ผู้สนใจสามารถประกอบและสร้างสรรค์ได้ง่ายยิ่งขึ้น

    สำหรับผู้ที่สนใจอยากศึกษาการทำงานของ RecreateDSKY เวอร์ชันแรก หรือต้องการดูรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถเข้าไปเยี่ยมชมได้ที่ GitHub repository ของโปรเจกต์ หรือเว็บไซต์ Recreate Apollo

    #Apollo #RaspberryPi #RecreateDSKY #SpaceHistory

    ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
    https://www.xda-developers.com/the-recreatedsky-project-lets-you-remake-apollos-computer-with-a-raspberry-pi/

    RecreateDSKY: สร้างคอมพิวเตอร์นำทางยุค Apollo ด้วย Raspberry Piสำหรับผู้ที่หลงใหลในประวัติศาสตร์อวกาศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภารกิจ Apollo ที่นำพามนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์ โปรเจกต์ RecreateDSKY จะทำให้คุณได้สัมผัสกับเทคโนโลยีในยุคนั้นอีกครั้ง ด้วยการจำลองการทำงานของ "DSKY" หรือ Display and Keyboard แผงควบคุมที่นักบินอวกาศใช้สื่อสารกับ Apollo Guidance Computer (AGC) บนยานอวกาศ โดยใช้คอมพิวเตอร์ขนาดเล็กอย่าง Raspberry Pi เป็นหัวใจหลักทำความรู้จักกับ RecreateDSKYRecreateDSKY เป็นส่วนหนึ่งของโปรเจกต์ RecreateApollo ที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างสรรค์และรักษามรดกทางฮาร์ดแวร์ของภารกิจ Apollo โดย RecreateDSKY เน้นไปที่การจำลอง DSKY ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้นักบินอวกาศสามารถป้อนคำสั่งและรับข้อมูลจากการคำนวณของ AGC ได้แม้ว่าคอมพิวเตอร์ในยุค 60s อย่าง AGC จะมีความสามารถที่จำกัดเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีปัจจุบัน แต่ก็นับเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของวิศวกรรมศาสตร์ในยุคนั้น โดย AGC เป็นหนึ่งในคอมพิวเตอร์ยุคแรกๆ ที่ใช้ชิป และการพัฒนา AGC ก็กินทรัพยากรชิปของโลกไปถึง 70% ในช่วงพีคของการพัฒนาเบื้องหลังการสร้างสรรค์ DSKY ด้วย Raspberry Piหัวใจสำคัญของ RecreateDSKY คือการนำซอฟต์แวร์ VirtualAGC ซึ่งเป็นโปรแกรมจำลองการทำงานของ Apollo Guidance Computer มาทำงานบน Raspberry Pi โดยผู้สร้างได้ออกแบบให้:Raspberry Pi: ทำหน้าที่เป็นหน่วยประมวลผลหลักที่รันซอฟต์แวร์ VirtualAGCArduinos: ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อระหว่าง Raspberry Pi กับส่วนประกอบอื่นๆ เช่น หน้าจอแสดงผล (Annunciators) และแป้นพิมพ์Python Script: ใช้ในการสื่อสารระหว่าง Raspberry Pi และ Arduinos3D-Printed Casing: ตัวเคสภายนอกถูกพิมพ์ขึ้นรูปด้วยเครื่องพิมพ์ 3 มิติ โดยอ้างอิงจากแบบร่างของจริง เพื่อความสมจริงสูงสุด รวมถึงการทำสีให้เหมือนกับคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในภารกิจจริงเป้าหมายของการสร้าง RecreateDSKYวัตถุประสงค์หลักของ RecreateDSKY ไม่ใช่การสร้างยานอวกาศจำลองเพื่อส่งจรวดขึ้นสู่อวกาศ แต่เป็นการ อนุรักษ์และเชิดชู เทคโนโลยีและฮาร์ดแวร์ที่เคยพา มนุษยชาติก้าวข้ามขีดจำกัดของชั้นบรรยากาศโลก เป็นการเรียนรู้และสัมผัสประวัติศาสตร์ด้วยตนเองเส้นทางสู่เวอร์ชันต่อไป (v2)โปรเจกต์นี้ยังคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยผู้สร้างมีแผนที่จะพัฒนาเวอร์ชันที่ 2 (v2) ให้มี การออกแบบที่เรียบง่ายขึ้น คล้ายตัวต่อเลโก้ เพื่อให้ผู้สนใจสามารถประกอบและสร้างสรรค์ได้ง่ายยิ่งขึ้นสำหรับผู้ที่สนใจอยากศึกษาการทำงานของ RecreateDSKY เวอร์ชันแรก หรือต้องการดูรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถเข้าไปเยี่ยมชมได้ที่ GitHub repository ของโปรเจกต์ หรือเว็บไซต์ Recreate Apollo#Apollo #RaspberryPi #RecreateDSKY #SpaceHistoryhttps://www.xda-developers.com/the-recreatedsky-project-lets-you-remake-apollos-computer-with-a-raspberry-pi/
    6 Comments 0 Shares 680 Views 0 Reviews
More Stories