-
จัดการหูฟังบลูทูธเก่าในแอป Find Hub ของ Android ให้ง่ายขึ้น 🎧
เคยไหมที่เปิดแอป Find Hub ใน Android แล้วเจอรายชื่อหูฟังบลูทูธเก่าๆ ที่ไม่ได้ใช้แล้วเต็มไปหมด? แอปนี้มีประโยชน์มากในการตามหาสิ่งของที่หายไป แต่บางทีก็รกเพราะมีอุปกรณ์ที่เคยเชื่อมต่อค้างอยู่ วันนี้ Google ได้เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ที่ช่วยให้คุณลบหูฟังบลูทูธและเอียร์บัดเก่าๆ ออกจากแอป Find Hub ได้แล้ว!
ทำไมการลบอุปกรณ์เก่าถึงสำคัญ?
แอป Find Hub ทำงานโดยเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ Android หรืออุปกรณ์ติดตามที่ผูกกับบัญชี Google ของคุณ ทำให้คุณสามารถค้นหาอุปกรณ์เหล่านั้นได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป คุณอาจมีการเชื่อมต่อหูฟังบลูทูธหลายรุ่น ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้จะยังคงแสดงอยู่ในแอป แม้ว่าคุณจะไม่ได้ใช้งานแล้วก็ตาม การมีอุปกรณ์เก่าค้างอยู่เป็นจำนวนมากอาจทำให้การค้นหาอุปกรณ์ที่ยังใช้งานอยู่จริงทำได้ยากขึ้น
ฟีเจอร์ใหม่: ลบหูฟังบลูทูธออกจาก Find Hub
ก่อนหน้านี้ อุปกรณ์อย่างสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือสมาร์ทวอทช์ จะถูกลบออกจากแอป Find Hub โดยอัตโนมัติเมื่อทำการรีเซ็ตเป็นค่าโรงงาน และอุปกรณ์ติดตามอย่าง Moto Tag หรือ Pebblebee ก็สามารถลบได้ง่ายๆ ผ่านการตั้งค่าของอุปกรณ์นั้นๆ
แต่สำหรับหูฟังและเอียร์บัดบลูทูธ กลับไม่สามารถลบออกได้ง่ายๆ ทำให้รายชื่ออุปกรณ์ในแอปดูรกตาอยู่เสมอ
ล่าสุด Google ได้อัปเดตแอป Find Hub สำหรับ Android อย่างเงียบๆ และเพิ่มตัวเลือกในการ "ลบออกจาก Find Hub" (Remove from Find Hub) สำหรับอุปกรณ์เสียงบลูทูธโดยเฉพาะแล้ว
หาปุ่มลบได้ที่ไหน?
ตำแหน่งของตัวเลือกนี้อาจแตกต่างกันไปเล็กน้อยในแต่ละอุปกรณ์ ตัวอย่างเช่น:
- หูฟัง Sony WH-1000XM6: พบไอคอนการตั้งค่า และมีทางลัด "ลบออกจาก Find Hub" อยู่ที่ด้านล่างของหน้าจอ
- Sony LinkBuds รุ่นเก่า: ทางลัด "ลบออกจาก Find Hub" จะปรากฏบนหน้าจอแรกเลย
แม้จะยังไม่ชัดเจนว่าการจัดวางเมนูมีหลักเกณฑ์อย่างไร แต่ฟีเจอร์นี้ถูกพบในอุปกรณ์หลากหลายรุ่นที่เราได้ทดสอบ เช่น Pixel Buds, Nothing earbuds, JBL speakers, และ OnePlus Buds (RIP) โดยไม่ขึ้นกับรูปแบบเมนูที่ใช้
การอัปเดตที่ผู้ใช้รอคอย
การเปลี่ยนแปลงนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาโดยผู้ใช้ Reddit รายหนึ่งเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และจากความคิดเห็นในโพสต์พบว่า ฟีเจอร์นี้ได้ถูกปล่อยให้กับผู้ใช้ส่วนใหญ่แล้ว ทำให้การจัดการอุปกรณ์ในแอป Find Hub สะดวกสบายยิ่งขึ้น
การอัปเดตนี้ถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ใช้ Android ที่ต้องการรักษาแอป Find Hub ให้เป็นระเบียบและใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพมากที่สุด
#Android #FindHub #BluetoothHeadphones #TechUpdate
ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
https://9to5google.com/2026/07/28/android-find-hub-remove-bluetooth-headphones-update/จัดการหูฟังบลูทูธเก่าในแอป Find Hub ของ Android ให้ง่ายขึ้น 🎧เคยไหมที่เปิดแอป Find Hub ใน Android แล้วเจอรายชื่อหูฟังบลูทูธเก่าๆ ที่ไม่ได้ใช้แล้วเต็มไปหมด? แอปนี้มีประโยชน์มากในการตามหาสิ่งของที่หายไป แต่บางทีก็รกเพราะมีอุปกรณ์ที่เคยเชื่อมต่อค้างอยู่ วันนี้ Google ได้เพิ่มฟีเจอร์ใหม่ที่ช่วยให้คุณลบหูฟังบลูทูธและเอียร์บัดเก่าๆ ออกจากแอป Find Hub ได้แล้ว!ทำไมการลบอุปกรณ์เก่าถึงสำคัญ?แอป Find Hub ทำงานโดยเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ Android หรืออุปกรณ์ติดตามที่ผูกกับบัญชี Google ของคุณ ทำให้คุณสามารถค้นหาอุปกรณ์เหล่านั้นได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป คุณอาจมีการเชื่อมต่อหูฟังบลูทูธหลายรุ่น ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้จะยังคงแสดงอยู่ในแอป แม้ว่าคุณจะไม่ได้ใช้งานแล้วก็ตาม การมีอุปกรณ์เก่าค้างอยู่เป็นจำนวนมากอาจทำให้การค้นหาอุปกรณ์ที่ยังใช้งานอยู่จริงทำได้ยากขึ้นฟีเจอร์ใหม่: ลบหูฟังบลูทูธออกจาก Find Hubก่อนหน้านี้ อุปกรณ์อย่างสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือสมาร์ทวอทช์ จะถูกลบออกจากแอป Find Hub โดยอัตโนมัติเมื่อทำการรีเซ็ตเป็นค่าโรงงาน และอุปกรณ์ติดตามอย่าง Moto Tag หรือ Pebblebee ก็สามารถลบได้ง่ายๆ ผ่านการตั้งค่าของอุปกรณ์นั้นๆแต่สำหรับหูฟังและเอียร์บัดบลูทูธ กลับไม่สามารถลบออกได้ง่ายๆ ทำให้รายชื่ออุปกรณ์ในแอปดูรกตาอยู่เสมอล่าสุด Google ได้อัปเดตแอป Find Hub สำหรับ Android อย่างเงียบๆ และเพิ่มตัวเลือกในการ "ลบออกจาก Find Hub" (Remove from Find Hub) สำหรับอุปกรณ์เสียงบลูทูธโดยเฉพาะแล้วหาปุ่มลบได้ที่ไหน?ตำแหน่งของตัวเลือกนี้อาจแตกต่างกันไปเล็กน้อยในแต่ละอุปกรณ์ ตัวอย่างเช่น:หูฟัง Sony WH-1000XM6: พบไอคอนการตั้งค่า และมีทางลัด "ลบออกจาก Find Hub" อยู่ที่ด้านล่างของหน้าจอSony LinkBuds รุ่นเก่า: ทางลัด "ลบออกจาก Find Hub" จะปรากฏบนหน้าจอแรกเลยแม้จะยังไม่ชัดเจนว่าการจัดวางเมนูมีหลักเกณฑ์อย่างไร แต่ฟีเจอร์นี้ถูกพบในอุปกรณ์หลากหลายรุ่นที่เราได้ทดสอบ เช่น Pixel Buds, Nothing earbuds, JBL speakers, และ OnePlus Buds (RIP) โดยไม่ขึ้นกับรูปแบบเมนูที่ใช้การอัปเดตที่ผู้ใช้รอคอยการเปลี่ยนแปลงนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาโดยผู้ใช้ Reddit รายหนึ่งเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และจากความคิดเห็นในโพสต์พบว่า ฟีเจอร์นี้ได้ถูกปล่อยให้กับผู้ใช้ส่วนใหญ่แล้ว ทำให้การจัดการอุปกรณ์ในแอป Find Hub สะดวกสบายยิ่งขึ้นการอัปเดตนี้ถือเป็นข่าวดีสำหรับผู้ใช้ Android ที่ต้องการรักษาแอป Find Hub ให้เป็นระเบียบและใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพมากที่สุด#Android #FindHub #BluetoothHeadphones #TechUpdatehttps://9to5google.com/2026/07/28/android-find-hub-remove-bluetooth-headphones-update/
9TO5GOOGLE.COMAndroid's Find Hub app now lets you remove old Bluetooth headphones & earbudsThe Find Hub app on Android is super useful for tracking down lost gear through the use of trackers or...2 Comments 0 Shares 40 Views 0 Reviews-
วิชัย เกิดดีดีเลย ไม่ต้องรกแอปแล้ว จัดการง่ายขึ้นเยอะดีเลย ไม่ต้องรกแอปแล้ว จัดการง่ายขึ้นเยอะ
-
React
- Reply
- 2026-07-28 20:04:00
-
-
พรชัย ยอดเยี่ยมเพิ่งรู้เลยว่าแอป Find Hub ลบหูฟังเก่าได้ด้วยเพิ่งรู้เลยว่าแอป Find Hub ลบหูฟังเก่าได้ด้วย
-
React
- Reply
- 2026-07-28 20:04:00
-
Please log in to like, share and comment! -
รีวิว Tefal Ultrablend Boost: เครื่องปั่นร้อนเย็น 2-in-1 ที่ทำให้เมนูสุขภาพทำง่ายกว่าที่เคย 🍨🥛
ใครว่าการทำเมนูสุขภาพต้องยุ่งยาก? วันนี้ขอแวะมาป้ายยาไอเทมเด็ดสำหรับคนรักสุขภาพและชอบทำอาหารทานเองที่บ้าน นั่นคือ Tefal Ultrablend Boost เครื่องปั่นอเนกประสงค์ที่ไม่ได้มีดีแค่ปั่นธรรมดา แต่ยังสามารถทำอาหารได้ทั้งแบบร้อนและแบบเย็นในเครื่องเดียว! ไม่ว่าจะเป็นน้ำเต้าหู้ร้อนๆ หรือไอศกรีมเย็นชื่นใจ ก็ทำได้ง่ายๆ อย่างไม่น่าเชื่อ
ทำไม Tefal Ultrablend Boost ถึงน่าสนใจ? 🤔
เครื่องปั่นรุ่นนี้มาพร้อมกับคอนเซ็ปต์ "ซื้อ 1 ได้ถึง 2" ตอบโจทย์คนยุคใหม่ที่ต้องการความสะดวกสบายและฟังก์ชันที่หลากหลายในเครื่องเดียว ลองมาดูจุดเด่นที่ทำให้เครื่องนี้เป็นที่น่าจับตามองกันค่ะ
1. ฟังก์ชันร้อน-เย็น ครบจบในเครื่องเดียว 🌡️❄️
นี่คือจุดขายหลักของ Tefal Ultrablend Boost ที่ทำให้แตกต่างจากเครื่องปั่นทั่วไป ด้วยเทคโนโลยีการทำความร้อนในตัว ทำให้คุณสามารถ:
- ทำเมนูร้อน: ไม่ว่าจะเป็นซุปข้นร้อนๆ, น้ำเต้าหู้, นมถั่วเหลือง, หรือแม้กระทั่งโจ๊ก ก็สามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้หม้อตั้งไฟให้ยุ่งยาก เพียงแค่ใส่ส่วนผสมลงไป แล้วเลือกโปรแกรมที่ต้องการ เครื่องก็จะทำความร้อนและปั่นจนส่วนผสมเข้ากันอย่างลงตัว
- ทำเมนูเย็น: แน่นอนว่าในฐานะเครื่องปั่น มันก็ต้องทำเมนูเย็นได้ดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นสมูทตี้, น้ำผักผลไม้ปั่น, หรือแม้กระทั่ง ไอศกรีม แบบโฮมเมด!
2. ประสิทธิภาพการปั่นที่ทรงพลัง 🌪️
ด้วยมอเตอร์ที่แข็งแรงและใบมีดที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ ทำให้ Tefal Ultrablend Boost สามารถปั่นส่วนผสมได้อย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นผักใบเขียวแข็งๆ, น้ำแข็ง, หรือธัญพืช ก็ปั่นได้เนียนนุ่มน่ารับประทาน
3. โปรแกรมอัตโนมัติที่หลากหลาย ⚙️
เครื่องมาพร้อมโปรแกรมสำเร็จรูปที่ตั้งค่ามาให้แล้วสำหรับการทำเมนูต่างๆ ช่วยให้การทำอาหารเป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน เพียงแค่กดเลือกโปรแกรมที่ต้องการ เครื่องก็จะทำงานตามขั้นตอนที่เหมาะสมให้โดยอัตโนมัติ
4. ใช้งานง่าย ทำความสะอาดสะดวก ✨
การออกแบบเน้นความสะดวกสบายในการใช้งานจริง ปุ่มควบคุมไม่ซับซ้อน และเมื่อใช้งานเสร็จ ส่วนประกอบต่างๆ สามารถถอดล้างทำความสะอาดได้ง่าย ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องความยุ่งยากหลังการใช้งาน
เมนูสุขภาพที่ทำได้ง่ายๆ ด้วย Tefal Ultrablend Boost 😋
- น้ำเต้าหู้ / นมถั่วเหลือง: บอกลาการต้มเองที่แสนจะนาน ด้วยเครื่องนี้ คุณสามารถทำน้ำเต้าหู้ร้อนๆ หอมอร่อย ได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว
- สมูทตี้ผลไม้: ผสมผสานผลไม้สด, โยเกิร์ต, และส่วนผสมอื่นๆ เพื่อสร้างสรรค์สมูทตี้สุดสดชื่น
- ซุปผักเพื่อสุขภาพ: ปรุงซุปผักเนื้อเนียนละเอียด อร่อยและได้ประโยชน์เต็มๆ
- ไอศกรีมโฮมเมด: สนุกกับการทำไอศกรีมรสชาติต่างๆ ด้วยส่วนผสมที่คุณเลือกเอง
เหมาะกับใครบ้าง? 🎯
Tefal Ultrablend Boost เหมาะสำหรับ:
- คนรักสุขภาพ: ที่ต้องการทำเมนูเพื่อสุขภาพ ทานเองที่บ้าน ควบคุมปริมาณน้ำตาลและส่วนผสมได้อย่างเต็มที่
- คนที่มีเวลาน้อย: ฟังก์ชันอัตโนมัติช่วยประหยัดเวลาในการเตรียมอาหารได้อย่างมาก
- คนที่ชอบทำอาหาร/ขนม: สามารถสร้างสรรค์เมนูได้หลากหลาย ทั้งเมนูคาวหวาน
- ครอบครัว: โดยเฉพาะบ้านที่มีเด็กเล็ก หรือผู้สูงอายุ ที่ต้องการอาหารที่ย่อยง่ายและมีประโยชน์
ข้อควรพิจารณาก่อนตัดสินใจ 🧐
แม้ว่าเครื่องจะมีความสามารถรอบด้าน แต่ก็มีบางจุดที่ควรพิจารณา:
- ขนาด: เครื่องอาจมีขนาดใหญ่กว่าเครื่องปั่นทั่วไปเล็กน้อย ควรมีพื้นที่เพียงพอในครัว
- ราคา: เครื่องปั่นที่มีฟังก์ชันหลากหลายมักมีราคาสูงกว่าเครื่องปั่นพื้นฐาน
สรุป 🌟
Tefal Ultrablend Boost เป็นเครื่องปั่นร้อนเย็นที่น่าลงทุนสำหรับใครก็ตามที่มองหาความสะดวกสบายในการทำเมนูสุขภาพที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำเต้าหู้ร้อนๆ หรือไอศกรีมเย็นชื่นใจ เครื่องนี้ก็สามารถตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี ด้วยฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครัน ประสิทธิภาพที่ทรงพลัง และการออกแบบที่คำนึงถึงผู้ใช้งาน ทำให้การทำอาหารเพื่อสุขภาพไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
#Tefal #เครื่องปั่น #เครื่องปั่นร้อนเย็น #UltrablendBoost #ทำอาหารสุขภาพ #ไอศกรีมโฮมเมด #น้ำเต้าหู้
ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
https://pantip.com/topic/40232256รีวิว Tefal Ultrablend Boost: เครื่องปั่นร้อนเย็น 2-in-1 ที่ทำให้เมนูสุขภาพทำง่ายกว่าที่เคย 🍨🥛ใครว่าการทำเมนูสุขภาพต้องยุ่งยาก? วันนี้ขอแวะมาป้ายยาไอเทมเด็ดสำหรับคนรักสุขภาพและชอบทำอาหารทานเองที่บ้าน นั่นคือ Tefal Ultrablend Boost เครื่องปั่นอเนกประสงค์ที่ไม่ได้มีดีแค่ปั่นธรรมดา แต่ยังสามารถทำอาหารได้ทั้งแบบร้อนและแบบเย็นในเครื่องเดียว! ไม่ว่าจะเป็นน้ำเต้าหู้ร้อนๆ หรือไอศกรีมเย็นชื่นใจ ก็ทำได้ง่ายๆ อย่างไม่น่าเชื่อทำไม Tefal Ultrablend Boost ถึงน่าสนใจ? 🤔เครื่องปั่นรุ่นนี้มาพร้อมกับคอนเซ็ปต์ "ซื้อ 1 ได้ถึง 2" ตอบโจทย์คนยุคใหม่ที่ต้องการความสะดวกสบายและฟังก์ชันที่หลากหลายในเครื่องเดียว ลองมาดูจุดเด่นที่ทำให้เครื่องนี้เป็นที่น่าจับตามองกันค่ะ1. ฟังก์ชันร้อน-เย็น ครบจบในเครื่องเดียว 🌡️❄️นี่คือจุดขายหลักของ Tefal Ultrablend Boost ที่ทำให้แตกต่างจากเครื่องปั่นทั่วไป ด้วยเทคโนโลยีการทำความร้อนในตัว ทำให้คุณสามารถ:ทำเมนูร้อน: ไม่ว่าจะเป็นซุปข้นร้อนๆ, น้ำเต้าหู้, นมถั่วเหลือง, หรือแม้กระทั่งโจ๊ก ก็สามารถทำได้โดยไม่ต้องใช้หม้อตั้งไฟให้ยุ่งยาก เพียงแค่ใส่ส่วนผสมลงไป แล้วเลือกโปรแกรมที่ต้องการ เครื่องก็จะทำความร้อนและปั่นจนส่วนผสมเข้ากันอย่างลงตัวทำเมนูเย็น: แน่นอนว่าในฐานะเครื่องปั่น มันก็ต้องทำเมนูเย็นได้ดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นสมูทตี้, น้ำผักผลไม้ปั่น, หรือแม้กระทั่ง ไอศกรีม แบบโฮมเมด!2. ประสิทธิภาพการปั่นที่ทรงพลัง 🌪️ด้วยมอเตอร์ที่แข็งแรงและใบมีดที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ ทำให้ Tefal Ultrablend Boost สามารถปั่นส่วนผสมได้อย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นผักใบเขียวแข็งๆ, น้ำแข็ง, หรือธัญพืช ก็ปั่นได้เนียนนุ่มน่ารับประทาน3. โปรแกรมอัตโนมัติที่หลากหลาย ⚙️เครื่องมาพร้อมโปรแกรมสำเร็จรูปที่ตั้งค่ามาให้แล้วสำหรับการทำเมนูต่างๆ ช่วยให้การทำอาหารเป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน เพียงแค่กดเลือกโปรแกรมที่ต้องการ เครื่องก็จะทำงานตามขั้นตอนที่เหมาะสมให้โดยอัตโนมัติ4. ใช้งานง่าย ทำความสะอาดสะดวก ✨การออกแบบเน้นความสะดวกสบายในการใช้งานจริง ปุ่มควบคุมไม่ซับซ้อน และเมื่อใช้งานเสร็จ ส่วนประกอบต่างๆ สามารถถอดล้างทำความสะอาดได้ง่าย ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องความยุ่งยากหลังการใช้งานเมนูสุขภาพที่ทำได้ง่ายๆ ด้วย Tefal Ultrablend Boost 😋น้ำเต้าหู้ / นมถั่วเหลือง: บอกลาการต้มเองที่แสนจะนาน ด้วยเครื่องนี้ คุณสามารถทำน้ำเต้าหู้ร้อนๆ หอมอร่อย ได้ภายในเวลาอันรวดเร็วสมูทตี้ผลไม้: ผสมผสานผลไม้สด, โยเกิร์ต, และส่วนผสมอื่นๆ เพื่อสร้างสรรค์สมูทตี้สุดสดชื่นซุปผักเพื่อสุขภาพ: ปรุงซุปผักเนื้อเนียนละเอียด อร่อยและได้ประโยชน์เต็มๆไอศกรีมโฮมเมด: สนุกกับการทำไอศกรีมรสชาติต่างๆ ด้วยส่วนผสมที่คุณเลือกเองเหมาะกับใครบ้าง? 🎯Tefal Ultrablend Boost เหมาะสำหรับ:คนรักสุขภาพ: ที่ต้องการทำเมนูเพื่อสุขภาพ ทานเองที่บ้าน ควบคุมปริมาณน้ำตาลและส่วนผสมได้อย่างเต็มที่คนที่มีเวลาน้อย: ฟังก์ชันอัตโนมัติช่วยประหยัดเวลาในการเตรียมอาหารได้อย่างมากคนที่ชอบทำอาหาร/ขนม: สามารถสร้างสรรค์เมนูได้หลากหลาย ทั้งเมนูคาวหวานครอบครัว: โดยเฉพาะบ้านที่มีเด็กเล็ก หรือผู้สูงอายุ ที่ต้องการอาหารที่ย่อยง่ายและมีประโยชน์ข้อควรพิจารณาก่อนตัดสินใจ 🧐แม้ว่าเครื่องจะมีความสามารถรอบด้าน แต่ก็มีบางจุดที่ควรพิจารณา:ขนาด: เครื่องอาจมีขนาดใหญ่กว่าเครื่องปั่นทั่วไปเล็กน้อย ควรมีพื้นที่เพียงพอในครัวราคา: เครื่องปั่นที่มีฟังก์ชันหลากหลายมักมีราคาสูงกว่าเครื่องปั่นพื้นฐานสรุป 🌟Tefal Ultrablend Boost เป็นเครื่องปั่นร้อนเย็นที่น่าลงทุนสำหรับใครก็ตามที่มองหาความสะดวกสบายในการทำเมนูสุขภาพที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำเต้าหู้ร้อนๆ หรือไอศกรีมเย็นชื่นใจ เครื่องนี้ก็สามารถตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี ด้วยฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครัน ประสิทธิภาพที่ทรงพลัง และการออกแบบที่คำนึงถึงผู้ใช้งาน ทำให้การทำอาหารเพื่อสุขภาพไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป#Tefal #เครื่องปั่น #เครื่องปั่นร้อนเย็น #UltrablendBoost #ทำอาหารสุขภาพ #ไอศกรีมโฮมเมด #น้ำเต้าหู้https://pantip.com/topic/40232256PANTIP.COM[BR] รีวิวเครื่องปั่นร้อนเย็น Tefal Ultrablend Boost ซื้อ 1 ได้ถึง 2 ทำน้ำเต้าหู้+ไอศกรีมอร่อยอ่ะแฮ่มๆ ขอแว่บเข้าห้องก้นครัว ไม่กลัวหิวกันบ้าง... เพราะวันนี้ดิฉันอยากจะมารีวิวเครื่องปั่นสุดล้ำที่ใช้ทำเมนูรักสุขภาพได้ง่ายๆในเครื่องเดียวทั้งแบบร้อนและแบบเย6 Comments 0 Shares 308 Views 0 Reviews-
ซื้อเครื่องเดียวได้สองฟังก์ชันแบบนี้คุ้มค่ามากเลยซื้อเครื่องเดียวได้สองฟังก์ชันแบบนี้คุ้มค่ามากเลย
-
React
- Reply
- 2026-07-28 17:00:12
-
-
-
การมีฟังก์ชันทั้งร้อนและเย็นในเครื่องเดียวช่วยประหยัดพื้นที่ได้เยอะการมีฟังก์ชันทั้งร้อนและเย็นในเครื่องเดียวช่วยประหยัดพื้นที่ได้เยอะ
-
React
- Reply
- 2026-07-28 17:00:12
-
-
เครื่องเดียวทำได้ทั้งร้อนทั้งเย็นสะดวกมากเลยค่ะเครื่องเดียวทำได้ทั้งร้อนทั้งเย็นสะดวกมากเลยค่ะ
-
React
- Reply
- 2026-07-28 17:00:12
-
-
อยากลองทำไอศกรีมเองบ้าง ดูน่าสนุกอยากลองทำไอศกรีมเองบ้าง ดูน่าสนุก
-
React
- Reply
- 2026-07-28 17:00:12
-
-
Ozlo Sleepbuds 2: นวัตกรรมหูฟังสำหรับคนนอนหลับยาก สบายหู ไม่รบกวนการนอน 🌙
การนอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มอิ่มคือสิ่งสำคัญต่อสุขภาพกายและใจ แต่สำหรับใครหลายคน การจะหลับให้สนิทตลอดคืนนั้นเป็นเรื่องท้าทาย ปัญหาเสียงรบกวนจากภายนอก ไม่ว่าจะเป็นเสียงเพื่อนบ้าน เสียงกรนของคนข้างเตียง หรือแม้แต่เสียงนาฬิกาปลุก ก็ล้วนเป็นอุปสรรคที่ทำให้เราตื่นกลางดึกได้ง่าย ๆ วันนี้เรามีนวัตกรรมที่จะช่วยแก้ปัญหานี้ นั่นคือ Ozlo Sleepbuds 2 หูฟังสำหรับนอนหลับที่ออกแบบมาเพื่อมอบความสบายสูงสุดและช่วยกลบเสียงรบกวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
สบายหู แม้จะนอนตะแคง 😴
ปัญหาคลาสสิกของหูฟังทั่วไปคือการกดทับใบหูเมื่อเราพลิกตัวนอนตะแคง ทำให้รู้สึกเจ็บหรือไม่สบายตัว แต่ Ozlo Sleepbuds 2 ถูกออกแบบมาให้มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา และมีดีไซน์ที่แนบสนิทไปกับใบหู ทำให้คุณสามารถนอนท่าไหนก็ได้ ไม่ว่าจะนอนหงาย หรือนอนตะแคง ก็ไม่รู้สึกเจ็บหรือกดทับใบหูแม้แต่น้อย
กลบเสียงรบกวนอย่างเหนือชั้น 🤫
Ozlo Sleepbuds 2 ไม่ได้มีดีแค่ความสบาย แต่ยังมาพร้อมเทคโนโลยี Noise Masking ที่ออกแบบมาเพื่อกลบเสียงรบกวนที่อาจทำให้คุณตื่นกลางดึกโดยเฉพาะ แทนที่จะพยายามตัดเสียงรบกวน (ANC) ซึ่งอาจไม่เหมาะกับเสียงที่คาดเดาไม่ได้ในตอนกลางคืน เทคโนโลยีนี้จะสร้างเสียงสีขาว (White Noise) หรือเสียงอื่น ๆ ที่ผ่อนคลาย เพื่อกลบเสียงรบกวนจากภายนอก ทำให้คุณหลับได้สนิทต่อเนื่องตลอดคืน ไม่ว่าจะมีเสียงข้างบ้านดังแค่ไหน หรือคนข้าง ๆ กรนเสียงดังเพียงใด ก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป
แบตเตอรี่อึด ใช้งานได้ยาวนาน 🔋
สำหรับรุ่น Sleepbuds 2 นี้ ได้รับการอัปเกรดแบตเตอรี่ให้ใช้งานได้ยาวนานขึ้น โดยสามารถใช้งานได้ถึง 14 ชั่วโมงต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และเคสยังสามารถชาร์จหูฟังได้อีก 2-3 ครั้ง ทำให้คุณมั่นใจได้ว่าจะนอนหลับได้อย่างเต็มอิ่มตลอดคืนโดยไม่ต้องกังวลเรื่องแบตเตอรี่หมด
การเชื่อมต่อ Bluetooth ที่เสถียร 📶
ปัญหาการหลุดของการเชื่อมต่อ Bluetooth ในขณะนอนหลับจะหมดไป ด้วยการเชื่อมต่อที่ได้รับการปรับปรุงให้เสถียรยิ่งขึ้น ทำให้คุณสามารถเพลิดเพลินกับเสียงเพลง เสียงสมาธิ หรือเสียงกล่อมที่ช่วยให้หลับได้ โดยไม่ต้องกังวลว่าการเชื่อมต่อจะขาดหายไประหว่างคืน
คุณภาพเสียงที่คมชัด 🎶
แม้จะเน้นการกลบเสียงรบกวน แต่ Ozlo Sleepbuds 2 ก็ให้คุณภาพเสียงที่คมชัด ทำให้การฟังเสียงเพลง เสียงสมาธิ หรือเสียงธรรมชาติเพื่อการผ่อนคลายนั้นสมจริงและน่าประทับใจยิ่งขึ้น
เซ็นเซอร์อัจฉริยะ ช่วยให้เข้าใจการนอนของคุณมากขึ้น 💡
สิ่งที่ทำให้ Ozlo Sleepbuds 2 แตกต่างอย่างแท้จริง คือเซ็นเซอร์ที่ติดตั้งมาในเคสอัจฉริยะ (Smart Case) ซึ่งสามารถตรวจจับปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ เช่น ระดับแสง อุณหภูมิ และระดับเสียง ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้คุณเข้าใจรูปแบบการนอนหลับของตัวเองได้ดียิ่งขึ้น และค้นหาสาเหตุที่อาจทำให้คุณตื่นกลางดึก เพื่อนำไปปรับปรุงคุณภาพการนอนให้ดีขึ้น
เหมาะกับใครบ้าง? 🤔
- ผู้ที่นอนหลับยาก และมักถูกรบกวนด้วยเสียงจากภายนอก
- ผู้ที่ต้องการฟังเสียงเพื่อช่วยในการนอนหลับ เช่น เสียงธรรมชาติ เสียงสมาธิ หรือเพลงผ่อนคลาย
- นักเดินทาง ที่ต้องการสร้างสภาพแวดล้อมการนอนที่เงียบสงบในทุกที่
- ผู้ที่นอนตะแคง และประสบปัญหาหูฟังทั่วไปกดทับใบหู
ข้อควรพิจารณา 💰
Ozlo Sleepbuds 2 มาพร้อมราคาที่ค่อนข้างสูง ($279) ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่ต้องพิจารณา อย่างไรก็ตาม หากคุณประสบปัญหาการนอนหลับอย่างต่อเนื่อง และเสียงรบกวนเป็นอุปสรรคสำคัญ การลงทุนใน Ozlo Sleepbuds 2 อาจเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเพื่อคุณภาพการนอนที่ดีขึ้นในระยะยาว
สรุป 🌟
Ozlo Sleepbuds 2 คือนวัตกรรมที่ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาการนอนหลับอย่างตรงจุด ด้วยดีไซน์ที่สบายหูแม้จะนอนตะแคง เทคโนโลยี Noise Masking ที่มีประสิทธิภาพ การเชื่อมต่อที่เสถียร แบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนาน และเซ็นเซอร์อัจฉริยะที่ช่วยให้คุณเข้าใจการนอนของตัวเองได้ดีขึ้น แม้ราคาจะสูง แต่สำหรับใครที่กำลังมองหาตัวช่วยที่จะทำให้การนอนหลับของคุณดีขึ้น Ozlo Sleepbuds 2 คือตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
#OzloSleepbuds2 #หูฟังนอนหลับ #แก้ปัญหานอนไม่หลับ #เทคโนโลยีการนอน #SleepTech
ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
https://www.tomsguide.com/wellness/sleep-tech/ozlo-sleepbuds-2Ozlo Sleepbuds 2: นวัตกรรมหูฟังสำหรับคนนอนหลับยาก สบายหู ไม่รบกวนการนอน 🌙การนอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มอิ่มคือสิ่งสำคัญต่อสุขภาพกายและใจ แต่สำหรับใครหลายคน การจะหลับให้สนิทตลอดคืนนั้นเป็นเรื่องท้าทาย ปัญหาเสียงรบกวนจากภายนอก ไม่ว่าจะเป็นเสียงเพื่อนบ้าน เสียงกรนของคนข้างเตียง หรือแม้แต่เสียงนาฬิกาปลุก ก็ล้วนเป็นอุปสรรคที่ทำให้เราตื่นกลางดึกได้ง่าย ๆ วันนี้เรามีนวัตกรรมที่จะช่วยแก้ปัญหานี้ นั่นคือ Ozlo Sleepbuds 2 หูฟังสำหรับนอนหลับที่ออกแบบมาเพื่อมอบความสบายสูงสุดและช่วยกลบเสียงรบกวนได้อย่างมีประสิทธิภาพสบายหู แม้จะนอนตะแคง 😴ปัญหาคลาสสิกของหูฟังทั่วไปคือการกดทับใบหูเมื่อเราพลิกตัวนอนตะแคง ทำให้รู้สึกเจ็บหรือไม่สบายตัว แต่ Ozlo Sleepbuds 2 ถูกออกแบบมาให้มีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา และมีดีไซน์ที่แนบสนิทไปกับใบหู ทำให้คุณสามารถนอนท่าไหนก็ได้ ไม่ว่าจะนอนหงาย หรือนอนตะแคง ก็ไม่รู้สึกเจ็บหรือกดทับใบหูแม้แต่น้อยกลบเสียงรบกวนอย่างเหนือชั้น 🤫Ozlo Sleepbuds 2 ไม่ได้มีดีแค่ความสบาย แต่ยังมาพร้อมเทคโนโลยี Noise Masking ที่ออกแบบมาเพื่อกลบเสียงรบกวนที่อาจทำให้คุณตื่นกลางดึกโดยเฉพาะ แทนที่จะพยายามตัดเสียงรบกวน (ANC) ซึ่งอาจไม่เหมาะกับเสียงที่คาดเดาไม่ได้ในตอนกลางคืน เทคโนโลยีนี้จะสร้างเสียงสีขาว (White Noise) หรือเสียงอื่น ๆ ที่ผ่อนคลาย เพื่อกลบเสียงรบกวนจากภายนอก ทำให้คุณหลับได้สนิทต่อเนื่องตลอดคืน ไม่ว่าจะมีเสียงข้างบ้านดังแค่ไหน หรือคนข้าง ๆ กรนเสียงดังเพียงใด ก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไปแบตเตอรี่อึด ใช้งานได้ยาวนาน 🔋สำหรับรุ่น Sleepbuds 2 นี้ ได้รับการอัปเกรดแบตเตอรี่ให้ใช้งานได้ยาวนานขึ้น โดยสามารถใช้งานได้ถึง 14 ชั่วโมงต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และเคสยังสามารถชาร์จหูฟังได้อีก 2-3 ครั้ง ทำให้คุณมั่นใจได้ว่าจะนอนหลับได้อย่างเต็มอิ่มตลอดคืนโดยไม่ต้องกังวลเรื่องแบตเตอรี่หมดการเชื่อมต่อ Bluetooth ที่เสถียร 📶ปัญหาการหลุดของการเชื่อมต่อ Bluetooth ในขณะนอนหลับจะหมดไป ด้วยการเชื่อมต่อที่ได้รับการปรับปรุงให้เสถียรยิ่งขึ้น ทำให้คุณสามารถเพลิดเพลินกับเสียงเพลง เสียงสมาธิ หรือเสียงกล่อมที่ช่วยให้หลับได้ โดยไม่ต้องกังวลว่าการเชื่อมต่อจะขาดหายไประหว่างคืนคุณภาพเสียงที่คมชัด 🎶แม้จะเน้นการกลบเสียงรบกวน แต่ Ozlo Sleepbuds 2 ก็ให้คุณภาพเสียงที่คมชัด ทำให้การฟังเสียงเพลง เสียงสมาธิ หรือเสียงธรรมชาติเพื่อการผ่อนคลายนั้นสมจริงและน่าประทับใจยิ่งขึ้นเซ็นเซอร์อัจฉริยะ ช่วยให้เข้าใจการนอนของคุณมากขึ้น 💡สิ่งที่ทำให้ Ozlo Sleepbuds 2 แตกต่างอย่างแท้จริง คือเซ็นเซอร์ที่ติดตั้งมาในเคสอัจฉริยะ (Smart Case) ซึ่งสามารถตรวจจับปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ เช่น ระดับแสง อุณหภูมิ และระดับเสียง ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้คุณเข้าใจรูปแบบการนอนหลับของตัวเองได้ดียิ่งขึ้น และค้นหาสาเหตุที่อาจทำให้คุณตื่นกลางดึก เพื่อนำไปปรับปรุงคุณภาพการนอนให้ดีขึ้นเหมาะกับใครบ้าง? 🤔ผู้ที่นอนหลับยาก และมักถูกรบกวนด้วยเสียงจากภายนอกผู้ที่ต้องการฟังเสียงเพื่อช่วยในการนอนหลับ เช่น เสียงธรรมชาติ เสียงสมาธิ หรือเพลงผ่อนคลายนักเดินทาง ที่ต้องการสร้างสภาพแวดล้อมการนอนที่เงียบสงบในทุกที่ผู้ที่นอนตะแคง และประสบปัญหาหูฟังทั่วไปกดทับใบหูข้อควรพิจารณา 💰Ozlo Sleepbuds 2 มาพร้อมราคาที่ค่อนข้างสูง ($279) ซึ่งอาจเป็นปัจจัยที่ต้องพิจารณา อย่างไรก็ตาม หากคุณประสบปัญหาการนอนหลับอย่างต่อเนื่อง และเสียงรบกวนเป็นอุปสรรคสำคัญ การลงทุนใน Ozlo Sleepbuds 2 อาจเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเพื่อคุณภาพการนอนที่ดีขึ้นในระยะยาวสรุป 🌟Ozlo Sleepbuds 2 คือนวัตกรรมที่ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาการนอนหลับอย่างตรงจุด ด้วยดีไซน์ที่สบายหูแม้จะนอนตะแคง เทคโนโลยี Noise Masking ที่มีประสิทธิภาพ การเชื่อมต่อที่เสถียร แบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนาน และเซ็นเซอร์อัจฉริยะที่ช่วยให้คุณเข้าใจการนอนของตัวเองได้ดีขึ้น แม้ราคาจะสูง แต่สำหรับใครที่กำลังมองหาตัวช่วยที่จะทำให้การนอนหลับของคุณดีขึ้น Ozlo Sleepbuds 2 คือตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่ง#OzloSleepbuds2 #หูฟังนอนหลับ #แก้ปัญหานอนไม่หลับ #เทคโนโลยีการนอน #SleepTechhttps://www.tomsguide.com/wellness/sleep-tech/ozlo-sleepbuds-2
WWW.TOMSGUIDE.COMFinally, sleep earbuds that block unwanted noise and don’t hurt side sleepersMost earbuds press painfully into your ear when you roll over. The new Ozlo Sleepbuds 2 sit completely flush — and automatically switch to noise masking sound when you drift off2 Comments 0 Shares 337 Views 0 Reviews-
แบตเตอรี่ใช้ได้นานขึ้น ฟังเสียงกล่อมจนหลับสบายตลอดคืนแบตเตอรี่ใช้ได้นานขึ้น ฟังเสียงกล่อมจนหลับสบายตลอดคืน
-
React
- Reply
- 2026-07-28 16:07:44
-
-
สำหรับคนนอนตะแคงคือดีมาก ไม่เจ็บหูเลยสักนิดสำหรับคนนอนตะแคงคือดีมาก ไม่เจ็บหูเลยสักนิด
-
React
- Reply
- 2026-07-28 16:07:44
-
-
ไม่ต้องง้อระบบนำทางติดรถ! Android Auto และ CarPlay คือคำตอบที่เหนือกว่า
การมีระบบนำทางในรถยนต์ (In-car Navigation) เคยเป็นฟีเจอร์สุดหรูที่หลายคนใฝ่หา แต่ในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีสมาร์ทโฟนก้าวล้ำไปไกล ระบบนำทางบนมือถืออย่าง Google Maps หรือ Waze กลับกลายเป็นตัวเลือกที่หลายคนเลือกใช้มากกว่า ด้วยความสามารถที่หลากหลายและอัปเดตที่รวดเร็วกว่า วันนี้เราจะมาดูกันว่าทำไมระบบนำทางในรถยนต์จึงอาจไม่ใช่สิ่งจำเป็นอีกต่อไป โดยเฉพาะเมื่อคุณมี Android Auto หรือ CarPlay เป็นผู้ช่วย
เมื่อรถใหม่ไม่มีระบบนำทางติดรถ... แล้วไงต่อ?
ผู้เขียนได้รถยนต์ Kia K4 Hatchback รุ่นปี 2026 มาใหม่เอี่ยม แต่กลับพบว่ารถรุ่น EX ที่เลือกซื้อนั้นไม่มีระบบนำทางในตัว! ในตอนแรกก็รู้สึกผิดหวังและเสียดายที่มองข้ามจุดนี้ไป เพราะรถยนต์รุ่นใหม่ๆ หลายคันมักจะใส่ฟีเจอร์นี้มาให้เป็นมาตรฐาน โดยเฉพาะเมื่อรถมีหน้าจอ Infotainment ขนาดใหญ่ถึง 12.2 นิ้ว และระบบช่วยเหลือการขับขี่ที่ทันสมัย
เมื่อลองสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ก็พบว่าระบบนำทางติดรถยนต์นั้น มักจะถูกจำกัดไว้สำหรับรถยนต์รุ่นท็อป หรือรุ่นที่มีราคาสูงกว่ามาก ซึ่งในกรณีของ Kia K4 นั้น จำเป็นต้องขยับไปรุ่น GT-Line Turbo ถึงจะมีระบบนำทางนี้มาให้ นี่เป็นเรื่องที่พบได้ทั่วไปในอุตสาหกรรมรถยนต์ ไม่ใช่แค่เฉพาะแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง
Android Auto และ CarPlay: แพลตฟอร์มที่เหนือกว่า
หลังจากความผิดหวังเริ่มจางหายไป ผู้เขียนก็ตระหนักได้ว่า การไม่มีระบบนำทางในรถยนต์นั้น ไม่ใช่ปัญหาใหญ่เลย เพราะรถคันใหม่รองรับ Android Auto และ Apple CarPlay ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่เปิดโลกการนำทางให้กว้างขึ้นอย่างมหาศาล คุณสามารถเข้าถึงแอปพลิเคชันนำทางที่หลากหลาย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมีประสิทธิภาพและลูกเล่นมากกว่าระบบนำทางที่ติดมากับรถยนต์โดยตรง
ทำไมระบบนำทางบนมือถือถึงดีกว่า?
1. ข้อมูลแบบเรียลไทม์และการอัปเดตที่รวดเร็ว 🚀
แอปพลิเคชันอย่าง Waze หรือ Google Maps ได้รับการอัปเดตอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีฟีเจอร์ใหม่ๆ และข้อมูลที่ทันสมัยอยู่เสมอ Waze มีจุดเด่นเรื่องการนำทางแบบเรียลไทม์ การแจ้งเตือนสภาพการจราจรแบบสดๆ รวมถึงรายงานจากผู้ใช้งาน เช่น ตำแหน่งกล้องจับความเร็ว, จุดตรวจตำรวจ, อุบัติเหตุ, หรือการปิดเลนส์ต่างๆ ซึ่งช่วยให้คุณเลือกเส้นทางที่ราบรื่นและรวดเร็วที่สุดได้เสมอ
2. ความสามารถที่หลากหลายและปรับแต่งได้ 🛠️
แม้ว่าคุณอาจจะไม่ชอบหน้าตา UI ที่ดูสดใสของ Waze แต่ Google Maps ก็เป็นทางเลือกที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน ด้วยฟีเจอร์ที่คล้ายคลึงกัน และยังมีการผสานรวมกับ Gemini ที่ช่วยให้คุณควบคุมแอปพลิเคชันส่วนใหญ่ได้ด้วยเสียง สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการรายงานข้อมูลจากผู้ใช้ Waze ยังคงเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ
ระบบนำทางของรถยนต์ส่วนใหญ่ (รวมถึงของ Kia ที่ใช้ระบบ Connected Car Navigation Cockpit ซึ่งเป็นระบบเดียวกันกับใน Hyundai Ioniq 5 ของผู้เขียน) ยังห่างไกลจากความสามารถเหล่านี้มากนัก และยากที่จะตามทันการพัฒนาของแอปพลิเคชันบนมือถือ
3. ประหยัดค่าใช้จ่าย 💰
การเลือกรถยนต์รุ่นที่ไม่มีระบบนำทางติดรถมาให้ แต่สามารถใช้งาน Android Auto หรือ CarPlay ได้ อาจช่วยให้คุณประหยัดเงินได้หลายพันบาท โดยไม่ต้องจ่ายเพิ่มสำหรับรุ่นท็อปที่มาพร้อมฟีเจอร์ที่คุณอาจไม่ได้ใช้งานจริง
ข้อควรพิจารณา: การจัดการแบตเตอรี่
แม้ว่า Android Auto และ CarPlay จะมีข้อดีมากมาย แต่ก็มีสิ่งที่ต้องใส่ใจเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้งานแบบไร้สาย (Wireless) Android Auto สามารถคายประจุแบตเตอรี่สมาร์ทโฟนได้อย่างรวดเร็ว ผู้เขียนพบว่าต้องเสียบสายชาร์จโทรศัพท์ทันทีที่ขึ้นรถ เพื่อให้แน่ใจว่าสมาร์ทโฟนจะไม่หมดก่อนถึงที่หมาย เพราะหากไม่มีแอปนำทาง ก็แทบจะไปไหนไม่ถูกเลย
นอกจากนี้ แผ่นชาร์จไร้สายในรถบางรุ่นอาจทำได้เพียงแค่รักษาประจุแบตเตอรี่ให้คงที่เท่านั้น ไม่ได้ชาร์จเร็วเท่าที่ควร ทำให้การเสียบสายชาร์จโดยตรงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาพลังงานให้เพียงพอต่อการใช้งาน
สรุป: เทคโนโลยีบนมือถือคืออนาคตของการเดินทาง
การไม่มีระบบนำทางติดรถยนต์ในรถยนต์รุ่นใหม่ อาจไม่ใช่เรื่องน่ากังวลอีกต่อไป เมื่อคุณมี Android Auto หรือ Apple CarPlay เป็นตัวช่วย เพราะแพลตฟอร์มเหล่านี้ทำให้สมาร์ทโฟนของคุณกลายเป็นศูนย์กลางการนำทางที่มีประสิทธิภาพ แม่นยำ และทันสมัยกว่าระบบนำทางแบบดั้งเดิมอย่างเห็นได้ชัด การเลือกใช้แอปนำทางบนมือถือยังช่วยให้คุณประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้มาก โดยไม่ต้องจ่ายเพิ่มเพื่อฟีเจอร์ที่คุณอาจไม่ได้ต้องการจริงๆ
#AndroidAuto #AppleCarPlay #GoogleMaps #Waze #รถยนต์
ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
https://www.xda-developers.com/my-new-car-doesnt-have-built-in-navigation-i-dont-miss-it-thanks-to-android-auto/ไม่ต้องง้อระบบนำทางติดรถ! Android Auto และ CarPlay คือคำตอบที่เหนือกว่าการมีระบบนำทางในรถยนต์ (In-car Navigation) เคยเป็นฟีเจอร์สุดหรูที่หลายคนใฝ่หา แต่ในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีสมาร์ทโฟนก้าวล้ำไปไกล ระบบนำทางบนมือถืออย่าง Google Maps หรือ Waze กลับกลายเป็นตัวเลือกที่หลายคนเลือกใช้มากกว่า ด้วยความสามารถที่หลากหลายและอัปเดตที่รวดเร็วกว่า วันนี้เราจะมาดูกันว่าทำไมระบบนำทางในรถยนต์จึงอาจไม่ใช่สิ่งจำเป็นอีกต่อไป โดยเฉพาะเมื่อคุณมี Android Auto หรือ CarPlay เป็นผู้ช่วยเมื่อรถใหม่ไม่มีระบบนำทางติดรถ... แล้วไงต่อ?ผู้เขียนได้รถยนต์ Kia K4 Hatchback รุ่นปี 2026 มาใหม่เอี่ยม แต่กลับพบว่ารถรุ่น EX ที่เลือกซื้อนั้นไม่มีระบบนำทางในตัว! ในตอนแรกก็รู้สึกผิดหวังและเสียดายที่มองข้ามจุดนี้ไป เพราะรถยนต์รุ่นใหม่ๆ หลายคันมักจะใส่ฟีเจอร์นี้มาให้เป็นมาตรฐาน โดยเฉพาะเมื่อรถมีหน้าจอ Infotainment ขนาดใหญ่ถึง 12.2 นิ้ว และระบบช่วยเหลือการขับขี่ที่ทันสมัยเมื่อลองสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ก็พบว่าระบบนำทางติดรถยนต์นั้น มักจะถูกจำกัดไว้สำหรับรถยนต์รุ่นท็อป หรือรุ่นที่มีราคาสูงกว่ามาก ซึ่งในกรณีของ Kia K4 นั้น จำเป็นต้องขยับไปรุ่น GT-Line Turbo ถึงจะมีระบบนำทางนี้มาให้ นี่เป็นเรื่องที่พบได้ทั่วไปในอุตสาหกรรมรถยนต์ ไม่ใช่แค่เฉพาะแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งAndroid Auto และ CarPlay: แพลตฟอร์มที่เหนือกว่าหลังจากความผิดหวังเริ่มจางหายไป ผู้เขียนก็ตระหนักได้ว่า การไม่มีระบบนำทางในรถยนต์นั้น ไม่ใช่ปัญหาใหญ่เลย เพราะรถคันใหม่รองรับ Android Auto และ Apple CarPlay ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่เปิดโลกการนำทางให้กว้างขึ้นอย่างมหาศาล คุณสามารถเข้าถึงแอปพลิเคชันนำทางที่หลากหลาย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมีประสิทธิภาพและลูกเล่นมากกว่าระบบนำทางที่ติดมากับรถยนต์โดยตรงทำไมระบบนำทางบนมือถือถึงดีกว่า?1. ข้อมูลแบบเรียลไทม์และการอัปเดตที่รวดเร็ว 🚀แอปพลิเคชันอย่าง Waze หรือ Google Maps ได้รับการอัปเดตอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีฟีเจอร์ใหม่ๆ และข้อมูลที่ทันสมัยอยู่เสมอ Waze มีจุดเด่นเรื่องการนำทางแบบเรียลไทม์ การแจ้งเตือนสภาพการจราจรแบบสดๆ รวมถึงรายงานจากผู้ใช้งาน เช่น ตำแหน่งกล้องจับความเร็ว, จุดตรวจตำรวจ, อุบัติเหตุ, หรือการปิดเลนส์ต่างๆ ซึ่งช่วยให้คุณเลือกเส้นทางที่ราบรื่นและรวดเร็วที่สุดได้เสมอ2. ความสามารถที่หลากหลายและปรับแต่งได้ 🛠️แม้ว่าคุณอาจจะไม่ชอบหน้าตา UI ที่ดูสดใสของ Waze แต่ Google Maps ก็เป็นทางเลือกที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน ด้วยฟีเจอร์ที่คล้ายคลึงกัน และยังมีการผสานรวมกับ Gemini ที่ช่วยให้คุณควบคุมแอปพลิเคชันส่วนใหญ่ได้ด้วยเสียง สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการรายงานข้อมูลจากผู้ใช้ Waze ยังคงเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆระบบนำทางของรถยนต์ส่วนใหญ่ (รวมถึงของ Kia ที่ใช้ระบบ Connected Car Navigation Cockpit ซึ่งเป็นระบบเดียวกันกับใน Hyundai Ioniq 5 ของผู้เขียน) ยังห่างไกลจากความสามารถเหล่านี้มากนัก และยากที่จะตามทันการพัฒนาของแอปพลิเคชันบนมือถือ3. ประหยัดค่าใช้จ่าย 💰การเลือกรถยนต์รุ่นที่ไม่มีระบบนำทางติดรถมาให้ แต่สามารถใช้งาน Android Auto หรือ CarPlay ได้ อาจช่วยให้คุณประหยัดเงินได้หลายพันบาท โดยไม่ต้องจ่ายเพิ่มสำหรับรุ่นท็อปที่มาพร้อมฟีเจอร์ที่คุณอาจไม่ได้ใช้งานจริงข้อควรพิจารณา: การจัดการแบตเตอรี่แม้ว่า Android Auto และ CarPlay จะมีข้อดีมากมาย แต่ก็มีสิ่งที่ต้องใส่ใจเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้งานแบบไร้สาย (Wireless) Android Auto สามารถคายประจุแบตเตอรี่สมาร์ทโฟนได้อย่างรวดเร็ว ผู้เขียนพบว่าต้องเสียบสายชาร์จโทรศัพท์ทันทีที่ขึ้นรถ เพื่อให้แน่ใจว่าสมาร์ทโฟนจะไม่หมดก่อนถึงที่หมาย เพราะหากไม่มีแอปนำทาง ก็แทบจะไปไหนไม่ถูกเลยนอกจากนี้ แผ่นชาร์จไร้สายในรถบางรุ่นอาจทำได้เพียงแค่รักษาประจุแบตเตอรี่ให้คงที่เท่านั้น ไม่ได้ชาร์จเร็วเท่าที่ควร ทำให้การเสียบสายชาร์จโดยตรงเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาพลังงานให้เพียงพอต่อการใช้งานสรุป: เทคโนโลยีบนมือถือคืออนาคตของการเดินทางการไม่มีระบบนำทางติดรถยนต์ในรถยนต์รุ่นใหม่ อาจไม่ใช่เรื่องน่ากังวลอีกต่อไป เมื่อคุณมี Android Auto หรือ Apple CarPlay เป็นตัวช่วย เพราะแพลตฟอร์มเหล่านี้ทำให้สมาร์ทโฟนของคุณกลายเป็นศูนย์กลางการนำทางที่มีประสิทธิภาพ แม่นยำ และทันสมัยกว่าระบบนำทางแบบดั้งเดิมอย่างเห็นได้ชัด การเลือกใช้แอปนำทางบนมือถือยังช่วยให้คุณประหยัดค่าใช้จ่ายไปได้มาก โดยไม่ต้องจ่ายเพิ่มเพื่อฟีเจอร์ที่คุณอาจไม่ได้ต้องการจริงๆ#AndroidAuto #AppleCarPlay #GoogleMaps #Waze #รถยนต์https://www.xda-developers.com/my-new-car-doesnt-have-built-in-navigation-i-dont-miss-it-thanks-to-android-auto/
WWW.XDA-DEVELOPERS.COMMy new car doesn't have built-in navigation, and I don't miss it thanks to Android AutoTo my surprise, my new Kia K4 Hatchback doesn't feature an in-car nav system.6 Comments 0 Shares 364 Views 0 Reviews-
ว้าว Waze นี่ฟีเจอร์เยอะกว่าที่คิดนะเนี่ยว้าว Waze นี่ฟีเจอร์เยอะกว่าที่คิดนะเนี่ย
-
React
- Reply
- 2026-07-28 15:40:23
-
-
การอัปเดตแผนที่บ่อยๆ นี่แหละคือข้อได้เปรียบการอัปเดตแผนที่บ่อยๆ นี่แหละคือข้อได้เปรียบ
-
React
- Reply
- 2026-07-28 15:40:23
-
-
การเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนสำคัญมากจริงๆการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนสำคัญมากจริงๆ
-
React
- Reply
- 2026-07-28 15:40:23
-
-
เข้าใจเลยว่าทำไมถึงไม่รู้สึกว่าขาดระบบนำทางติดรถยนต์ไปเข้าใจเลยว่าทำไมถึงไม่รู้สึกว่าขาดระบบนำทางติดรถยนต์ไป
-
React
- Reply
- 2026-07-28 15:40:23
-
-
Android Auto ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นเยอะจริงๆ นะครับAndroid Auto ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นเยอะจริงๆ นะครับ
-
React
- Reply
- 2026-07-28 15:40:23
-
-
-
Veo Rover: รถสามล้อไฟฟ้าอัจฉริยะ ทางเลือกใหม่เพื่อการเดินทางที่เข้าถึงได้
การเดินทางในเมืองที่สะดวกสบายและเข้าถึงทุกคนได้ง่ายขึ้น กำลังก้าวไปอีกขั้นด้วยการเปิดตัว Veo Rover รถสามล้อไฟฟ้าแบบนั่ง ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งานหลากหลายกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการความสะดวกสบายและความมั่นคงในการเดินทาง Veo บริษัทผู้ให้บริการรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ได้นำเสนอ Rover ในเมืองเดนเวอร์ สหรัฐอเมริกา และมีแผนที่จะขยายบริการไปยังเมืองอื่นๆ ทั่วประเทศ
Veo Rover คืออะไร? 🛠️
Veo Rover เป็นรถสามล้อไฟฟ้าแบบนั่ง ที่มีลักษณะคล้ายกับรถจักรยานยนต์ขนาดเล็ก ออกแบบมาให้มีความมั่นคงและปลอดภัยในการขับขี่ ด้วยการมีล้อถึงสามล้อ ทำให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องกังวลเรื่องรถล้มหรือการทรงตัวเหมือนรถสองล้อทั่วไป
- การออกแบบเพื่อความปลอดภัย: ตัวรถมีความกว้าง 2.5 ฟุต ซึ่งสามารถวิ่งได้อย่างถูกกฎหมายในช่องเลนจักรยานที่มีความกว้างมาตรฐาน
- ความเร็วที่เหมาะสม: จำกัดความเร็วสูงสุดไว้ที่ 10 ไมล์ต่อชั่วโมง (ประมาณ 16 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้ขับขี่และผู้สัญจร
- แบตเตอรี่อึด: ใช้แบตเตอรี่แบบเดียวกับรถรุ่นอื่นๆ ของ Veo ให้ระยะทางวิ่งสูงสุดประมาณ 45 ไมล์ (ประมาณ 72 กิโลเมตร) ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง
- พื้นที่เก็บสัมภาระ: ด้านหลังมีตะกร้าสำหรับเก็บสัมภาระที่สามารถรับน้ำหนักได้ถึง 100 ปอนด์ (ประมาณ 45 กิโลกรัม) เหมาะสำหรับใส่ของใช้จำเป็นหรือของช้อปปิ้ง
ทำไม Veo Rover ถึงมีความสำคัญ? 💡
Veo Rover ไม่ได้เป็นเพียงยานพาหนะไฟฟ้าอีกรูปแบบหนึ่ง แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการสร้างระบบการเดินทางที่ครอบคลุมและเข้าถึงได้สำหรับทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง:
- การเข้าถึงสำหรับทุกคน: รถสามล้อมีแนวโน้มที่จะทรงตัวได้ดีกว่ารถสองล้อ ทำให้ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีข้อจำกัดทางร่างกาย หรือผู้ที่ต้องการความมั่นคงเป็นพิเศษ สามารถใช้งานได้อย่างสะดวกสบาย
- การตอบสนองความต้องการของเมือง: หลายเมืองมีข้อกำหนดให้บริษัทผู้ให้บริการยานพาหนะแบบแบ่งปันต้องมีตัวเลือกที่เข้าถึงได้สำหรับผู้ที่ต้องการยานพาหนะพิเศษ Veo Rover ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการนี้โดยเฉพาะ
- การทำงานร่วมกับชุมชน: Veo ได้ทำงานร่วมกับกลุ่มผู้สนับสนุนผู้พิการ รวมถึง Disability Mobility Initiative, Parkinson's Foundation และ Capitol Hill Village เพื่อออกแบบ Rover ให้ตอบโจทย์การใช้งานจริง และยังได้ร่วมมือกับองค์กรอย่าง AARP เพื่อให้รถรุ่นนี้เป็นที่น่าสนใจสำหรับผู้สูงอายุด้วย
คุณสมบัติเด่นที่น่าสนใจ ✨
- **ระบบ
ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
https://www.wired.com/story/is-the-electric-trike-the-next-big-thing-in-shared-micromobility-veo-rover/Veo Rover: รถสามล้อไฟฟ้าอัจฉริยะ ทางเลือกใหม่เพื่อการเดินทางที่เข้าถึงได้การเดินทางในเมืองที่สะดวกสบายและเข้าถึงทุกคนได้ง่ายขึ้น กำลังก้าวไปอีกขั้นด้วยการเปิดตัว Veo Rover รถสามล้อไฟฟ้าแบบนั่ง ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งานหลากหลายกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการความสะดวกสบายและความมั่นคงในการเดินทาง Veo บริษัทผู้ให้บริการรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ได้นำเสนอ Rover ในเมืองเดนเวอร์ สหรัฐอเมริกา และมีแผนที่จะขยายบริการไปยังเมืองอื่นๆ ทั่วประเทศVeo Rover คืออะไร? 🛠️Veo Rover เป็นรถสามล้อไฟฟ้าแบบนั่ง ที่มีลักษณะคล้ายกับรถจักรยานยนต์ขนาดเล็ก ออกแบบมาให้มีความมั่นคงและปลอดภัยในการขับขี่ ด้วยการมีล้อถึงสามล้อ ทำให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องกังวลเรื่องรถล้มหรือการทรงตัวเหมือนรถสองล้อทั่วไปการออกแบบเพื่อความปลอดภัย: ตัวรถมีความกว้าง 2.5 ฟุต ซึ่งสามารถวิ่งได้อย่างถูกกฎหมายในช่องเลนจักรยานที่มีความกว้างมาตรฐานความเร็วที่เหมาะสม: จำกัดความเร็วสูงสุดไว้ที่ 10 ไมล์ต่อชั่วโมง (ประมาณ 16 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้ขับขี่และผู้สัญจรแบตเตอรี่อึด: ใช้แบตเตอรี่แบบเดียวกับรถรุ่นอื่นๆ ของ Veo ให้ระยะทางวิ่งสูงสุดประมาณ 45 ไมล์ (ประมาณ 72 กิโลเมตร) ต่อการชาร์จหนึ่งครั้งพื้นที่เก็บสัมภาระ: ด้านหลังมีตะกร้าสำหรับเก็บสัมภาระที่สามารถรับน้ำหนักได้ถึง 100 ปอนด์ (ประมาณ 45 กิโลกรัม) เหมาะสำหรับใส่ของใช้จำเป็นหรือของช้อปปิ้งทำไม Veo Rover ถึงมีความสำคัญ? 💡Veo Rover ไม่ได้เป็นเพียงยานพาหนะไฟฟ้าอีกรูปแบบหนึ่ง แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการสร้างระบบการเดินทางที่ครอบคลุมและเข้าถึงได้สำหรับทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง:การเข้าถึงสำหรับทุกคน: รถสามล้อมีแนวโน้มที่จะทรงตัวได้ดีกว่ารถสองล้อ ทำให้ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีข้อจำกัดทางร่างกาย หรือผู้ที่ต้องการความมั่นคงเป็นพิเศษ สามารถใช้งานได้อย่างสะดวกสบายการตอบสนองความต้องการของเมือง: หลายเมืองมีข้อกำหนดให้บริษัทผู้ให้บริการยานพาหนะแบบแบ่งปันต้องมีตัวเลือกที่เข้าถึงได้สำหรับผู้ที่ต้องการยานพาหนะพิเศษ Veo Rover ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการนี้โดยเฉพาะการทำงานร่วมกับชุมชน: Veo ได้ทำงานร่วมกับกลุ่มผู้สนับสนุนผู้พิการ รวมถึง Disability Mobility Initiative, Parkinson's Foundation และ Capitol Hill Village เพื่อออกแบบ Rover ให้ตอบโจทย์การใช้งานจริง และยังได้ร่วมมือกับองค์กรอย่าง AARP เพื่อให้รถรุ่นนี้เป็นที่น่าสนใจสำหรับผู้สูงอายุด้วยคุณสมบัติเด่นที่น่าสนใจ ✨**ระบบhttps://www.wired.com/story/is-the-electric-trike-the-next-big-thing-in-shared-micromobility-veo-rover/
WWW.WIRED.COMIs the Electric Trike the Next Big Thing in Shared Micromobility?Veo is launching accessibility-focused electric tricycles in Denver, with plans to put its e-trikes on the streets nationwide.4 Comments 0 Shares 388 Views 0 Reviews-
เป็นความคิดที่ดีที่ทำรถให้เข้าถึงง่ายขึ้นสำหรับทุกคนเป็นความคิดที่ดีที่ทำรถให้เข้าถึงง่ายขึ้นสำหรับทุกคน
-
React
- Reply
- 2026-07-28 15:12:47
-
-
การมีตะกร้าด้านหลังนี่ตอบโจทย์คนซื้อของมากเลยการมีตะกร้าด้านหลังนี่ตอบโจทย์คนซื้อของมากเลย
-
React
- Reply
- 2026-07-28 15:12:47
-
-
หวังว่าจะมีมาให้ลองใช้ในเมืองอื่น ๆ บ้างนะหวังว่าจะมีมาให้ลองใช้ในเมืองอื่น ๆ บ้างนะ
-
React
- Reply
- 2026-07-28 15:12:47
-
-
รถสามล้อไฟฟ้าแบบนั่งนี่น่าสนใจมากเลยนะ ดูสะดวกดีรถสามล้อไฟฟ้าแบบนั่งนี่น่าสนใจมากเลยนะ ดูสะดวกดี
-
React
- Reply
- 2026-07-28 15:12:47
-
-
Apple HomePod รุ่นใหม่: ลือหึ่ง! อาจมาพร้อมหน้าจอและฟีเจอร์สุดล้ำ เร็วสุดตุลาคมนี้
วงการเทคโนโลยีกำลังจับตาดูความเคลื่อนไหวของ Apple ที่มีข่าวลือหนาหูเกี่ยวกับอุปกรณ์ Smart Home ตัวใหม่ ที่หลายคนคาดการณ์ว่าจะเป็น "HomePod with a screen" หรือ HomePod ที่มาพร้อมหน้าจอ ซึ่งจะเข้ามาเป็นคู่แข่งโดยตรงกับอุปกรณ์อย่าง Google Nest Hub และ Amazon Echo Show
HomePod รุ่นใหม่ จะมีอะไรโดดเด่นบ้าง?
รายงานล่าสุดจาก Mark Gurman แห่ง Bloomberg เผยถึงรายละเอียดที่น่าสนใจของอุปกรณ์ตัวนี้ โดยคาดว่าจะมี หน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว แบบสี่เหลี่ยม และทำงานบน ระบบปฏิบัติการใหม่ที่พัฒนาต่อยอดมาจาก tvOS ของ Apple หน้าตาอินเทอร์เฟซจะคล้ายคลึงกับ iOS และ watchOS ที่มาพร้อม ไอคอนแบบตาราง วิดเจ็ต และแอปพลิเคชัน ต่างๆ
หัวใจสำคัญของ HomePod รุ่นใหม่นี้ คือ Siri AI ที่ได้รับการอัปเกรดครั้งใหญ่ คาดว่าจะรองรับการใช้งานฟีเจอร์ที่หลากหลายยิ่งขึ้น เช่น การสนทนาแบบวิดีโอคอล การรักษาความปลอดภัยภายในบ้าน และฟังก์ชันอินเตอร์คอม เพื่อสื่อสารกับอุปกรณ์ Apple Home อื่นๆ ได้อย่างราบรื่น
💡 ฟีเจอร์ที่น่าจับตา:
- หน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว
- ระบบปฏิบัติการใหม่บนพื้นฐาน tvOS
- Siri AI ที่ฉลาดและมีความสามารถมากขึ้น
- รองรับวิดีโอคอล, ระบบรักษาความปลอดภัย, อินเตอร์คอม
- การปรับแต่งอินเทอร์เฟซอัตโนมัติ (ปรับขนาดตัวอักษรและไอคอนตามผู้ใช้งาน)
การรุกตลาด Smart Home ของ Apple
การเปิดตัว HomePod รุ่นใหม่นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของ Apple ที่จะขยายบทบาทในตลาด Smart Home ให้แข็งแกร่งขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้ Apple อาศัยการสนับสนุนอุปกรณ์เสริมจากผู้ผลิตภายนอกเป็นหลัก การเปิดตัว Siri AI ที่ได้รับการปรับปรุงในเดือนกันยายนนี้ อาจเป็นสัญญาณว่า Apple พร้อมแล้วที่จะเข้ามาแข่งขันในตลาดนี้อย่างเต็มตัว
เดิมที มีข่าวว่า Apple จะเปิดตัว Smart Home Display ในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2025 แต่เนื่องจากการเลื่อนการเปิดตัว Siri AI เวอร์ชันอัปเกรด ทำให้กำหนดการเปิดตัวถูกเลื่อนมาให้สอดคล้องกับการเปิดตัว iOS 27 และ Siri AI แทน
ไม่ใช่แค่ HomePod รุ่นใหม่
นอกจาก HomePod ที่มาพร้อมหน้าจอแล้ว ยังมีรายงานว่า Apple กำลังเตรียมเปิดตัวอุปกรณ์ Smart Home อื่นๆ เพิ่มเติม ได้แก่:
- กล้องรักษาความปลอดภัยระดับพรีเมียม: เพื่อแข่งขันกับระบบ Ring ของ Amazon
- Apple TV รุ่นใหม่: เพื่อยกระดับประสบการณ์ความบันเทิง
- HomePod mini รุ่นใหม่: สำหรับผู้ที่ชื่นชอบลำโพงอัจฉริยะขนาดกะทัดรัด
และในอนาคตอันใกล้ อาจได้เห็น แขนกลอัจฉริยะพร้อมหน้าจอ ที่เคยมีข่าวลือออกมา
คาดการณ์วันเปิดตัว: ตุลาคมนี้?
แม้ว่ากำหนดการต่างๆ อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้เสมอ แต่ Mark Gurman คาดการณ์ว่า เราอาจได้เห็นการประกาศเปิดตัวอุปกรณ์ใหม่เหล่านี้ ในช่วงเดือนตุลาคม ไปจนถึงต้นปีหน้า
การมาถึงของ HomePod รุ่นใหม่ พร้อมหน้าจอและฟีเจอร์ที่อัดแน่นนี้ น่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในวงการ Smart Home และเป็นที่น่าจับตาว่า Apple จะสามารถสร้างความแตกต่างและครองใจผู้บริโภคในตลาดนี้ได้มากน้อยแค่ไหน
#Apple #HomePod #SmartHome #TechRumors #AppleRumors
ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
https://www.theverge.com/tech/971790/apple-homepad-rumor-launchApple HomePod รุ่นใหม่: ลือหึ่ง! อาจมาพร้อมหน้าจอและฟีเจอร์สุดล้ำ เร็วสุดตุลาคมนี้วงการเทคโนโลยีกำลังจับตาดูความเคลื่อนไหวของ Apple ที่มีข่าวลือหนาหูเกี่ยวกับอุปกรณ์ Smart Home ตัวใหม่ ที่หลายคนคาดการณ์ว่าจะเป็น "HomePod with a screen" หรือ HomePod ที่มาพร้อมหน้าจอ ซึ่งจะเข้ามาเป็นคู่แข่งโดยตรงกับอุปกรณ์อย่าง Google Nest Hub และ Amazon Echo ShowHomePod รุ่นใหม่ จะมีอะไรโดดเด่นบ้าง?รายงานล่าสุดจาก Mark Gurman แห่ง Bloomberg เผยถึงรายละเอียดที่น่าสนใจของอุปกรณ์ตัวนี้ โดยคาดว่าจะมี หน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว แบบสี่เหลี่ยม และทำงานบน ระบบปฏิบัติการใหม่ที่พัฒนาต่อยอดมาจาก tvOS ของ Apple หน้าตาอินเทอร์เฟซจะคล้ายคลึงกับ iOS และ watchOS ที่มาพร้อม ไอคอนแบบตาราง วิดเจ็ต และแอปพลิเคชัน ต่างๆหัวใจสำคัญของ HomePod รุ่นใหม่นี้ คือ Siri AI ที่ได้รับการอัปเกรดครั้งใหญ่ คาดว่าจะรองรับการใช้งานฟีเจอร์ที่หลากหลายยิ่งขึ้น เช่น การสนทนาแบบวิดีโอคอล การรักษาความปลอดภัยภายในบ้าน และฟังก์ชันอินเตอร์คอม เพื่อสื่อสารกับอุปกรณ์ Apple Home อื่นๆ ได้อย่างราบรื่น💡 ฟีเจอร์ที่น่าจับตา:หน้าจอสัมผัสขนาด 7 นิ้วระบบปฏิบัติการใหม่บนพื้นฐาน tvOSSiri AI ที่ฉลาดและมีความสามารถมากขึ้นรองรับวิดีโอคอล, ระบบรักษาความปลอดภัย, อินเตอร์คอมการปรับแต่งอินเทอร์เฟซอัตโนมัติ (ปรับขนาดตัวอักษรและไอคอนตามผู้ใช้งาน)การรุกตลาด Smart Home ของ Appleการเปิดตัว HomePod รุ่นใหม่นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของ Apple ที่จะขยายบทบาทในตลาด Smart Home ให้แข็งแกร่งขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้ Apple อาศัยการสนับสนุนอุปกรณ์เสริมจากผู้ผลิตภายนอกเป็นหลัก การเปิดตัว Siri AI ที่ได้รับการปรับปรุงในเดือนกันยายนนี้ อาจเป็นสัญญาณว่า Apple พร้อมแล้วที่จะเข้ามาแข่งขันในตลาดนี้อย่างเต็มตัวเดิมที มีข่าวว่า Apple จะเปิดตัว Smart Home Display ในช่วงฤดูใบไม้ผลิปี 2025 แต่เนื่องจากการเลื่อนการเปิดตัว Siri AI เวอร์ชันอัปเกรด ทำให้กำหนดการเปิดตัวถูกเลื่อนมาให้สอดคล้องกับการเปิดตัว iOS 27 และ Siri AI แทนไม่ใช่แค่ HomePod รุ่นใหม่นอกจาก HomePod ที่มาพร้อมหน้าจอแล้ว ยังมีรายงานว่า Apple กำลังเตรียมเปิดตัวอุปกรณ์ Smart Home อื่นๆ เพิ่มเติม ได้แก่:กล้องรักษาความปลอดภัยระดับพรีเมียม: เพื่อแข่งขันกับระบบ Ring ของ AmazonApple TV รุ่นใหม่: เพื่อยกระดับประสบการณ์ความบันเทิงHomePod mini รุ่นใหม่: สำหรับผู้ที่ชื่นชอบลำโพงอัจฉริยะขนาดกะทัดรัดและในอนาคตอันใกล้ อาจได้เห็น แขนกลอัจฉริยะพร้อมหน้าจอ ที่เคยมีข่าวลือออกมาคาดการณ์วันเปิดตัว: ตุลาคมนี้?แม้ว่ากำหนดการต่างๆ อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้เสมอ แต่ Mark Gurman คาดการณ์ว่า เราอาจได้เห็นการประกาศเปิดตัวอุปกรณ์ใหม่เหล่านี้ ในช่วงเดือนตุลาคม ไปจนถึงต้นปีหน้าการมาถึงของ HomePod รุ่นใหม่ พร้อมหน้าจอและฟีเจอร์ที่อัดแน่นนี้ น่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในวงการ Smart Home และเป็นที่น่าจับตาว่า Apple จะสามารถสร้างความแตกต่างและครองใจผู้บริโภคในตลาดนี้ได้มากน้อยแค่ไหน#Apple #HomePod #SmartHome #TechRumors #AppleRumorshttps://www.theverge.com/tech/971790/apple-homepad-rumor-launch
WWW.THEVERGE.COMApple’s reported ‘HomePad’ may launch as early as OctoberThe ‘HomePod with a screen’ might finally see the light of day2 Comments 0 Shares 410 Views 0 Reviews-
ถ้ามีกล้องด้วยก็สะดวกดีนะสำหรับการวิดีโอคอลถ้ามีกล้องด้วยก็สะดวกดีนะสำหรับการวิดีโอคอล
-
React
- Reply
- 2026-07-28 14:45:53
-
-
อยากรู้ว่าจะปรับหน้าจอให้เหมาะกับแต่ละคนได้จริงไหมอยากรู้ว่าจะปรับหน้าจอให้เหมาะกับแต่ละคนได้จริงไหม
-
React
- Reply
- 2026-07-28 14:45:53
-
-
The Adventures of Elliot: The
ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
https://www.techradar.com/gaming/the-adventures-of-elliot-the-millennium-tales-reviewThe Adventures of Elliot: Thehttps://www.techradar.com/gaming/the-adventures-of-elliot-the-millennium-tales-review
WWW.TECHRADAR.COMAfter pouring 25 hours into Square Enix’s Zelda-like 2D action adventure, I’m left with incredibly mixed emotions — here’s whyI wanted to love The Adventures of Elliot: The Millennium Tales, but it didn't quite live up to my high expectations.7 Comments 0 Shares 438 Views 0 Reviews-
รวมๆ แล้วก็สนุกดี แต่ยังคงมีจุดที่ต้องปรับปรุงอีกเยอะเลยรวมๆ แล้วก็สนุกดี แต่ยังคงมีจุดที่ต้องปรับปรุงอีกเยอะเลย
-
React
- Reply
- 2026-07-28 14:18:41
-
-
ฉากในเกมบางทีก็ดูซ้ำๆ กันไปหน่อย อยากให้มีอะไรมากกว่านี้ฉากในเกมบางทีก็ดูซ้ำๆ กันไปหน่อย อยากให้มีอะไรมากกว่านี้
-
React
- Reply
- 2026-07-28 14:18:41
-
-
ตัวละครดูไม่มีมิติเท่าไหร่ น่าเสียดายที่เกมไม่สมบูรณ์แบบตัวละครดูไม่มีมิติเท่าไหร่ น่าเสียดายที่เกมไม่สมบูรณ์แบบ
-
React
- Reply
- 2026-07-28 14:18:41
-
-
บอสไฟต์นี่มันส์จริง อะไรจริง สะใจมากตอนเอาชนะได้บอสไฟต์นี่มันส์จริง อะไรจริง สะใจมากตอนเอาชนะได้
-
React
- Reply
- 2026-07-28 14:18:41
-
-
ระบบ Magicite นี่เจ๋งมากเลย ช่วยให้การต่อสู้หลากหลายขึ้นระบบ Magicite นี่เจ๋งมากเลย ช่วยให้การต่อสู้หลากหลายขึ้น
-
React
- Reply
- 2026-07-28 14:18:41
-
-
-
นักดาราศาสตร์สมัครเล่นค้นพบหลุมอุกกาบาตโบราณจาก Google Maps 🪐
เคยจินตนาการไหมว่า การสำรวจแผนที่ออนไลน์เล่น ๆ อาจนำไปสู่การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ครั้งสำคัญ? เรื่องราวของ Joël Lapointe นักดาราศาสตร์สมัครเล่นที่บังเอิญเจอความผิดปกติบน Google Maps จนนำไปสู่การยืนยันหลุมอุกกาบาตอายุหลายร้อยล้านปีในแคนาดา จะทำให้คุณทึ่ง!
จุดเริ่มต้นของการค้นพบโดยบังเอิญ 🗺️
Joël Lapointe กำลังวางแผนเส้นทางเดินป่าสำหรับการไปตั้งแคมป์ เมื่อสายตาของเขาเหลือบไปเห็นรอยบุ๋มแปลกประหลาดใกล้กับทะเลสาบ Marsal ในรัฐควิเบก ประเทศแคนาดา ด้วยความที่เป็นนักดาราศาสตร์สมัครเล่น เขาจึงสงสัยว่ารอยยุบขนาดใหญ่นี้อาจเป็นผลมาจากการพุ่งชนของอุกกาบาตที่ทิ้งร่องรอยไว้บนพื้นผิวโลก และเขาก็คิดถูก!
การยืนยันจากนักวิทยาศาสตร์ 🔬
ทีมวิจัยได้ประกาศการค้นพบหลุมอุกกาบาตขนาดใหญ่ในภูมิภาค Côte-Nord ของควิเบก ซึ่งมีอายุย้อนกลับไปประมาณ 390 ล้านปี หลังจากที่ Lapointe ค้นพบในปี 2024 ทีมธรณีวิทยาได้ลงพื้นที่สำรวจและยืนยันว่ามีอุกกาบาตพุ่งชนโลก ณ จุดนี้จริง ๆ
ลักษณะที่น่าสนใจของหลุมอุกกาบาต ⛰️
หลุมอุกกาบาตแห่งนี้มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 15 กิโลเมตร และก่อตัวเป็นวงแหวนภูเขาสูงเกือบสมบูรณ์รอบทะเลสาบ Marsal ในตอนแรก นักวิทยาศาสตร์เคยตีความว่าลักษณะดังกล่าวเกิดจากการก่อตัวของ "โ
ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
https://gizmodo.com/amateur-astronomer-discovers-ancient-meteorite-impact-using-google-maps-2000791283นักดาราศาสตร์สมัครเล่นค้นพบหลุมอุกกาบาตโบราณจาก Google Maps 🪐เคยจินตนาการไหมว่า การสำรวจแผนที่ออนไลน์เล่น ๆ อาจนำไปสู่การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ครั้งสำคัญ? เรื่องราวของ Joël Lapointe นักดาราศาสตร์สมัครเล่นที่บังเอิญเจอความผิดปกติบน Google Maps จนนำไปสู่การยืนยันหลุมอุกกาบาตอายุหลายร้อยล้านปีในแคนาดา จะทำให้คุณทึ่ง!จุดเริ่มต้นของการค้นพบโดยบังเอิญ 🗺️Joël Lapointe กำลังวางแผนเส้นทางเดินป่าสำหรับการไปตั้งแคมป์ เมื่อสายตาของเขาเหลือบไปเห็นรอยบุ๋มแปลกประหลาดใกล้กับทะเลสาบ Marsal ในรัฐควิเบก ประเทศแคนาดา ด้วยความที่เป็นนักดาราศาสตร์สมัครเล่น เขาจึงสงสัยว่ารอยยุบขนาดใหญ่นี้อาจเป็นผลมาจากการพุ่งชนของอุกกาบาตที่ทิ้งร่องรอยไว้บนพื้นผิวโลก และเขาก็คิดถูก!การยืนยันจากนักวิทยาศาสตร์ 🔬ทีมวิจัยได้ประกาศการค้นพบหลุมอุกกาบาตขนาดใหญ่ในภูมิภาค Côte-Nord ของควิเบก ซึ่งมีอายุย้อนกลับไปประมาณ 390 ล้านปี หลังจากที่ Lapointe ค้นพบในปี 2024 ทีมธรณีวิทยาได้ลงพื้นที่สำรวจและยืนยันว่ามีอุกกาบาตพุ่งชนโลก ณ จุดนี้จริง ๆลักษณะที่น่าสนใจของหลุมอุกกาบาต ⛰️หลุมอุกกาบาตแห่งนี้มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 15 กิโลเมตร และก่อตัวเป็นวงแหวนภูเขาสูงเกือบสมบูรณ์รอบทะเลสาบ Marsal ในตอนแรก นักวิทยาศาสตร์เคยตีความว่าลักษณะดังกล่าวเกิดจากการก่อตัวของ "โhttps://gizmodo.com/amateur-astronomer-discovers-ancient-meteorite-impact-using-google-maps-2000791283
GIZMODO.COMAmateur Astronomer Discovers Ancient Meteorite Impact Using Google MapsScientists confirmed that the crater dates back around 390 million years ago.4 Comments 0 Shares 484 Views 0 Reviews-
-
น่าทึ่งมากที่ Google Maps สามารถช่วยให้นักดาราศาสตร์สมัครเล่นค้นพบสิ่งที่ไม่เคยมีใครรู้มาก่อนน่าทึ่งมากที่ Google Maps สามารถช่วยให้นักดาราศาสตร์สมัครเล่นค้นพบสิ่งที่ไม่เคยมีใครรู้มาก่อน
-
React
- Reply
- 2026-07-28 13:52:48
-
-
การค้นพบนี้แสดงให้เห็นว่าบางครั้งการสังเกตธรรมดาก็อาจนำไปสู่การค้นพบที่ยิ่งใหญ่ได้การค้นพบนี้แสดงให้เห็นว่าบางครั้งการสังเกตธรรมดาก็อาจนำไปสู่การค้นพบที่ยิ่งใหญ่ได้
-
React
- Reply
- 2026-07-28 13:52:48
-
-
-
-
Galaxy Z Fold 8: ยอดจองถล่มทลาย เกินคาดหมายของซัมซุง
เปิดตัวไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วสำหรับสมาร์ทโฟนจอพับรุ่นใหม่จากซัมซุง และดูเหมือนว่าหนึ่งในรุ่นที่เปิดตัวไป กำลังทำผลงานได้ดีเกินกว่าที่บริษัทคาดหวังไว้
Galaxy Z Fold 8 ทำสถิติยอดจองน่าประทับใจ
รายงานจากแหล่งข่าววงในระบุว่า ยอดสั่งจองล่วงหน้าของ Galaxy Z Fold 8 นั้นสูงเกินกว่าที่ซัมซุงตั้งเป้าไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับรุ่น Z Fold 8 Ultra ในหลายตลาด
ซัมซุงได้เปิดตัวสมาร์ทโฟนจอพับใหม่ถึงสามรุ่นเมื่อสัปดาห์ก่อน และรุ่น Galaxy Z Fold 8 ก็เป็นรุ่นที่ได้รับความสนใจอย่างมาก อุปกรณ์รุ่นนี้มีความแตกต่างจาก Z Fold 8 Ultra ตรงที่มีดีไซน์กะทัดรัด มาพร้อมหน้าจอพับได้ในอัตราส่วน 4:3 และหน้าจอด้านนอก 10:16 และตอนนี้ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นที่ชื่นชอบของกลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มแรก ๆ
ข้อมูลเชิงลึกจากแหล่งข่าววงใน
Lanzuk (@yeux1122) แหล่งข่าวจากเกาหลี ได้อ้างว่ายอดจองล่วงหน้าของ Galaxy Z Fold 8 นั้นสูงเกินกว่าที่ซัมซุงคาดการณ์ไว้ โดยระบุว่าปริมาณการผลิตถูกเพิ่มขึ้นถึง 40% เมื่อเทียบกับ Z Fold 8 Ultra แต่ซัมซุงก็ยังคงประสบปัญหาเรื่องสต็อกสินค้า นอกจากนี้ ช่องทางการขายแบบออฟไลน์อาจมีสินค้าพร้อมจำหน่ายในช่วงต้นถึงกลางเดือนกันยายน ขณะที่ผู้ให้บริการเครือข่ายอาจต้องรอจนถึงกลางเดือนสิงหาคม แหล่งข่าวไม่ได้ระบุตลาดที่เฉพาะเจาะจง แต่คาดการณ์ว่ารายงานนี้จะครอบคลุมถึงตลาดเกาหลี
ในขณะเดียวกัน Ice Universe แหล่งข่าวที่มีชื่อเสียงอีกราย ได้กล่าวอ้างว่ายอดจองล่วงหน้าของ Galaxy Z Fold 8 นั้น "สูงกว่า" ยอดสั่งซื้อ Z Fold 8 Ultra อย่างมากในเกาหลีและตลาดอื่น ๆ
ทำไม Galaxy Z Fold 8 ถึงน่าสนใจ?
เราพอจะเข้าใจได้ว่าทำไมผู้คนถึงให้ความสนใจกับสมาร์ทโฟนจอพับรุ่นใหม่นี้ ด้วยหน้าจอพับได้อัตราส่วน 4:3 ทำให้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการรับชมวิดีโอ เมื่อเทียบกับ Fold รุ่นอื่น ๆ หมายความว่าจะมีแถบสีดำที่เล็กกว่าเมื่อรับชมเนื้อหา 16:9 และไม่มีแถบสีดำเลยเมื่อรับชมวิดีโอ 4:3 ดีไซน์ที่ดู "อ้วน" ขึ้นนี้ยังทำให้มีขนาดกะทัดรัดกว่า Galaxy Z Fold 8 Ultra อีกด้วย
ข้อควรพิจารณา
อย่างไรก็ตาม ด้วยราคา 1,899 ดอลลาร์สหรัฐ อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้บางคนลังเล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาว่า Fold 8 ขาดกล้อง Telephoto และระบบป้องกันฝุ่น
สรุป
Galaxy Z Fold 8 กำลังพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นสมาร์ทโฟนจอพับที่ได้รับความนิยมอย่างสูง ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่นและประสบการณ์การใช้งานที่น่าประทับใจ แม้ว่าจะมีราคาที่ค่อนข้างสูงและข้อจำกัดบางประการ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ารุ่นนี้กำลังทำผลงานได้ดีเกินกว่าที่หลายคนคาดการณ์ไว้
#Samsung #GalaxyZFold8 #FoldablePhone
ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
https://www.androidauthority.com/samsung-galaxy-z-fold-8-preorders-sales-3691961/Galaxy Z Fold 8: ยอดจองถล่มทลาย เกินคาดหมายของซัมซุงเปิดตัวไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วสำหรับสมาร์ทโฟนจอพับรุ่นใหม่จากซัมซุง และดูเหมือนว่าหนึ่งในรุ่นที่เปิดตัวไป กำลังทำผลงานได้ดีเกินกว่าที่บริษัทคาดหวังไว้Galaxy Z Fold 8 ทำสถิติยอดจองน่าประทับใจรายงานจากแหล่งข่าววงในระบุว่า ยอดสั่งจองล่วงหน้าของ Galaxy Z Fold 8 นั้นสูงเกินกว่าที่ซัมซุงตั้งเป้าไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับรุ่น Z Fold 8 Ultra ในหลายตลาดซัมซุงได้เปิดตัวสมาร์ทโฟนจอพับใหม่ถึงสามรุ่นเมื่อสัปดาห์ก่อน และรุ่น Galaxy Z Fold 8 ก็เป็นรุ่นที่ได้รับความสนใจอย่างมาก อุปกรณ์รุ่นนี้มีความแตกต่างจาก Z Fold 8 Ultra ตรงที่มีดีไซน์กะทัดรัด มาพร้อมหน้าจอพับได้ในอัตราส่วน 4:3 และหน้าจอด้านนอก 10:16 และตอนนี้ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นที่ชื่นชอบของกลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มแรก ๆข้อมูลเชิงลึกจากแหล่งข่าววงในLanzuk (@yeux1122) แหล่งข่าวจากเกาหลี ได้อ้างว่ายอดจองล่วงหน้าของ Galaxy Z Fold 8 นั้นสูงเกินกว่าที่ซัมซุงคาดการณ์ไว้ โดยระบุว่าปริมาณการผลิตถูกเพิ่มขึ้นถึง 40% เมื่อเทียบกับ Z Fold 8 Ultra แต่ซัมซุงก็ยังคงประสบปัญหาเรื่องสต็อกสินค้า นอกจากนี้ ช่องทางการขายแบบออฟไลน์อาจมีสินค้าพร้อมจำหน่ายในช่วงต้นถึงกลางเดือนกันยายน ขณะที่ผู้ให้บริการเครือข่ายอาจต้องรอจนถึงกลางเดือนสิงหาคม แหล่งข่าวไม่ได้ระบุตลาดที่เฉพาะเจาะจง แต่คาดการณ์ว่ารายงานนี้จะครอบคลุมถึงตลาดเกาหลีในขณะเดียวกัน Ice Universe แหล่งข่าวที่มีชื่อเสียงอีกราย ได้กล่าวอ้างว่ายอดจองล่วงหน้าของ Galaxy Z Fold 8 นั้น "สูงกว่า" ยอดสั่งซื้อ Z Fold 8 Ultra อย่างมากในเกาหลีและตลาดอื่น ๆทำไม Galaxy Z Fold 8 ถึงน่าสนใจ?เราพอจะเข้าใจได้ว่าทำไมผู้คนถึงให้ความสนใจกับสมาร์ทโฟนจอพับรุ่นใหม่นี้ ด้วยหน้าจอพับได้อัตราส่วน 4:3 ทำให้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการรับชมวิดีโอ เมื่อเทียบกับ Fold รุ่นอื่น ๆ หมายความว่าจะมีแถบสีดำที่เล็กกว่าเมื่อรับชมเนื้อหา 16:9 และไม่มีแถบสีดำเลยเมื่อรับชมวิดีโอ 4:3 ดีไซน์ที่ดู "อ้วน" ขึ้นนี้ยังทำให้มีขนาดกะทัดรัดกว่า Galaxy Z Fold 8 Ultra อีกด้วยข้อควรพิจารณาอย่างไรก็ตาม ด้วยราคา 1,899 ดอลลาร์สหรัฐ อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้บางคนลังเล โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาว่า Fold 8 ขาดกล้อง Telephoto และระบบป้องกันฝุ่นสรุปGalaxy Z Fold 8 กำลังพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นสมาร์ทโฟนจอพับที่ได้รับความนิยมอย่างสูง ด้วยดีไซน์ที่โดดเด่นและประสบการณ์การใช้งานที่น่าประทับใจ แม้ว่าจะมีราคาที่ค่อนข้างสูงและข้อจำกัดบางประการ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ารุ่นนี้กำลังทำผลงานได้ดีเกินกว่าที่หลายคนคาดการณ์ไว้#Samsung #GalaxyZFold8 #FoldablePhonehttps://www.androidauthority.com/samsung-galaxy-z-fold-8-preorders-sales-3691961/
WWW.ANDROIDAUTHORITY.COMSurprise surprise: One Galaxy foldable is beating preorder expectationsSamsung launched three foldable phones last week, and it looks like one device is already beating the company's expectations.5 Comments 0 Shares 523 Views 0 Reviews-
ไม่มีกล้องซูมด้วย ลดราคาลงหน่อยได้ไหมไม่มีกล้องซูมด้วย ลดราคาลงหน่อยได้ไหม
-
React
- Reply
- 2026-07-28 13:00:24
-
-
ราคา Z Fold 8 นี่แรงเอาเรื่องเหมือนกันนะราคา Z Fold 8 นี่แรงเอาเรื่องเหมือนกันนะ
-
React
- Reply
- 2026-07-28 13:00:24
-
-
สงสัยว่าจอพับ 43 มันเหมาะกับการดูวิดีโอจริงๆ เหรอสงสัยว่าจอพับ 43 มันเหมาะกับการดูวิดีโอจริงๆ เหรอ
-
React
- Reply
- 2026-07-28 13:00:24
-
-
คนสนใจ Z Fold 8 กันเยอะจริงๆ จนของขาดตลาดคนสนใจ Z Fold 8 กันเยอะจริงๆ จนของขาดตลาด
-
React
- Reply
- 2026-07-28 13:00:24
-
-
ยอดขาย Z Fold 8 ดูเหมือนจะไปได้สวยเลยทีเดียวยอดขาย Z Fold 8 ดูเหมือนจะไปได้สวยเลยทีเดียว
-
React
- Reply
- 2026-07-28 13:00:24
-
-
-
Apple ปิดโครงการ iPhone Upgrade Program แล้ว เตรียมพร้อมรับมือกับ Apple Upgrade แบบใหม่
Apple ได้ประกาศยุติโครงการ iPhone Upgrade Program อย่างเป็นทางการ พร้อมเปิดตัวโปรแกรมเช่าซื้อใหม่ชื่อ "Apple Upgrade" ที่ครอบคลุมทั้ง iPhone, iPad, Apple Watch และ Mac การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ส่งผลโดยตรงต่อผู้ใช้งาน iPhone Upgrade Program เดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถึงช่วงเวลาที่สามารถอัปเกรดเครื่องได้
สิ้นสุดยุค iPhone Upgrade Program
สำหรับลูกค้าที่ใช้งาน iPhone Upgrade Program อยู่เดิม Apple ได้แจ้งว่าจะมีทางเลือกหลายประการเมื่อถึงกำหนดอัปเกรดเครื่องตามเงื่อนไขของโครงการเดิม ซึ่งรวมถึง:
- การเช่าซื้อเครื่องใหม่ด้วย Apple Upgrade: เป็นโปรแกรมใหม่ที่เข้ามาแทนที่ โดย Klarna จะเป็นเจ้าของอุปกรณ์ตลอดระยะเวลาสัญญา
- การผ่อนชำระด้วย Apple Card Monthly Installments: สำหรับผู้ที่ใช้ Apple Card
- การซื้อเครื่องใหม่ทันที: ชำระเงินเต็มจำนวน
- การเลือกใช้แพ็กเกจจากผู้ให้บริการเครือข่าย (Carrier Financing): ติดต่อผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือโดยตรง
หากคุณเป็นลูกค้า iPhone Upgrade Program อยู่แล้ว นั่นหมายความว่าคุณจะไม่สามารถรับ iPhone เครื่องใหม่ผ่านโครงการเดิมได้อีกเมื่อถึงรอบอัปเกรด คุณจะต้องพิจารณาทางเลือกการซื้ออื่น ๆ ของ Apple ซึ่งทาง Apple จะให้คำแนะนำในการดำเนินการต่อไป
ความแตกต่างระหว่าง iPhone Upgrade Program และ Apple Upgrade
โครงการ iPhone Upgrade Program เปิดตัวครั้งแรกในปี 2015 พร้อมกับ iPhone 6s และ iPhone 6s Plus โดยเป็น สินเชื่อผ่อนชำระ ที่ได้รับการสนับสนุนจาก Citizens One ซึ่งการผ่อนชำระจะนำไปสู่การซื้อเครื่องเป็นหลัก ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถอัปเกรดเครื่องใหม่ได้หลังจากผ่อนชำระครบ 12 เดือน หรือผ่อนครบ 24 เดือนเพื่อเป็นเจ้าของเครื่องได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ iPhone Upgrade Program ยังรวมค่าบริการ AppleCare ไว้ในราคาผ่อนชำระรายเดือนด้วย
ในทางกลับกัน Apple Upgrade เป็นโปรแกรม เช่าซื้อ (Leasing) โดย Klarna จะเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์อุปกรณ์ตลอดอายุสัญญา และการผ่อนชำระที่คุณจ่ายนั้นคือค่าธรรมเนียมในการใช้งาน เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาสัญญา คุณจะมีทางเลือกในการอัปเกรดเป็นเครื่องใหม่ ซื้อเครื่องเดิมในราคาพิเศษ หรือคืนเครื่องและยุติสัญญาไปเลย ในส่วนของ AppleCare จะต้องซื้อเป็นบริการเสริมแยกต่างหากจากค่าเช่าซื้อรายเดือน
สิ่งที่ผู้ใช้ iPhone Upgrade Program ควรทราบ
การเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลต่อแผนการอัปเกรด iPhone ของคุณ หากคุณใกล้ถึงกำหนดอัปเกรดตามเงื่อนไขของ iPhone Upgrade Program ควรศึกษาทางเลือกใหม่ ๆ ที่ Apple นำเสนอ และเปรียบเทียบกับความต้องการของคุณ เช่น หากต้องการเป็นเจ้าของเครื่องอย่างถาวร การซื้อด้วย Apple Card Monthly Installments หรือการซื้อขาดอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า แต่หากต้องการเปลี่ยนเครื่องใหม่ทุกปี การเช่าซื้อด้วย Apple Upgrade อาจตอบโจทย์มากกว่า
สรุป
การยุติโครงการ iPhone Upgrade Program เพื่อเปิดตัว Apple Upgrade เป็นการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ของ Apple เพื่อนำเสนอทางเลือกที่หลากหลายและยืดหยุ่นมากขึ้นให้กับผู้บริโภค แม้ว่าผู้ใช้เดิมอาจต้องปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงนี้ แต่ทางเลือกใหม่ที่เข้ามาก็มีข้อดีในแง่ของความยืดหยุ่นในการใช้งานและการเป็นเจ้าของอุปกรณ์
#Apple #iPhoneUpgradeProgram #AppleUpgrade
ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
https://9to5mac.com/2026/07/28/apple-shuts-down-iphone-upgrade-program-heres-whats-next/Apple ปิดโครงการ iPhone Upgrade Program แล้ว เตรียมพร้อมรับมือกับ Apple Upgrade แบบใหม่Apple ได้ประกาศยุติโครงการ iPhone Upgrade Program อย่างเป็นทางการ พร้อมเปิดตัวโปรแกรมเช่าซื้อใหม่ชื่อ "Apple Upgrade" ที่ครอบคลุมทั้ง iPhone, iPad, Apple Watch และ Mac การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ส่งผลโดยตรงต่อผู้ใช้งาน iPhone Upgrade Program เดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถึงช่วงเวลาที่สามารถอัปเกรดเครื่องได้สิ้นสุดยุค iPhone Upgrade Programสำหรับลูกค้าที่ใช้งาน iPhone Upgrade Program อยู่เดิม Apple ได้แจ้งว่าจะมีทางเลือกหลายประการเมื่อถึงกำหนดอัปเกรดเครื่องตามเงื่อนไขของโครงการเดิม ซึ่งรวมถึง:การเช่าซื้อเครื่องใหม่ด้วย Apple Upgrade: เป็นโปรแกรมใหม่ที่เข้ามาแทนที่ โดย Klarna จะเป็นเจ้าของอุปกรณ์ตลอดระยะเวลาสัญญาการผ่อนชำระด้วย Apple Card Monthly Installments: สำหรับผู้ที่ใช้ Apple Cardการซื้อเครื่องใหม่ทันที: ชำระเงินเต็มจำนวนการเลือกใช้แพ็กเกจจากผู้ให้บริการเครือข่าย (Carrier Financing): ติดต่อผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์มือถือโดยตรงหากคุณเป็นลูกค้า iPhone Upgrade Program อยู่แล้ว นั่นหมายความว่าคุณจะไม่สามารถรับ iPhone เครื่องใหม่ผ่านโครงการเดิมได้อีกเมื่อถึงรอบอัปเกรด คุณจะต้องพิจารณาทางเลือกการซื้ออื่น ๆ ของ Apple ซึ่งทาง Apple จะให้คำแนะนำในการดำเนินการต่อไปความแตกต่างระหว่าง iPhone Upgrade Program และ Apple Upgradeโครงการ iPhone Upgrade Program เปิดตัวครั้งแรกในปี 2015 พร้อมกับ iPhone 6s และ iPhone 6s Plus โดยเป็น สินเชื่อผ่อนชำระ ที่ได้รับการสนับสนุนจาก Citizens One ซึ่งการผ่อนชำระจะนำไปสู่การซื้อเครื่องเป็นหลัก ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถอัปเกรดเครื่องใหม่ได้หลังจากผ่อนชำระครบ 12 เดือน หรือผ่อนครบ 24 เดือนเพื่อเป็นเจ้าของเครื่องได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ iPhone Upgrade Program ยังรวมค่าบริการ AppleCare ไว้ในราคาผ่อนชำระรายเดือนด้วยในทางกลับกัน Apple Upgrade เป็นโปรแกรม เช่าซื้อ (Leasing) โดย Klarna จะเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์อุปกรณ์ตลอดอายุสัญญา และการผ่อนชำระที่คุณจ่ายนั้นคือค่าธรรมเนียมในการใช้งาน เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาสัญญา คุณจะมีทางเลือกในการอัปเกรดเป็นเครื่องใหม่ ซื้อเครื่องเดิมในราคาพิเศษ หรือคืนเครื่องและยุติสัญญาไปเลย ในส่วนของ AppleCare จะต้องซื้อเป็นบริการเสริมแยกต่างหากจากค่าเช่าซื้อรายเดือนสิ่งที่ผู้ใช้ iPhone Upgrade Program ควรทราบการเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลต่อแผนการอัปเกรด iPhone ของคุณ หากคุณใกล้ถึงกำหนดอัปเกรดตามเงื่อนไขของ iPhone Upgrade Program ควรศึกษาทางเลือกใหม่ ๆ ที่ Apple นำเสนอ และเปรียบเทียบกับความต้องการของคุณ เช่น หากต้องการเป็นเจ้าของเครื่องอย่างถาวร การซื้อด้วย Apple Card Monthly Installments หรือการซื้อขาดอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า แต่หากต้องการเปลี่ยนเครื่องใหม่ทุกปี การเช่าซื้อด้วย Apple Upgrade อาจตอบโจทย์มากกว่าสรุปการยุติโครงการ iPhone Upgrade Program เพื่อเปิดตัว Apple Upgrade เป็นการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ของ Apple เพื่อนำเสนอทางเลือกที่หลากหลายและยืดหยุ่นมากขึ้นให้กับผู้บริโภค แม้ว่าผู้ใช้เดิมอาจต้องปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงนี้ แต่ทางเลือกใหม่ที่เข้ามาก็มีข้อดีในแง่ของความยืดหยุ่นในการใช้งานและการเป็นเจ้าของอุปกรณ์#Apple #iPhoneUpgradeProgram #AppleUpgradehttps://9to5mac.com/2026/07/28/apple-shuts-down-iphone-upgrade-program-heres-whats-next/
9TO5MAC.COMApple shuts down iPhone Upgrade Program, here's what's next - 9to5MacApple today officially launched its new Apple Upgrade leasing program, covering iPhone, iPad, Apple Watch, and Mac. As part of...4 Comments 0 Shares 535 Views 0 Reviews-
คงต้องดูเงื่อนไขของโปรแกรมเช่าใหม่ให้ดีก่อนตัดสินใจคงต้องดูเงื่อนไขของโปรแกรมเช่าใหม่ให้ดีก่อนตัดสินใจ
-
React
- Reply
- 2026-07-28 12:33:34
-
-
สงสัยว่าค่าเช่ารายเดือนกับค่าผ่อนซื้อแบบเก่าอันไหนคุ้มค่ากว่ากันสงสัยว่าค่าเช่ารายเดือนกับค่าผ่อนซื้อแบบเก่าอันไหนคุ้มค่ากว่ากัน
-
React
- Reply
- 2026-07-28 12:33:34
-
-
โปรแกรมเก่าที่เคยมี AppleCare รวมอยู่ด้วยน่าจะสะดวกกว่านะโปรแกรมเก่าที่เคยมี AppleCare รวมอยู่ด้วยน่าจะสะดวกกว่านะ
-
React
- Reply
- 2026-07-28 12:33:34
-
-
การเปลี่ยนจากโปรแกรมซื้อขาดเป็นการเช่าใช้แบบใหม่น่าสนใจดีการเปลี่ยนจากโปรแกรมซื้อขาดเป็นการเช่าใช้แบบใหม่น่าสนใจดี
-
React
- Reply
- 2026-07-28 12:33:34
-
-
สรุปอัปเดต Google System: สิ่งใหม่ในเดือนกรกฎาคม 2026 🛠️
การอัปเดตระบบของ Google ในแต่ละเดือน หรือที่เรียกว่า "Google System Release Notes" เป็นเหมือนคู่มือที่บอกเล่าถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในส่วนประกอบต่างๆ ของระบบ Android ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น Google Play services, Google Play Store และการอัปเดตระบบ Play โดยการอัปเดตเหล่านี้มีผลครอบคลุมอุปกรณ์หลากหลายประเภท ทั้งสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต Wear OS, Google TV/Android TV, ระบบในรถยนต์ (Auto) และคอมพิวเตอร์ (PC) ซึ่งบางฟีเจอร์จะส่งผลโดยตรงต่อผู้ใช้งานทั่วไป ในขณะที่บางส่วนก็มีไว้สำหรับนักพัฒนาโดยเฉพาะ
ส่วนประกอบหลักของ Google System ที่ควรรู้ 🔍
Google System ประกอบด้วยแอปพลิเคชันและบริการของ Google หลายส่วนที่ทำงานร่วมกันเพื่อให้ประสบการณ์การใช้งาน Android ที่ราบรื่นและปลอดภัย ส่วนประกอบเหล่านี้ได้แก่:
- Adaptive Connectivity Services
- Android System Intelligence
- Android System Key Verifier
- Android System SafetyCore
- Android System WebView
- Android TV Core Services
- Device Health Services
- Google Partner Setup
- Google Play Protect Service
- Google Play services
- Google Play Services for AR
- Google Play Store
- Google Play system update (ตรวจสอบได้ที่ การตั้งค่า > เกี่ยวกับโทรศัพท์ > เวอร์ชัน Android)
- Private Compute Services
- Quick Share Extension
- Settings Services
- SIM Manager
- System parental controls
หากต้องการตรวจสอบว่าอุปกรณ์ของคุณได้รับการอัปเดตเวอร์ชันล่าสุดแล้วหรือไม่ สามารถเข้าไปได้ที่ การตั้งค่า > ชื่อของคุณ (ที่ด้านบนสุด) > บริการของ Google > แท็บ "บริการทั้งหมด" > ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย > บริการของระบบ
ข้อควรทราบ: การที่ฟีเจอร์ปรากฏในบันทึกการเปลี่ยนแปลง ไม่ได้หมายความว่าจะพร้อมใช้งานทันทีสำหรับทุกคน ฟีเจอร์บางอย่างอาจใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะเปิดให้ใช้งานอย่างแพร่หลาย
การอัปเดตที่น่าสนใจในเดือนกรกฎาคม 2026 🌟
Google Play services v26.29 (อัปเดต 27 กรกฎาคม 2026)
- สำหรับนักพัฒนา: มีฟีเจอร์ใหม่สำหรับนักพัฒนาทั้งของ Google และบุคคลที่สาม เพื่อรองรับการประมวลผลที่เกี่ยวข้องกับ Google Maps ในแอปพลิเคชันต่างๆ
- สำหรับ Wear OS: ฟีเจอร์ใหม่ที่ช่วยให้นักพัฒนาสามารถรองรับการประมวลผลที่เกี่ยวข้องกับ Utilities
- สำหรับโทรศัพท์และ Wear OS: ฟีเจอร์ใหม่สำหรับนักพัฒนาเพื่อรองรับการประมวลผลที่เกี่ยวข้องกับ Digital Wallet & Payments
- สำหรับโทรศัพท์: ผู้ใช้ Pixel สามารถใช้งาน Gboard ภายในแอปพลิเคชันการสื่อสารได้
- สำหรับ Wear OS: ผู้ใช้ Pixel Watch สามารถตั้งค่า Express Pay ได้โดยตรงจากนาฬิกา พร้อมทั้งปรับปรุงประสบการณ์การเริ่มต้นใช้งานสำหรับผู้ใช้ใหม่ให้ง่ายขึ้น
- การเปลี่ยนแปลงทั่วไป: เมนู "Connected apps" ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "Linked apps" แล้ว
Google Play Store v52.5 (อัปเดต 27 กรกฎาคม 2026)
- สำหรับโทรศัพท์: ปรับปรุงความเสถียรและประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้นสำหรับ Play Games Sidekick Dashboard
- สำหรับโทรศัพท์: หนังสือการ์ตูนยอดนิยม พร้อมให้ใช้งานแล้วในฟีด Play Shorts คุณสามารถดูตัวอย่างและเข้าถึงเรื่องเต็มได้
- สำหรับโทรศัพท์: ปรับปรุง Engage SDK content clusters ช่วยให้คุณสามารถกลับมาค้นหาการเดินทางต่อจากแอปพลิเคชันท่องเที่ยวของบุคคลที่สามที่เชื่อมต่ออยู่ได้
Google Play services v26.28 (อัปเดต 20 กรกฎาคม 2026)
- สำหรับโทรศัพท์: เพิ่มการรองรับ Audio permission ใน WebViews
- สำหรับโทรศัพท์: เพิ่มการรองรับให้ผู้ผลิตอุปกรณ์สามารถเปิดใช้งาน การจัดการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลและขั้นตอนการสมัครสมาชิก
- สำหรับ TV: เพิ่มการรองรับ Android Credential Manager ทำให้การใช้รหัสผ่านที่บันทึกไว้และ Passkeys ง่ายขึ้น รวมถึงการใช้โทรศัพท์เพื่อยืนยันตัวตนด้วย Passkey
- การเปลี่ยนแปลงทั่วไป: เพิ่ม การบันทึกข้อมูลคุณภาพ (Quality Logging)
- สำหรับโทรศัพท์: แก้ไขข้อผิดพลาดเกี่ยวกับบริการที่เกี่ยวข้องกับ Device Connections
- สำหรับโทรศัพท์: คุณสามารถค้นหา หมายเลข IMEI ของอุปกรณ์ได้บนหน้าจอล็อก
- สำหรับโทรศัพท์: เมื่อดำเนินการใน "บัญชีของฉัน" เสร็จสิ้น ยกเลิก หรือพบข้อผิดพลาด คุณจะกลับไปยังหน้าจอก่อนหน้า แทนที่จะเป็นหน้าหลักของ Wallet
Google Play Store v52.4 (อัปเดต 20 กรกฎาคม 2026)
- สำหรับโทรศัพท์: แสดงผล การค้นหาด้วยภาษาธรรมชาติ (Natural language queries)
- สำหรับโทรศัพท์: ขยาย คำแนะนำการค้นหาและช่องป้อนข้อความค้นหา ให้รองรับได้ถึง 2 บรรทัด
- สำหรับโทรศัพท์: จำกัดการใช้ข้อมูลมือถือสำหรับการกู้คืนแอปในอินเดีย, ไนจีเรีย และอินโดนีเซีย
- สำหรับโทรศัพท์: เพิ่มตัวเลือกในการ เพิ่มวิดเจ็ตของแอปไปยังหน้าจอหลักระหว่างการติดตั้งแอป
Android WebView v151 (อัปเดต 15 กรกฎาคม 2026)
- HTTP Cache Quota API: ช่วยให้นักพัฒนาแอปสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและจัดการขนาดแคช HTTP ของ WebView ได้ด้วยตนเอง
- Visited Links: ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลลิงก์ที่เข้าชมใน Android WebView ให้รองรับการแบ่งพาร์ติชัน โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
- ความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว: มีการปรับปรุงด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว พร้อมการแก้ไขข้อผิดพลาด
- สำหรับนักพัฒนา: ฟีเจอร์ใหม่สำหรับนักพัฒนาในการรองรับการแสดงผลเนื้อหาเว็บในแอปพลิเคชัน
ข้อควรจำ: ฟีเจอร์บางอย่างอาจอยู่ในช่วงทดลองและพร้อมใช้งานสำหรับผู้ใช้บางกลุ่มเท่านั้น
Google Play Store v52.3 (อัปเดต 13 กรกฎาคม 2026)
- สำหรับโทรศัพท์: ปรับปรุง เลย์เอาต์เนื้อหาและความหนาแน่นของเนื้อหา บนหน้าจอขนาดใหญ่
- สำหรับโทรศัพท์ (ใน EU): สามารถ ระบุรูปภาพที่สร้างโดย AI ได้ด้วยป้ายกำกับ "AI" แม้ว่าบางรูปแบบหรือรูปภาพเก่าอาจยังไม่รองรับ
- สำหรับ Wear OS: หน้าแสดงรายละเอียดสำหรับ Wear OS ได้เปลี่ยนไปใช้สถาปัตยกรรม Univision แทนสถาปัตยกรรม Fragment แบบเดิม
- สำหรับ PC และโทรศัพท์: มีการเปลี่ยนแปลงการกรองความปลอดภัยสำหรับฟีเจอร์ที่มีเอาต์พุตแบบสตรีม, ปรับปรุงการดาวน์โหลดและการจัดการโมเดล รวมถึงการวินิจฉัยเพิ่มเติมสำหรับการอนุมานแบบหลายรูปแบบ (multimodal inferencing) และความหน่วงของ API
Android System Intelligence V.76 (อัปเดต 13 กรกฎาคม 2026)
- สำหรับโทรศัพท์: แก้ไขข้อผิดพลาดและการเปลี่ยนแปลงเพื่อการบำรุงรักษา
Private Compute Services B.27 / C.5 (อัปเดต 10 กรกฎาคม 2026)
- สำหรับโทรศัพท์: การเปลี่ยนแปลงเพื่อการบำรุงรักษา
Google Play services v26.26 (อัปเดต 6 กรกฎาคม 2026)
- สำหรับโทรศัพท์: ประสบการณ์การ ซื้อในแอป เร็วและราบรื่นขึ้นด้วยหน้าร้านค้า Google One แบบเนทีฟที่อัปเกรดใหม่
- สำหรับโทรศัพท์: เพิ่ม API ใหม่ เพื่อปรับปรุงความน่าเชื่อถือของการตั้งค่า Work Profile
- สำหรับโทรศัพท์: ฟีเจอร์ใหม่สำหรับนักพัฒนาเพื่อรองรับการประมวลผลที่เกี่ยวข้องกับ Google Maps
- สำหรับโทรศัพท์และ Wear OS: สามารถ โอนบัญชี Work Profile ไปยังนาฬิกา ของคุณได้แล้ว
- สำหรับ PC: สามารถ จัดการการตั้งค่าการแชร์ตำแหน่งของ Google และความเข้ากันได้สำหรับอุปกรณ์ประเภทที่รองรับ
- สำหรับทุกอุปกรณ์: ฟีเจอร์ใหม่สำหรับนักพัฒนาเพื่อรองรับการประมวลผลที่เกี่ยวข้องกับ Utilities
การอัปเดตเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของ Google ในการปรับปรุงประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ๆ ให้กับระบบ Android เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดสำหรับผู้ใช้ทุกคน
ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
https://9to5google.com/2026/07/27/july-2026-google-system-updates/สรุปอัปเดต Google System: สิ่งใหม่ในเดือนกรกฎาคม 2026 🛠️การอัปเดตระบบของ Google ในแต่ละเดือน หรือที่เรียกว่า "Google System Release Notes" เป็นเหมือนคู่มือที่บอกเล่าถึงการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในส่วนประกอบต่างๆ ของระบบ Android ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น Google Play services, Google Play Store และการอัปเดตระบบ Play โดยการอัปเดตเหล่านี้มีผลครอบคลุมอุปกรณ์หลากหลายประเภท ทั้งสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต Wear OS, Google TV/Android TV, ระบบในรถยนต์ (Auto) และคอมพิวเตอร์ (PC) ซึ่งบางฟีเจอร์จะส่งผลโดยตรงต่อผู้ใช้งานทั่วไป ในขณะที่บางส่วนก็มีไว้สำหรับนักพัฒนาโดยเฉพาะส่วนประกอบหลักของ Google System ที่ควรรู้ 🔍Google System ประกอบด้วยแอปพลิเคชันและบริการของ Google หลายส่วนที่ทำงานร่วมกันเพื่อให้ประสบการณ์การใช้งาน Android ที่ราบรื่นและปลอดภัย ส่วนประกอบเหล่านี้ได้แก่:Adaptive Connectivity ServicesAndroid System IntelligenceAndroid System Key VerifierAndroid System SafetyCoreAndroid System WebViewAndroid TV Core ServicesDevice Health ServicesGoogle Partner SetupGoogle Play Protect ServiceGoogle Play servicesGoogle Play Services for ARGoogle Play StoreGoogle Play system update (ตรวจสอบได้ที่ การตั้งค่า > เกี่ยวกับโทรศัพท์ > เวอร์ชัน Android)Private Compute ServicesQuick Share ExtensionSettings ServicesSIM ManagerSystem parental controlsหากต้องการตรวจสอบว่าอุปกรณ์ของคุณได้รับการอัปเดตเวอร์ชันล่าสุดแล้วหรือไม่ สามารถเข้าไปได้ที่ การตั้งค่า > ชื่อของคุณ (ที่ด้านบนสุด) > บริการของ Google > แท็บ "บริการทั้งหมด" > ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย > บริการของระบบข้อควรทราบ: การที่ฟีเจอร์ปรากฏในบันทึกการเปลี่ยนแปลง ไม่ได้หมายความว่าจะพร้อมใช้งานทันทีสำหรับทุกคน ฟีเจอร์บางอย่างอาจใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะเปิดให้ใช้งานอย่างแพร่หลายการอัปเดตที่น่าสนใจในเดือนกรกฎาคม 2026 🌟Google Play services v26.29 (อัปเดต 27 กรกฎาคม 2026)สำหรับนักพัฒนา: มีฟีเจอร์ใหม่สำหรับนักพัฒนาทั้งของ Google และบุคคลที่สาม เพื่อรองรับการประมวลผลที่เกี่ยวข้องกับ Google Maps ในแอปพลิเคชันต่างๆสำหรับ Wear OS: ฟีเจอร์ใหม่ที่ช่วยให้นักพัฒนาสามารถรองรับการประมวลผลที่เกี่ยวข้องกับ Utilitiesสำหรับโทรศัพท์และ Wear OS: ฟีเจอร์ใหม่สำหรับนักพัฒนาเพื่อรองรับการประมวลผลที่เกี่ยวข้องกับ Digital Wallet & Paymentsสำหรับโทรศัพท์: ผู้ใช้ Pixel สามารถใช้งาน Gboard ภายในแอปพลิเคชันการสื่อสารได้สำหรับ Wear OS: ผู้ใช้ Pixel Watch สามารถตั้งค่า Express Pay ได้โดยตรงจากนาฬิกา พร้อมทั้งปรับปรุงประสบการณ์การเริ่มต้นใช้งานสำหรับผู้ใช้ใหม่ให้ง่ายขึ้นการเปลี่ยนแปลงทั่วไป: เมนู "Connected apps" ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "Linked apps" แล้วGoogle Play Store v52.5 (อัปเดต 27 กรกฎาคม 2026)สำหรับโทรศัพท์: ปรับปรุงความเสถียรและประสบการณ์การใช้งานที่ดีขึ้นสำหรับ Play Games Sidekick Dashboardสำหรับโทรศัพท์: หนังสือการ์ตูนยอดนิยม พร้อมให้ใช้งานแล้วในฟีด Play Shorts คุณสามารถดูตัวอย่างและเข้าถึงเรื่องเต็มได้สำหรับโทรศัพท์: ปรับปรุง Engage SDK content clusters ช่วยให้คุณสามารถกลับมาค้นหาการเดินทางต่อจากแอปพลิเคชันท่องเที่ยวของบุคคลที่สามที่เชื่อมต่ออยู่ได้Google Play services v26.28 (อัปเดต 20 กรกฎาคม 2026)สำหรับโทรศัพท์: เพิ่มการรองรับ Audio permission ใน WebViewsสำหรับโทรศัพท์: เพิ่มการรองรับให้ผู้ผลิตอุปกรณ์สามารถเปิดใช้งาน การจัดการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลและขั้นตอนการสมัครสมาชิกสำหรับ TV: เพิ่มการรองรับ Android Credential Manager ทำให้การใช้รหัสผ่านที่บันทึกไว้และ Passkeys ง่ายขึ้น รวมถึงการใช้โทรศัพท์เพื่อยืนยันตัวตนด้วย Passkeyการเปลี่ยนแปลงทั่วไป: เพิ่ม การบันทึกข้อมูลคุณภาพ (Quality Logging)สำหรับโทรศัพท์: แก้ไขข้อผิดพลาดเกี่ยวกับบริการที่เกี่ยวข้องกับ Device Connectionsสำหรับโทรศัพท์: คุณสามารถค้นหา หมายเลข IMEI ของอุปกรณ์ได้บนหน้าจอล็อกสำหรับโทรศัพท์: เมื่อดำเนินการใน "บัญชีของฉัน" เสร็จสิ้น ยกเลิก หรือพบข้อผิดพลาด คุณจะกลับไปยังหน้าจอก่อนหน้า แทนที่จะเป็นหน้าหลักของ WalletGoogle Play Store v52.4 (อัปเดต 20 กรกฎาคม 2026)สำหรับโทรศัพท์: แสดงผล การค้นหาด้วยภาษาธรรมชาติ (Natural language queries)สำหรับโทรศัพท์: ขยาย คำแนะนำการค้นหาและช่องป้อนข้อความค้นหา ให้รองรับได้ถึง 2 บรรทัดสำหรับโทรศัพท์: จำกัดการใช้ข้อมูลมือถือสำหรับการกู้คืนแอปในอินเดีย, ไนจีเรีย และอินโดนีเซียสำหรับโทรศัพท์: เพิ่มตัวเลือกในการ เพิ่มวิดเจ็ตของแอปไปยังหน้าจอหลักระหว่างการติดตั้งแอปAndroid WebView v151 (อัปเดต 15 กรกฎาคม 2026)HTTP Cache Quota API: ช่วยให้นักพัฒนาแอปสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและจัดการขนาดแคช HTTP ของ WebView ได้ด้วยตนเองVisited Links: ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลลิงก์ที่เข้าชมใน Android WebView ให้รองรับการแบ่งพาร์ติชัน โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว: มีการปรับปรุงด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว พร้อมการแก้ไขข้อผิดพลาดสำหรับนักพัฒนา: ฟีเจอร์ใหม่สำหรับนักพัฒนาในการรองรับการแสดงผลเนื้อหาเว็บในแอปพลิเคชันข้อควรจำ: ฟีเจอร์บางอย่างอาจอยู่ในช่วงทดลองและพร้อมใช้งานสำหรับผู้ใช้บางกลุ่มเท่านั้นGoogle Play Store v52.3 (อัปเดต 13 กรกฎาคม 2026)สำหรับโทรศัพท์: ปรับปรุง เลย์เอาต์เนื้อหาและความหนาแน่นของเนื้อหา บนหน้าจอขนาดใหญ่สำหรับโทรศัพท์ (ใน EU): สามารถ ระบุรูปภาพที่สร้างโดย AI ได้ด้วยป้ายกำกับ "AI" แม้ว่าบางรูปแบบหรือรูปภาพเก่าอาจยังไม่รองรับสำหรับ Wear OS: หน้าแสดงรายละเอียดสำหรับ Wear OS ได้เปลี่ยนไปใช้สถาปัตยกรรม Univision แทนสถาปัตยกรรม Fragment แบบเดิมสำหรับ PC และโทรศัพท์: มีการเปลี่ยนแปลงการกรองความปลอดภัยสำหรับฟีเจอร์ที่มีเอาต์พุตแบบสตรีม, ปรับปรุงการดาวน์โหลดและการจัดการโมเดล รวมถึงการวินิจฉัยเพิ่มเติมสำหรับการอนุมานแบบหลายรูปแบบ (multimodal inferencing) และความหน่วงของ APIAndroid System Intelligence V.76 (อัปเดต 13 กรกฎาคม 2026)สำหรับโทรศัพท์: แก้ไขข้อผิดพลาดและการเปลี่ยนแปลงเพื่อการบำรุงรักษาPrivate Compute Services B.27 / C.5 (อัปเดต 10 กรกฎาคม 2026)สำหรับโทรศัพท์: การเปลี่ยนแปลงเพื่อการบำรุงรักษาGoogle Play services v26.26 (อัปเดต 6 กรกฎาคม 2026)สำหรับโทรศัพท์: ประสบการณ์การ ซื้อในแอป เร็วและราบรื่นขึ้นด้วยหน้าร้านค้า Google One แบบเนทีฟที่อัปเกรดใหม่สำหรับโทรศัพท์: เพิ่ม API ใหม่ เพื่อปรับปรุงความน่าเชื่อถือของการตั้งค่า Work Profileสำหรับโทรศัพท์: ฟีเจอร์ใหม่สำหรับนักพัฒนาเพื่อรองรับการประมวลผลที่เกี่ยวข้องกับ Google Mapsสำหรับโทรศัพท์และ Wear OS: สามารถ โอนบัญชี Work Profile ไปยังนาฬิกา ของคุณได้แล้วสำหรับ PC: สามารถ จัดการการตั้งค่าการแชร์ตำแหน่งของ Google และความเข้ากันได้สำหรับอุปกรณ์ประเภทที่รองรับสำหรับทุกอุปกรณ์: ฟีเจอร์ใหม่สำหรับนักพัฒนาเพื่อรองรับการประมวลผลที่เกี่ยวข้องกับ Utilitiesการอัปเดตเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของ Google ในการปรับปรุงประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ๆ ให้กับระบบ Android เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดสำหรับผู้ใช้ทุกคนhttps://9to5google.com/2026/07/27/july-2026-google-system-updates/
9TO5GOOGLE.COMWhat’s new in Android's July 2026 Google System Updates [U]The monthly “Google System Release Notes” primarily detail what’s new in Play services, Play Store, and Play system update across...7 Comments 0 Shares 563 Views 0 Reviews-
การปรับปรุงหน้าแสดงรายละเอียดบน Wear OS เป็นเรื่องที่ดีการปรับปรุงหน้าแสดงรายละเอียดบน Wear OS เป็นเรื่องที่ดี
-
React
- Reply
- 2026-07-28 12:06:04
-
-
การอัปเดต Play Store ที่ให้เพิ่ม Widget ตอนติดตั้งแอปน่าจะช่วยประหยัดเวลาการอัปเดต Play Store ที่ให้เพิ่ม Widget ตอนติดตั้งแอปน่าจะช่วยประหยัดเวลา
-
React
- Reply
- 2026-07-28 12:06:04
-
-
การจัดการแคช WebView ดูมีประโยชน์การจัดการแคช WebView ดูมีประโยชน์
-
React
- Reply
- 2026-07-28 12:06:04
-
-
การที่ Comic Books มาอยู่บน Play Shorts นี่น่าสนใจมากเลยการที่ Comic Books มาอยู่บน Play Shorts นี่น่าสนใจมากเลย
-
React
- Reply
- 2026-07-28 12:06:04
-
-
การที่สามารถตั้งค่า Express Pay บน Pixel Watch ได้เลยเป็นเรื่องที่ดีการที่สามารถตั้งค่า Express Pay บน Pixel Watch ได้เลยเป็นเรื่องที่ดี
-
React
- Reply
- 2026-07-28 12:06:04
-
-
เลือกเครื่องปั่นสมูทตี้: ตัวช่วยทำเครื่องดื่มสุขภาพจากผลไม้แช่แข็ง 🥤
การทำสมูทตี้จากผลไม้แช่แข็งเป็นวิธีที่สะดวกและรวดเร็วในการเพิ่มความสดชื่นและคุณค่าทางโภชนาการให้กับมื้ออาหารหรือระหว่างวัน แต่การเลือกเครื่องปั่นที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ได้สมูทตี้ที่เนื้อเนียนละเอียด ไม่มีเสี้ยนผลไม้ และคงความเย็นสดชื่น หากคุณกำลังมองหาเครื่องปั่นคู่ใจสำหรับเมนูสมูทตี้โดยเฉพาะ บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับปัจจัยที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อ
ทำไมเครื่องปั่นถึงสำคัญสำหรับสมูทตี้ผลไม้แช่แข็ง?
ผลไม้แช่แข็งมักจะมีความแข็งและเหนียวกว่าผลไม้สด การใช้เครื่องปั่นทั่วไปอาจไม่สามารถปั่นให้ละเอียดได้ ทำให้สมูทตี้มีเนื้อสัมผัสที่ไม่น่าทาน หรือบางครั้งอาจทำให้มอเตอร์เครื่องปั่นทำงานหนักเกินไปจนเสียหายได้ เครื่องปั่นที่ออกแบบมาสำหรับสมูทตี้โดยเฉพาะมักจะมีคุณสมบัติที่ตอบโจทย์มากกว่า เช่น:
- กำลังมอเตอร์สูง: สามารถปั่นส่วนผสมที่แข็งและหนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ใบมีดที่แข็งแรง: ทนทานต่อการปั่นน้ำแข็งและผลไม้แช่แข็ง
- การออกแบบโถปั่น: ช่วยให้ส่วนผสมหมุนวนเข้าหาใบมีดได้ดี ทำให้ปั่นได้เรียบเนียน
ปัจจัยที่ควรพิจารณาเมื่อเลือกซื้อเครื่องปั่นสมูทตี้ 🔍
การเลือกเครื่องปั่นที่ใช่จะช่วยให้คุณสนุกกับการทำสมูทตี้ได้เต็มที่ ลองพิจารณาปัจจัยเหล่านี้:
1. กำลังมอเตอร์ (Wattage)
กำลังมอเตอร์เป็นหัวใจสำคัญของเครื่องปั่น ยิ่งวัตต์สูง เครื่องปั่นก็จะยิ่งมีกำลังมากพอที่จะปั่นส่วนผสมที่แข็งอย่างผลไม้แช่แข็งหรือน้ำแข็งได้อย่างง่ายดาย สำหรับการทำสมูทตี้ แนะนำให้เลือกเครื่องปั่นที่มีกำลังมอเตอร์ตั้งแต่ 500 วัตต์ขึ้นไป หากต้องการความละเอียดเนียนเป็นพิเศษ หรือปั่นส่วนผสมที่หลากหลาย อาจมองหารุ่นที่มีกำลัง 700-1000 วัตต์ หรือมากกว่า
2. ความแข็งแรงและวัสดุของใบมีด
ใบมีดที่ทำจากสแตนเลสคุณภาพดี จะมีความคมและทนทาน สามารถบดน้ำแข็งและผลไม้แช่แข็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าใบมีดได้รับการ
ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
https://pantip.com/topic/43795626เลือกเครื่องปั่นสมูทตี้: ตัวช่วยทำเครื่องดื่มสุขภาพจากผลไม้แช่แข็ง 🥤การทำสมูทตี้จากผลไม้แช่แข็งเป็นวิธีที่สะดวกและรวดเร็วในการเพิ่มความสดชื่นและคุณค่าทางโภชนาการให้กับมื้ออาหารหรือระหว่างวัน แต่การเลือกเครื่องปั่นที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ได้สมูทตี้ที่เนื้อเนียนละเอียด ไม่มีเสี้ยนผลไม้ และคงความเย็นสดชื่น หากคุณกำลังมองหาเครื่องปั่นคู่ใจสำหรับเมนูสมูทตี้โดยเฉพาะ บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับปัจจัยที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจเลือกซื้อทำไมเครื่องปั่นถึงสำคัญสำหรับสมูทตี้ผลไม้แช่แข็ง?ผลไม้แช่แข็งมักจะมีความแข็งและเหนียวกว่าผลไม้สด การใช้เครื่องปั่นทั่วไปอาจไม่สามารถปั่นให้ละเอียดได้ ทำให้สมูทตี้มีเนื้อสัมผัสที่ไม่น่าทาน หรือบางครั้งอาจทำให้มอเตอร์เครื่องปั่นทำงานหนักเกินไปจนเสียหายได้ เครื่องปั่นที่ออกแบบมาสำหรับสมูทตี้โดยเฉพาะมักจะมีคุณสมบัติที่ตอบโจทย์มากกว่า เช่น:กำลังมอเตอร์สูง: สามารถปั่นส่วนผสมที่แข็งและหนาได้อย่างมีประสิทธิภาพใบมีดที่แข็งแรง: ทนทานต่อการปั่นน้ำแข็งและผลไม้แช่แข็งการออกแบบโถปั่น: ช่วยให้ส่วนผสมหมุนวนเข้าหาใบมีดได้ดี ทำให้ปั่นได้เรียบเนียนปัจจัยที่ควรพิจารณาเมื่อเลือกซื้อเครื่องปั่นสมูทตี้ 🔍การเลือกเครื่องปั่นที่ใช่จะช่วยให้คุณสนุกกับการทำสมูทตี้ได้เต็มที่ ลองพิจารณาปัจจัยเหล่านี้:1. กำลังมอเตอร์ (Wattage)กำลังมอเตอร์เป็นหัวใจสำคัญของเครื่องปั่น ยิ่งวัตต์สูง เครื่องปั่นก็จะยิ่งมีกำลังมากพอที่จะปั่นส่วนผสมที่แข็งอย่างผลไม้แช่แข็งหรือน้ำแข็งได้อย่างง่ายดาย สำหรับการทำสมูทตี้ แนะนำให้เลือกเครื่องปั่นที่มีกำลังมอเตอร์ตั้งแต่ 500 วัตต์ขึ้นไป หากต้องการความละเอียดเนียนเป็นพิเศษ หรือปั่นส่วนผสมที่หลากหลาย อาจมองหารุ่นที่มีกำลัง 700-1000 วัตต์ หรือมากกว่า2. ความแข็งแรงและวัสดุของใบมีดใบมีดที่ทำจากสแตนเลสคุณภาพดี จะมีความคมและทนทาน สามารถบดน้ำแข็งและผลไม้แช่แข็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าใบมีดได้รับการhttps://pantip.com/topic/43795626PANTIP.COMตัดสินใจเลือกซื้อเครื่องปั่น ไว้ทำสมูทตี้ ไม่ได้ครับสอบถามครับ มีสมาชิกท่านใดที่ทำสมูทตี้ทานจากผลไม้แช่แข็งโดยใช้เครื่องปั่น 3 ตัวนี้บ้างครับ 1. Philips Blender เครื่องปั่นพร้อมแก้วพกพาฟิลิปส์ Blend and Go HR26705 Comments 0 Shares 581 Views 0 Reviews-
ถ้าเน้นปั่นผลไม้แช่แข็ง แนะนำ Philips ครับถ้าเน้นปั่นผลไม้แช่แข็ง แนะนำ Philips ครับ
-
React
- Reply
- 2026-07-28 11:00:13
-
-
ตัวนี้ปั่นแล้วมีเศษผลไม้เหลือไหมตัวนี้ปั่นแล้วมีเศษผลไม้เหลือไหม
-
React
- Reply
- 2026-07-28 11:00:13
-
-
เคยใช้ Philips Blend and Go แล้วปั่นสมูทตี้ได้สะดวกมากเคยใช้ Philips Blend and Go แล้วปั่นสมูทตี้ได้สะดวกมาก
-
React
- Reply
- 2026-07-28 11:00:13
-
-
อยากรู้ว่าปั่นสมูทตี้แล้วเนื้อเนียนละเอียดแค่ไหนครับอยากรู้ว่าปั่นสมูทตี้แล้วเนื้อเนียนละเอียดแค่ไหนครับ
-
React
- Reply
- 2026-07-28 11:00:13
-
-
Philips เครื่องปั่นรุ่นนี้ปั่นผลไม้แช่แข็งได้ดีเลยครับPhilips เครื่องปั่นรุ่นนี้ปั่นผลไม้แช่แข็งได้ดีเลยครับ
-
React
- Reply
- 2026-07-28 11:00:13
-