-
โฮมแล็บสายประหยัด: เมื่อ "ของถูก" กลายเป็น "แพง" เพราะค่าไฟ! 💡
การสร้าง "โฮมแล็บ" หรือห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ส่วนตัวที่บ้าน เป็นความฝันของใครหลายคน โดยเฉพาะสายเทคโนโลยีที่ต้องการทดลองระบบต่างๆ หรือรันโปรเจกต์ส่วนตัว แต่บ่อยครั้งที่งบประมาณเป็นอุปสรรค ทำให้หลายคนหันไปมองหาฮาร์ดแวร์เซิร์ฟเวอร์มือสองราคาถูก ซึ่งดูเหมือนจะเป็นทางออกที่ชาญฉลาดในตอนแรก
แต่ใครจะรู้ว่า "ของถูก" ที่ได้มา อาจนำมาซึ่ง "บทเรียนราคาแพง" ที่มาพร้อมกับบิลค่าไฟฟ้าที่พุ่งสูงจนน่าตกใจ! บทความนี้จะพาคุณไปสำรวจเรื่องราวของนักทดลองที่เจอประสบการณ์ตรงนี้ และข้อคิดที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจลงทุนกับฮาร์ดแวร์เซิร์ฟเวอร์มือสองสำหรับโฮมแล็บ
ทำไมฮาร์ดแวร์เซิร์ฟเวอร์มือสองถึงน่าสนใจ?
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการทดลองและสร้างสรรค์โปรเจกต์ต่างๆ ฮาร์ดแวร์เซิร์ฟเวอร์เก่ามักมีเสน่ห์ดึงดูดด้วยเหตุผลหลายประการ:
- ราคาถูก: เป็นจุดขายหลัก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับฮาร์ดแวร์ใหม่ที่ราคาสูงลิ่ว
- ประสิทธิภาพสูง: แม้จะเป็นของเก่า แต่ฮาร์ดแวร์ระดับเซิร์ฟเวอร์มักมาพร้อมกับ CPU ที่มีจำนวนคอร์สูง รองรับ RAM ได้มาก และมีสล็อตเชื่อมต่อต่างๆ ครบครัน ทำให้เหมาะสำหรับงาน Virtualization หรือการรันแอปพลิเคชันจำนวนมาก
- ความทนทาน: ฮาร์ดแวร์ระดับองค์กรถูกออกแบบมาให้ทำงานหนักและต่อเนื่องได้ดี
- ลดขยะอิเล็กทรอนิกส์: การนำฮาร์ดแวร์เก่ากลับมาใช้ใหม่ เป็นอีกวิธีหนึ่งในการช่วยลดปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์
ผู้เขียนเองก็เป็นหนึ่งในนั้นที่มองเห็นข้อดีเหล่านี้ จึงได้ลงทุนซื้อเครื่องเซิร์ฟเวอร์ Dual-Xeon มือสองในราคาไม่ถึง 500 ดอลลาร์สหรัฐฯ (รวมค่าส่วนประกอบอื่นๆ) เพื่อนำมาใช้ในโฮมแล็บ ซึ่งสามารถรัน Virtual Machine (VM) และ Container ได้อย่างราบรื่น แม้กระทั่งการรัน Windows 11 VM หรือใช้ทดลองสคริปต์ PowerShell ก็ทำได้สบายๆ
เมื่อความคุ้มค่า กลายเป็นค่าใช้จ่ายแสนแพง ⚡
แม้ว่าฮาร์ดแวร์เซิร์ฟเวอร์มือสองจะมีข้อดีมากมาย แต่ก็มีอีกด้านหนึ่งที่นักทดลองหลายคนอาจมองข้ามไป นั่นคือ "การกินไฟ"
ฮาร์ดแวร์เซิร์ฟเวอร์รุ่นเก่า โดยเฉพาะที่เน้นประสิทธิภาพสูง มักจะมาพร้อมกับการออกแบบที่เน้นพลังประมวลผลมากกว่าการประหยัดพลังงาน ทำให้มีอัตราการใช้พลังงานขณะไม่ได้ทำงาน (Idle Wattage) ที่สูงมาก
- ตัวอย่างประสบการณ์: ผู้เขียนพบว่าเครื่องเซิร์ฟเวอร์ Dual-Xeon ของตนเอง มีอัตราการใช้พลังงานขณะ Idle สูงถึง 170 วัตต์! ซึ่งตัวเลขนี้จะยิ่งสูงขึ้นไปอีกเมื่อมีการรัน VM หรือ Container จำนวนมาก แม้จะพยายามปรับแต่งการตั้งค่าใน BIOS หรือใช้โหมดประหยัดพลังงานแล้วก็ตาม
เมื่อเทียบกับระบบสมัยใหม่ที่มี CPU แบบฝัง (Embedded CPU) หรือเครื่องขนาดเล็กอย่าง NUC ที่อาจมี Idle Wattage เพียง 20-30 วัตต์ หรือต่ำกว่า 15 วัตต์ ก็จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน
ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ บิลค่าไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ จากเดิมที่เคยจ่ายค่าไฟไม่มากนัก แต่กลับกลายเป็นว่าเครื่องเซิร์ฟเวอร์เครื่องเดียวทำให้ค่าไฟเพิ่มขึ้นเกือบ 9 เท่า! นี่คือบทเรียนราคาแพงที่ผู้เขียนได้รับจากการประเมินต้นทุนการใช้งานต่ำเกินไป
ปัญหาอื่นๆ ที่อาจเจอ กับฮาร์ดแวร์เซิร์ฟเวอร์มือสอง 🛠️
นอกจากเรื่องค่าไฟแล้ว ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่ควรพิจารณา:
- การหาอะไหล่: อะไหล่สำหรับฮาร์ดแวร์เซิร์ฟเวอร์รุ่นเก่า โดยเฉพาะเมนบอร์ดที่รองรับ CPU เฉพาะรุ่น อาจหาได้ยากและมีราคาสูงกว่าที่คิด การหาเมนบอร์ดที่เข้ากันได้พอดีอาจเป็นเรื่องท้าทาย
- เอกสารสนับสนุน: ฮาร์ดแวร์บางยี่ห้อที่ไม่ได้เป็นแบรนด์หลัก อาจมีเอกสารหรือข้อมูลสนับสนุนออนไลน์น้อย ทำให้การแก้ไขปัญหาหรือการปรับแต่งทำได้ยากขึ้น
สรุป: ควรเลือกฮาร์ดแวร์เซิร์ฟเวอร์มือสอง หรือไม่? 🤔
ฮาร์ดแวร์เซิร์ฟเวอร์มือสองยังคงมีประโยชน์สำหรับโฮมแล็บ โดยเฉพาะสำหรับงานที่ต้องการพลังประมวลผลสูงจริงๆ เช่น การทำ Virtualization ที่ซับซ้อน หากคุณไม่สามารถหาฮาร์ดแวร์รุ่นใหม่ที่ตอบโจทย์ได้ หรืออยู่ในพื้นที่ที่มีค่าไฟฟ้าถูกมาก การเลือกใช้ฮาร์ดแวร์เก่าก็อาจยังเป็นทางเลือกที่คุ้มค่า
แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ:
- ศึกษาข้อมูลให้ดี: ทำความเข้าใจถึงอัตราการใช้พลังงานของฮาร์ดแวร์รุ่นนั้นๆ โดยเฉพาะ Idle Wattage
- คำนวณต้นทุนรวม: พิจารณาทั้งราคาซื้อ และค่าใช้จ่ายระยะยาวที่อาจเกิดขึ้นจากค่าไฟฟ้า
- ปรับแต่งให้เหมาะสม: หากตัดสินใจเลือกใช้ ควรเปิดใช้คุณสมบัติประหยัดพลังงานต่างๆ อย่างเต็มที่
- ใช้งานตามความจำเป็น: อาจไม่เหมาะที่จะเปิดเครื่องทิ้งไว้ตลอด 24/7 หากไม่ได้ใช้งานหนักตลอดเวลา การเปิด-ปิดเครื่องตามความจำเป็นอาจช่วยประหยัดค่าไฟได้มาก
สำหรับผู้เขียนเอง เครื่องเซิร์ฟเวอร์ Dual-Xeon เครื่องนี้ถูกเก็บไว้และเปิดใช้งานเฉพาะเมื่อต้องการทำงานที่หนักหน่วงจริงๆ เท่านั้น ส่วนงานทั่วไปที่ใช้ Container เบาๆ ก็จะใช้เครื่องในโฮมแล็บอื่นๆ ที่ประหยัดพลังงานกว่าแทน
ดังนั้น ก่อนที่จะตกหลุมรักกับราคาถูกของฮาร์ดแวร์เซิร์ฟเวอร์มือสอง ลองพิจารณา "ต้นทุนแฝง" ที่อาจตามมาด้วย เพื่อให้การสร้างโฮมแล็บของคุณคุ้มค่าและไม่สร้างภาระเกินตัวนะครับ! ✅
ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
https://www.xda-developers.com/i-bought-cheap-server-hardware-for-my-home-lab-and-the-electricity-bill-taught-me-an-expensive-lesson/โฮมแล็บสายประหยัด: เมื่อ "ของถูก" กลายเป็น "แพง" เพราะค่าไฟ! 💡การสร้าง "โฮมแล็บ" หรือห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ส่วนตัวที่บ้าน เป็นความฝันของใครหลายคน โดยเฉพาะสายเทคโนโลยีที่ต้องการทดลองระบบต่างๆ หรือรันโปรเจกต์ส่วนตัว แต่บ่อยครั้งที่งบประมาณเป็นอุปสรรค ทำให้หลายคนหันไปมองหาฮาร์ดแวร์เซิร์ฟเวอร์มือสองราคาถูก ซึ่งดูเหมือนจะเป็นทางออกที่ชาญฉลาดในตอนแรกแต่ใครจะรู้ว่า "ของถูก" ที่ได้มา อาจนำมาซึ่ง "บทเรียนราคาแพง" ที่มาพร้อมกับบิลค่าไฟฟ้าที่พุ่งสูงจนน่าตกใจ! บทความนี้จะพาคุณไปสำรวจเรื่องราวของนักทดลองที่เจอประสบการณ์ตรงนี้ และข้อคิดที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจลงทุนกับฮาร์ดแวร์เซิร์ฟเวอร์มือสองสำหรับโฮมแล็บทำไมฮาร์ดแวร์เซิร์ฟเวอร์มือสองถึงน่าสนใจ?สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการทดลองและสร้างสรรค์โปรเจกต์ต่างๆ ฮาร์ดแวร์เซิร์ฟเวอร์เก่ามักมีเสน่ห์ดึงดูดด้วยเหตุผลหลายประการ:ราคาถูก: เป็นจุดขายหลัก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับฮาร์ดแวร์ใหม่ที่ราคาสูงลิ่วประสิทธิภาพสูง: แม้จะเป็นของเก่า แต่ฮาร์ดแวร์ระดับเซิร์ฟเวอร์มักมาพร้อมกับ CPU ที่มีจำนวนคอร์สูง รองรับ RAM ได้มาก และมีสล็อตเชื่อมต่อต่างๆ ครบครัน ทำให้เหมาะสำหรับงาน Virtualization หรือการรันแอปพลิเคชันจำนวนมากความทนทาน: ฮาร์ดแวร์ระดับองค์กรถูกออกแบบมาให้ทำงานหนักและต่อเนื่องได้ดีลดขยะอิเล็กทรอนิกส์: การนำฮาร์ดแวร์เก่ากลับมาใช้ใหม่ เป็นอีกวิธีหนึ่งในการช่วยลดปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ผู้เขียนเองก็เป็นหนึ่งในนั้นที่มองเห็นข้อดีเหล่านี้ จึงได้ลงทุนซื้อเครื่องเซิร์ฟเวอร์ Dual-Xeon มือสองในราคาไม่ถึง 500 ดอลลาร์สหรัฐฯ (รวมค่าส่วนประกอบอื่นๆ) เพื่อนำมาใช้ในโฮมแล็บ ซึ่งสามารถรัน Virtual Machine (VM) และ Container ได้อย่างราบรื่น แม้กระทั่งการรัน Windows 11 VM หรือใช้ทดลองสคริปต์ PowerShell ก็ทำได้สบายๆเมื่อความคุ้มค่า กลายเป็นค่าใช้จ่ายแสนแพง ⚡แม้ว่าฮาร์ดแวร์เซิร์ฟเวอร์มือสองจะมีข้อดีมากมาย แต่ก็มีอีกด้านหนึ่งที่นักทดลองหลายคนอาจมองข้ามไป นั่นคือ "การกินไฟ"ฮาร์ดแวร์เซิร์ฟเวอร์รุ่นเก่า โดยเฉพาะที่เน้นประสิทธิภาพสูง มักจะมาพร้อมกับการออกแบบที่เน้นพลังประมวลผลมากกว่าการประหยัดพลังงาน ทำให้มีอัตราการใช้พลังงานขณะไม่ได้ทำงาน (Idle Wattage) ที่สูงมากตัวอย่างประสบการณ์: ผู้เขียนพบว่าเครื่องเซิร์ฟเวอร์ Dual-Xeon ของตนเอง มีอัตราการใช้พลังงานขณะ Idle สูงถึง 170 วัตต์! ซึ่งตัวเลขนี้จะยิ่งสูงขึ้นไปอีกเมื่อมีการรัน VM หรือ Container จำนวนมาก แม้จะพยายามปรับแต่งการตั้งค่าใน BIOS หรือใช้โหมดประหยัดพลังงานแล้วก็ตามเมื่อเทียบกับระบบสมัยใหม่ที่มี CPU แบบฝัง (Embedded CPU) หรือเครื่องขนาดเล็กอย่าง NUC ที่อาจมี Idle Wattage เพียง 20-30 วัตต์ หรือต่ำกว่า 15 วัตต์ ก็จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนผลลัพธ์ที่ตามมาคือ บิลค่าไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ จากเดิมที่เคยจ่ายค่าไฟไม่มากนัก แต่กลับกลายเป็นว่าเครื่องเซิร์ฟเวอร์เครื่องเดียวทำให้ค่าไฟเพิ่มขึ้นเกือบ 9 เท่า! นี่คือบทเรียนราคาแพงที่ผู้เขียนได้รับจากการประเมินต้นทุนการใช้งานต่ำเกินไปปัญหาอื่นๆ ที่อาจเจอ กับฮาร์ดแวร์เซิร์ฟเวอร์มือสอง 🛠️นอกจากเรื่องค่าไฟแล้ว ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่ควรพิจารณา:การหาอะไหล่: อะไหล่สำหรับฮาร์ดแวร์เซิร์ฟเวอร์รุ่นเก่า โดยเฉพาะเมนบอร์ดที่รองรับ CPU เฉพาะรุ่น อาจหาได้ยากและมีราคาสูงกว่าที่คิด การหาเมนบอร์ดที่เข้ากันได้พอดีอาจเป็นเรื่องท้าทายเอกสารสนับสนุน: ฮาร์ดแวร์บางยี่ห้อที่ไม่ได้เป็นแบรนด์หลัก อาจมีเอกสารหรือข้อมูลสนับสนุนออนไลน์น้อย ทำให้การแก้ไขปัญหาหรือการปรับแต่งทำได้ยากขึ้นสรุป: ควรเลือกฮาร์ดแวร์เซิร์ฟเวอร์มือสอง หรือไม่? 🤔ฮาร์ดแวร์เซิร์ฟเวอร์มือสองยังคงมีประโยชน์สำหรับโฮมแล็บ โดยเฉพาะสำหรับงานที่ต้องการพลังประมวลผลสูงจริงๆ เช่น การทำ Virtualization ที่ซับซ้อน หากคุณไม่สามารถหาฮาร์ดแวร์รุ่นใหม่ที่ตอบโจทย์ได้ หรืออยู่ในพื้นที่ที่มีค่าไฟฟ้าถูกมาก การเลือกใช้ฮาร์ดแวร์เก่าก็อาจยังเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าแต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ:ศึกษาข้อมูลให้ดี: ทำความเข้าใจถึงอัตราการใช้พลังงานของฮาร์ดแวร์รุ่นนั้นๆ โดยเฉพาะ Idle Wattageคำนวณต้นทุนรวม: พิจารณาทั้งราคาซื้อ และค่าใช้จ่ายระยะยาวที่อาจเกิดขึ้นจากค่าไฟฟ้าปรับแต่งให้เหมาะสม: หากตัดสินใจเลือกใช้ ควรเปิดใช้คุณสมบัติประหยัดพลังงานต่างๆ อย่างเต็มที่ใช้งานตามความจำเป็น: อาจไม่เหมาะที่จะเปิดเครื่องทิ้งไว้ตลอด 24/7 หากไม่ได้ใช้งานหนักตลอดเวลา การเปิด-ปิดเครื่องตามความจำเป็นอาจช่วยประหยัดค่าไฟได้มากสำหรับผู้เขียนเอง เครื่องเซิร์ฟเวอร์ Dual-Xeon เครื่องนี้ถูกเก็บไว้และเปิดใช้งานเฉพาะเมื่อต้องการทำงานที่หนักหน่วงจริงๆ เท่านั้น ส่วนงานทั่วไปที่ใช้ Container เบาๆ ก็จะใช้เครื่องในโฮมแล็บอื่นๆ ที่ประหยัดพลังงานกว่าแทนดังนั้น ก่อนที่จะตกหลุมรักกับราคาถูกของฮาร์ดแวร์เซิร์ฟเวอร์มือสอง ลองพิจารณา "ต้นทุนแฝง" ที่อาจตามมาด้วย เพื่อให้การสร้างโฮมแล็บของคุณคุ้มค่าและไม่สร้างภาระเกินตัวนะครับ! ✅https://www.xda-developers.com/i-bought-cheap-server-hardware-for-my-home-lab-and-the-electricity-bill-taught-me-an-expensive-lesson/
WWW.XDA-DEVELOPERS.COMI bought cheap server hardware for my home lab, and the electricity bill taught me an expensive lessonMy old server seemed like a bargain until I realized what it actually costs to run it5 Comments 0 Shares 442 Views 0 Reviews-
กุหลาบ ศรีสุขเครื่องแรงก็จริงแต่ค่าไฟนี่เรื่องใหญ่มากจริงๆเครื่องแรงก็จริงแต่ค่าไฟนี่เรื่องใหญ่มากจริงๆ
-
React
- Reply
- 2026-08-06 23:34:14
-
-
สมพงษ์ จิตสงบยอมรับเลยว่าเครื่องเก่ามันคุ้มค่ามากถ้าไม่ติดเรื่องค่าไฟที่ตามมาทีหลังยอมรับเลยว่าเครื่องเก่ามันคุ้มค่ามากถ้าไม่ติดเรื่องค่าไฟที่ตามมาทีหลัง
-
React
- Reply
- 2026-08-06 23:34:14
-
-
ขวัญ ชอบลองถ้าเน้นประหยัดไฟจริงๆ คงต้องมองตัวเลือกอื่นที่ใหม่กว่านี้ถ้าเน้นประหยัดไฟจริงๆ คงต้องมองตัวเลือกอื่นที่ใหม่กว่านี้
-
React
- Reply
- 2026-08-06 23:34:14
-
-
ปกรณ์ ขยันทำเห็นด้วยเลยว่าของเก่ามันแรงจริง แม้จะทำอะไรไม่เยอะก็กินไฟน่าดูเห็นด้วยเลยว่าของเก่ามันแรงจริง แม้จะทำอะไรไม่เยอะก็กินไฟน่าดู
-
React
- Reply
- 2026-08-06 23:34:14
-
-
จุฑามาศ รักดีค่าไฟนี่ทำเอาเจ็บใจเลยนะ ซื้อเครื่องมาถูกแต่บิลตามมาแพงกว่าค่าไฟนี่ทำเอาเจ็บใจเลยนะ ซื้อเครื่องมาถูกแต่บิลตามมาแพงกว่า
-
React
- Reply
- 2026-08-06 23:34:14
-
Please log in to like, share and comment! -
รวมสุดยอดที่ชาร์จ Android ที่จะทำให้สมาร์ทโฟนของคุณเต็มเร็วทันใจ ⚡
ในยุคที่สมาร์ทโฟนกลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวัน การมีที่ชาร์จที่รวดเร็วและไว้ใจได้จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสำหรับผู้ใช้ Android ที่มีตัวเลือกหลากหลายในตลาด บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับสุดยอดที่ชาร์จ Android ที่ผ่านการทดสอบมาแล้ว ว่ามีรุ่นไหนบ้างที่น่าสนใจ และควรเลือกอย่างไรให้ตรงกับการใช้งานของคุณ
ทำความเข้าใจมาตรฐานการชาร์จ USB-C PD 🔌
ปัจจุบันสมาร์ทโฟน Android รุ่นใหม่ๆ จากแบรนด์ชั้นนำ เช่น Samsung และ Google รวมถึง iPhone รุ่นใหม่ๆ ก็หันมาใช้มาตรฐานการชาร์จแบบ USB-C Power Delivery (PD) มากขึ้น ซึ่งเป็นโปรโตคอลการชาร์จความเร็วสูงที่รองรับแรงดันและกำลังไฟที่สูงขึ้น ทำให้ชาร์จสมาร์ทโฟนได้เร็วกว่าเดิม ที่ชาร์จส่วนใหญ่ที่แนะนำในวันนี้ล้วนรองรับ USB-C PD ซึ่งหมายความว่าสามารถใช้งานได้กับสมาร์ทโฟนทุกระบบ รวมถึง iPhone ด้วย
ที่ชาร์จแบบติดผนัง: พลัง 45W ที่ครอบคลุมการใช้งานส่วนใหญ่ 🧱
สำหรับใครที่กำลังมองหาที่ชาร์จแบบติดผนังที่ไว้ใจได้ ที่ชาร์จ USB-C กำลังไฟ 45 วัตต์ ถือเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์การใช้งานสมาร์ทโฟน Android ส่วนใหญ่ได้เป็นอย่างดี สามารถชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็มได้อย่างรวดเร็ว แม้ว่าสมาร์ทโฟนบางรุ่นจะรองรับความเร็วสูงถึง 60W หรือ 100W แต่สำหรับอุปกรณ์ส่วนใหญ่ 45W ก็เพียงพอแล้ว
จุดเด่นของที่ชาร์จรุ่นนี้คือ ขาปลั๊กแบบพับได้ ที่ช่วยให้พกพาสะดวก และที่สำคัญคือ มาพร้อมสาย USB-C ความยาว 6 ฟุต ซึ่งถือเป็นของแถมที่หาได้ยากในปัจจุบัน (มีรุ่นใหม่ที่ไม่มีสายแถมและมีหน้าจอแสดงผล แต่ยังไม่ได้ทดสอบ)
พาวเวอร์แบงค์: พลังสำรองจุใจ ชาร์จได้ทั้งวัน 🔋
หากคุณมองหาพาวเวอร์แบงค์ที่มีความจุสูงสำหรับการเดินทาง หรือต้องการชาร์จอุปกรณ์อื่นๆ นอกเหนือจากสมาร์ทโฟน พาวเวอร์แบงค์ความจุ 25,000 mAh เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่ง สามารถชาร์จสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือแม้กระทั่งแล็ปท็อปได้หลายครั้ง
ข้อดีของพาวเวอร์แบงค์รุ่นนี้คือ มีหน้าจอแสดงผลในตัว และ มาพร้อมสายชาร์จ ช่วยให้สะดวกในการใช้งาน นอกจากนี้ยังสามารถ ชาร์จอุปกรณ์ได้สูงสุด 4 เครื่องพร้อมกัน
ที่ชาร์จไร้สาย Qi2: สะดวกสบายแบบ MagSafe สำหรับ Android 🛜
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการชาร์จแบบไร้สาย พาวเวอร์แบงค์ Qi2 ทำงานคล้ายคลึงกับ MagSafe ของ Apple แต่ปรับใช้สำหรับ Android แม้ว่าสมาร์ทโฟน Android บางรุ่นอาจยังไม่รองรับ Qi2 แต่ส่วนใหญ่ก็สามารถใช้งานได้ โดยอาจจะชาร์จได้ช้ากว่ามาตรฐาน 15W เล็กน้อย
แม้ว่าการชาร์จไร้สายโดยทั่วไปจะช้ากว่าแบบมีสาย แต่ก็สะดวกสบายในการใช้งาน พาวเวอร์แบงค์ Qi2 รุ่นนี้มีขาตั้งในตัว ช่วยให้วางโทรศัพท์เพื่อดูคอนเทนต์ได้สะดวก มาพร้อม หน้าจอแสดงผล พอร์ต USB-C แบบสองทาง และมีสีสันให้เลือกหลากหลาย
สายชาร์จ USB-C: ความทนทานและประสิทธิภาพที่เชื่อถือได้ 🔗
การเลือกสายชาร์จที่ดีก็สำคัญไม่แพ้กัน สายชาร์จ USB-C ความยาว 6 ฟุต ที่เราแนะนำนั้นมีความทนทานสูง สามารถรองรับการชาร์จได้สูงสุดถึง 240 วัตต์ ผลิตจากพลาสติกรีไซเคิล พร้อมปลอกหุ้มที่ช่วยให้จับถนัดมือ
สายชาร์จเส้นนี้ มาพร้อมการรับประกันตลอดอายุการใช้งาน ซึ่งช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าจะใช้งานได้นานหลายปี โดยไม่ต้องกังวลเรื่องสายชำรุดง่ายเหมือนสายทั่วไป
สิ่งที่ควรรู้ก่อนเลือกซื้อที่ชาร์จ Android 💡
- กำลังไฟ (Wattage): ตรวจสอบว่าสมาร์ทโฟนของคุณรองรับกำลังไฟสูงสุดเท่าใด เพื่อเลือกที่ชาร์จที่เหมาะสมที่สุด
- มาตรฐานการชาร์จ: มองหาที่ชาร์จที่รองรับ USB-C PD สำหรับการชาร์จที่รวดเร็ว
- ประเภทของที่ชาร์จ: เลือกให้เหมาะกับการใช้งาน เช่น ที่ชาร์จติดผนังสำหรับใช้ในบ้านหรือที่ทำงาน, พาวเวอร์แบงค์สำหรับพกพา, หรือที่ชาร์จไร้สายเพื่อความสะดวก
- สายชาร์จ: หากเลือกที่ชาร์จแบบมีสาย ควรเลือกสายที่ทนทานและรองรับกำลังไฟที่สูง
- ฟีเจอร์เสริม: เช่น ขาตั้ง, หน้าจอแสดงผล, จำนวนพอร์ต, หรือความสามารถในการชาร์จอุปกรณ์หลายเครื่องพร้อมกัน
การเลือกที่ชาร์จที่ใช่ จะช่วยให้สมาร์ทโฟน Android ของคุณพร้อมใช้งานอยู่เสมอ และมอบประสบการณ์การใช้งานที่ราบรื่นยิ่งขึ้น
#ที่ชาร์จAndroid #USB-C #PowerDelivery #พาวเวอร์แบงค์ #ที่ชาร์จไร้สาย
ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
https://www.wired.com/story/best-android-charger/รวมสุดยอดที่ชาร์จ Android ที่จะทำให้สมาร์ทโฟนของคุณเต็มเร็วทันใจ ⚡ในยุคที่สมาร์ทโฟนกลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวัน การมีที่ชาร์จที่รวดเร็วและไว้ใจได้จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะสำหรับผู้ใช้ Android ที่มีตัวเลือกหลากหลายในตลาด บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับสุดยอดที่ชาร์จ Android ที่ผ่านการทดสอบมาแล้ว ว่ามีรุ่นไหนบ้างที่น่าสนใจ และควรเลือกอย่างไรให้ตรงกับการใช้งานของคุณทำความเข้าใจมาตรฐานการชาร์จ USB-C PD 🔌ปัจจุบันสมาร์ทโฟน Android รุ่นใหม่ๆ จากแบรนด์ชั้นนำ เช่น Samsung และ Google รวมถึง iPhone รุ่นใหม่ๆ ก็หันมาใช้มาตรฐานการชาร์จแบบ USB-C Power Delivery (PD) มากขึ้น ซึ่งเป็นโปรโตคอลการชาร์จความเร็วสูงที่รองรับแรงดันและกำลังไฟที่สูงขึ้น ทำให้ชาร์จสมาร์ทโฟนได้เร็วกว่าเดิม ที่ชาร์จส่วนใหญ่ที่แนะนำในวันนี้ล้วนรองรับ USB-C PD ซึ่งหมายความว่าสามารถใช้งานได้กับสมาร์ทโฟนทุกระบบ รวมถึง iPhone ด้วยที่ชาร์จแบบติดผนัง: พลัง 45W ที่ครอบคลุมการใช้งานส่วนใหญ่ 🧱สำหรับใครที่กำลังมองหาที่ชาร์จแบบติดผนังที่ไว้ใจได้ ที่ชาร์จ USB-C กำลังไฟ 45 วัตต์ ถือเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์การใช้งานสมาร์ทโฟน Android ส่วนใหญ่ได้เป็นอย่างดี สามารถชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็มได้อย่างรวดเร็ว แม้ว่าสมาร์ทโฟนบางรุ่นจะรองรับความเร็วสูงถึง 60W หรือ 100W แต่สำหรับอุปกรณ์ส่วนใหญ่ 45W ก็เพียงพอแล้วจุดเด่นของที่ชาร์จรุ่นนี้คือ ขาปลั๊กแบบพับได้ ที่ช่วยให้พกพาสะดวก และที่สำคัญคือ มาพร้อมสาย USB-C ความยาว 6 ฟุต ซึ่งถือเป็นของแถมที่หาได้ยากในปัจจุบัน (มีรุ่นใหม่ที่ไม่มีสายแถมและมีหน้าจอแสดงผล แต่ยังไม่ได้ทดสอบ)พาวเวอร์แบงค์: พลังสำรองจุใจ ชาร์จได้ทั้งวัน 🔋หากคุณมองหาพาวเวอร์แบงค์ที่มีความจุสูงสำหรับการเดินทาง หรือต้องการชาร์จอุปกรณ์อื่นๆ นอกเหนือจากสมาร์ทโฟน พาวเวอร์แบงค์ความจุ 25,000 mAh เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่ง สามารถชาร์จสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต หรือแม้กระทั่งแล็ปท็อปได้หลายครั้งข้อดีของพาวเวอร์แบงค์รุ่นนี้คือ มีหน้าจอแสดงผลในตัว และ มาพร้อมสายชาร์จ ช่วยให้สะดวกในการใช้งาน นอกจากนี้ยังสามารถ ชาร์จอุปกรณ์ได้สูงสุด 4 เครื่องพร้อมกันที่ชาร์จไร้สาย Qi2: สะดวกสบายแบบ MagSafe สำหรับ Android 🛜สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการชาร์จแบบไร้สาย พาวเวอร์แบงค์ Qi2 ทำงานคล้ายคลึงกับ MagSafe ของ Apple แต่ปรับใช้สำหรับ Android แม้ว่าสมาร์ทโฟน Android บางรุ่นอาจยังไม่รองรับ Qi2 แต่ส่วนใหญ่ก็สามารถใช้งานได้ โดยอาจจะชาร์จได้ช้ากว่ามาตรฐาน 15W เล็กน้อยแม้ว่าการชาร์จไร้สายโดยทั่วไปจะช้ากว่าแบบมีสาย แต่ก็สะดวกสบายในการใช้งาน พาวเวอร์แบงค์ Qi2 รุ่นนี้มีขาตั้งในตัว ช่วยให้วางโทรศัพท์เพื่อดูคอนเทนต์ได้สะดวก มาพร้อม หน้าจอแสดงผล พอร์ต USB-C แบบสองทาง และมีสีสันให้เลือกหลากหลายสายชาร์จ USB-C: ความทนทานและประสิทธิภาพที่เชื่อถือได้ 🔗การเลือกสายชาร์จที่ดีก็สำคัญไม่แพ้กัน สายชาร์จ USB-C ความยาว 6 ฟุต ที่เราแนะนำนั้นมีความทนทานสูง สามารถรองรับการชาร์จได้สูงสุดถึง 240 วัตต์ ผลิตจากพลาสติกรีไซเคิล พร้อมปลอกหุ้มที่ช่วยให้จับถนัดมือสายชาร์จเส้นนี้ มาพร้อมการรับประกันตลอดอายุการใช้งาน ซึ่งช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าจะใช้งานได้นานหลายปี โดยไม่ต้องกังวลเรื่องสายชำรุดง่ายเหมือนสายทั่วไปสิ่งที่ควรรู้ก่อนเลือกซื้อที่ชาร์จ Android 💡กำลังไฟ (Wattage): ตรวจสอบว่าสมาร์ทโฟนของคุณรองรับกำลังไฟสูงสุดเท่าใด เพื่อเลือกที่ชาร์จที่เหมาะสมที่สุดมาตรฐานการชาร์จ: มองหาที่ชาร์จที่รองรับ USB-C PD สำหรับการชาร์จที่รวดเร็วประเภทของที่ชาร์จ: เลือกให้เหมาะกับการใช้งาน เช่น ที่ชาร์จติดผนังสำหรับใช้ในบ้านหรือที่ทำงาน, พาวเวอร์แบงค์สำหรับพกพา, หรือที่ชาร์จไร้สายเพื่อความสะดวกสายชาร์จ: หากเลือกที่ชาร์จแบบมีสาย ควรเลือกสายที่ทนทานและรองรับกำลังไฟที่สูงฟีเจอร์เสริม: เช่น ขาตั้ง, หน้าจอแสดงผล, จำนวนพอร์ต, หรือความสามารถในการชาร์จอุปกรณ์หลายเครื่องพร้อมกันการเลือกที่ชาร์จที่ใช่ จะช่วยให้สมาร์ทโฟน Android ของคุณพร้อมใช้งานอยู่เสมอ และมอบประสบการณ์การใช้งานที่ราบรื่นยิ่งขึ้น#ที่ชาร์จAndroid #USB-C #PowerDelivery #พาวเวอร์แบงค์ #ที่ชาร์จไร้สายhttps://www.wired.com/story/best-android-charger/
WWW.WIRED.COMThe Best Android Chargers That Get You From ‘Uh-Oh’ to 100 PercentDitch that old mystery brick for the fastest, most dependable Android phone chargers we’ve tested.2 Comments 0 Shares 455 Views 0 Reviews-
พาวเวอร์แบงค์ความจุเยอะๆ แบบนี้ ชาร์จได้หลายรอบดีจริงพาวเวอร์แบงค์ความจุเยอะๆ แบบนี้ ชาร์จได้หลายรอบดีจริง
-
React
- Reply
- 2026-08-06 23:08:07
-
-
ชอบที่สายชาร์จ USBC ยาว 6 ฟุต ทนทานใช้งานได้ดีมากชอบที่สายชาร์จ USBC ยาว 6 ฟุต ทนทานใช้งานได้ดีมาก
-
React
- Reply
- 2026-08-06 23:08:07
-
-
มือใหม่หัดใช้เลเซอร์ปริ้นเตอร์: ดรัม กับ โทนเนอร์ ต่างกันอย่างไร?
เบื่อหน่ายกับปัญหาจุกจิกของเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทใช่ไหมคะ? กำลังมองหาเครื่องพิมพ์เลเซอร์มาเป็นตัวช่วยในการทำงานอยู่ใช่ไหม? สำหรับมือใหม่ที่กำลังจะก้าวเข้าสู่โลกของเครื่องพิมพ์เลเซอร์ อาจจะสงสัยว่า "ดรัม" และ "โทนเนอร์" คืออะไร และมีความแตกต่างกันอย่างไร วันนี้เรามีคำอธิบายง่ายๆ มาฝากค่ะ
ทำความรู้จักกับ "โทนเนอร์" (Toner)
โทนเนอร์ คือ ผงหมึก ที่ใช้ในเครื่องพิมพ์เลเซอร์ มีลักษณะเป็นผงละเอียดสีดำ (สำหรับเครื่องพิมพ์ขาวดำ) หรือสีต่างๆ (สำหรับเครื่องพิมพ์สี) หน้าที่หลักของโทนเนอร์คือการสร้างภาพหรือตัวอักษรลงบนกระดาษ
- ลักษณะ: เป็นผงละเอียด มีส่วนผสมของพลาสติก, สารให้สี, และสารอื่นๆ
- การทำงาน: เครื่องพิมพ์เลเซอร์จะใช้แสงเลเซอร์ยิงลงบนแม่พิมพ์ดรัม ทำให้เกิดประจุไฟฟ้าบนแม่พิมพ์ จากนั้นผงโทนเนอร์จะถูกดึงดูดไปยังบริเวณที่มีประจุไฟฟ้าบนแม่พิมพ์ ก่อนจะถูกถ่ายทอดลงบนกระดาษ และใช้ความร้อนรีดให้ผงหมึกหลอมละลายติดกับเนื้อกระดาษอย่างถาวร
- การเปลี่ยน: โทนเนอร์จะถูกบรรจุอยู่ใน ตลับโทนเนอร์ (Toner Cartridge) ซึ่งเป็นส่วนที่ผู้ใช้ต้องเปลี่ยนเมื่อหมึกหมด
แล้ว "ดรัม" (Drum) คืออะไร?
ดรัม หรือ แม่พิมพ์ดรัม (Drum Unit) เป็นส่วนประกอบสำคัญที่ทำหน้าที่ รับภาพจากแสงเลเซอร์และถ่ายทอดผงโทนเนอร์ลงบนกระดาษ เปรียบเสมือน "พิมพ์" ที่จะถูกสร้างภาพขึ้นมาแล้วส่งต่อไปยังกระดาษ
- ลักษณะ: เป็นทรงกระบอกเคลือบสารพิเศษไว้อย่างดี มีความไวต่อแสง
- การทำงาน:
- เครื่องพิมพ์จะใช้แสงเลเซอร์ยิงลงบนผิวหน้าของดรัม ทำให้เกิดเป็นลวดลายประจุไฟฟ้าตามรูปแบบของเอกสารที่ต้องการพิมพ์
- ผงโทนเนอร์ที่มีประจุไฟฟ้าตรงกันข้าม จะถูกดึงดูดมาติดบนบริเวณที่มีประจุไฟฟ้าบนดรัม
- จากนั้น ดรัมจะหมุนเพื่อถ่ายโอนผงโทนเนอร์ที่ติดอยู่ ไปยังกระดาษที่วิ่งผ่าน
- การเปลี่ยน: โดยทั่วไป ดรัมจะมีอายุการใช้งานยาวนานกว่าตลับโทนเนอร์ และมักจะถูกแยกออกมาเป็น ชุดดรัม (Drum Unit) ซึ่งอาจต้องเปลี่ยนเมื่อถึงอายุการใช้งานที่กำหนด หรือเมื่อเริ่มมีปัญหาในการพิมพ์ เช่น มีรอยเส้น หรือจุดด่างปรากฏบนเอกสาร
ความแตกต่างที่ควรรู้: ดรัม vs โทนเนอร์
| คุณสมบัติ | โทนเนอร์ (Toner) | ดรัม (Drum) |
| :--------------- | :-------------------------------------------- | :-------------------------------------------------------------------------- |
| หน้าที่หลัก | เป็นผงหมึกสำหรับสร้างภาพบนกระดาษ | รับภาพจากเลเซอร์และถ่ายทอดผงโทนเนอร์ลงบนกระดาษ |
| ลักษณะ | ผงละเอียด | ทรงกระบอกเคลือบสารพิเศษ |
| การใช้งาน | ใช้แล้วหมดไป ต้องเปลี่ยนเมื่อหมึกหมด | มีอายุการใช้งานยาวนานกว่า อาจต้องเปลี่ยนเมื่อถึงกำหนดหรือมีปัญหาการพิมพ์ |
| ส่วนประกอบ | อยู่ใน ตลับโทนเนอร์ (Toner Cartridge) | อยู่ใน ชุดดรัม (Drum Unit) ซึ่งอาจรวมอยู่ในตลับโทนเนอร์ หรือแยกออกมาต่างหาก |
| ความถี่ในการเปลี่ยน | บ่อยกว่า | น้อยกว่า |เครื่องพิมพ์เลเซอร์ Brother HL-1110: สิ่งที่ควรรู้
สำหรับรุ่น Brother HL-1110 ที่เล็งไว้ เป็นเครื่องพิมพ์เลเซอร์ขาวดำขนาดกะทัดรัด เหมาะสำหรับใช้งานตามบ้านหรือสำนักงานขนาดเล็ก โดยทั่วไปแล้ว เครื่องพิมพ์รุ่นนี้จะใช้ ตลับโทนเนอร์ ที่มาพร้อมกับ ชุดดรัมในตัว หมายความว่า เมื่อคุณซื้อตลับโทนเนอร์ใหม่ ก็จะได้ชุดดรัมใหม่มาพร้อมกันเลย ทำให้สะดวกในการดูแลรักษา และมั่นใจได้ว่าคุณภาพการพิมพ์จะดีอยู่เสมอ
💡 ข้อควรรู้เพิ่มเติม: บางรุ่นของเครื่องพิมพ์เลเซอร์อาจมีการแยกตลับโทนเนอร์และชุดดรัมออกจากกัน ซึ่งผู้ใช้จะต้องคอยสังเกตอายุการใช้งานของทั้งสองส่วน และเปลี่ยนตามความเหมาะสม
การทำความเข้าใจหน้าที่ของดรัมและโทนเนอร์ จะช่วยให้คุณสามารถเลือกซื้อเครื่องพิมพ์เลเซอร์ และดูแลรักษาได้อย่างถูกต้อง ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว และได้ผลลัพธ์การพิมพ์ที่คมชัดอยู่เสมอค่ะ
ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
https://pantip.com/topic/33042420มือใหม่หัดใช้เลเซอร์ปริ้นเตอร์: ดรัม กับ โทนเนอร์ ต่างกันอย่างไร?เบื่อหน่ายกับปัญหาจุกจิกของเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทใช่ไหมคะ? กำลังมองหาเครื่องพิมพ์เลเซอร์มาเป็นตัวช่วยในการทำงานอยู่ใช่ไหม? สำหรับมือใหม่ที่กำลังจะก้าวเข้าสู่โลกของเครื่องพิมพ์เลเซอร์ อาจจะสงสัยว่า "ดรัม" และ "โทนเนอร์" คืออะไร และมีความแตกต่างกันอย่างไร วันนี้เรามีคำอธิบายง่ายๆ มาฝากค่ะทำความรู้จักกับ "โทนเนอร์" (Toner)โทนเนอร์ คือ ผงหมึก ที่ใช้ในเครื่องพิมพ์เลเซอร์ มีลักษณะเป็นผงละเอียดสีดำ (สำหรับเครื่องพิมพ์ขาวดำ) หรือสีต่างๆ (สำหรับเครื่องพิมพ์สี) หน้าที่หลักของโทนเนอร์คือการสร้างภาพหรือตัวอักษรลงบนกระดาษลักษณะ: เป็นผงละเอียด มีส่วนผสมของพลาสติก, สารให้สี, และสารอื่นๆการทำงาน: เครื่องพิมพ์เลเซอร์จะใช้แสงเลเซอร์ยิงลงบนแม่พิมพ์ดรัม ทำให้เกิดประจุไฟฟ้าบนแม่พิมพ์ จากนั้นผงโทนเนอร์จะถูกดึงดูดไปยังบริเวณที่มีประจุไฟฟ้าบนแม่พิมพ์ ก่อนจะถูกถ่ายทอดลงบนกระดาษ และใช้ความร้อนรีดให้ผงหมึกหลอมละลายติดกับเนื้อกระดาษอย่างถาวรการเปลี่ยน: โทนเนอร์จะถูกบรรจุอยู่ใน ตลับโทนเนอร์ (Toner Cartridge) ซึ่งเป็นส่วนที่ผู้ใช้ต้องเปลี่ยนเมื่อหมึกหมดแล้ว "ดรัม" (Drum) คืออะไร?ดรัม หรือ แม่พิมพ์ดรัม (Drum Unit) เป็นส่วนประกอบสำคัญที่ทำหน้าที่ รับภาพจากแสงเลเซอร์และถ่ายทอดผงโทนเนอร์ลงบนกระดาษ เปรียบเสมือน "พิมพ์" ที่จะถูกสร้างภาพขึ้นมาแล้วส่งต่อไปยังกระดาษลักษณะ: เป็นทรงกระบอกเคลือบสารพิเศษไว้อย่างดี มีความไวต่อแสงการทำงาน:เครื่องพิมพ์จะใช้แสงเลเซอร์ยิงลงบนผิวหน้าของดรัม ทำให้เกิดเป็นลวดลายประจุไฟฟ้าตามรูปแบบของเอกสารที่ต้องการพิมพ์ผงโทนเนอร์ที่มีประจุไฟฟ้าตรงกันข้าม จะถูกดึงดูดมาติดบนบริเวณที่มีประจุไฟฟ้าบนดรัมจากนั้น ดรัมจะหมุนเพื่อถ่ายโอนผงโทนเนอร์ที่ติดอยู่ ไปยังกระดาษที่วิ่งผ่านการเปลี่ยน: โดยทั่วไป ดรัมจะมีอายุการใช้งานยาวนานกว่าตลับโทนเนอร์ และมักจะถูกแยกออกมาเป็น ชุดดรัม (Drum Unit) ซึ่งอาจต้องเปลี่ยนเมื่อถึงอายุการใช้งานที่กำหนด หรือเมื่อเริ่มมีปัญหาในการพิมพ์ เช่น มีรอยเส้น หรือจุดด่างปรากฏบนเอกสารความแตกต่างที่ควรรู้: ดรัม vs โทนเนอร์| คุณสมบัติ | โทนเนอร์ (Toner) | ดรัม (Drum) || :--------------- | :-------------------------------------------- | :-------------------------------------------------------------------------- || หน้าที่หลัก | เป็นผงหมึกสำหรับสร้างภาพบนกระดาษ | รับภาพจากเลเซอร์และถ่ายทอดผงโทนเนอร์ลงบนกระดาษ || ลักษณะ | ผงละเอียด | ทรงกระบอกเคลือบสารพิเศษ || การใช้งาน | ใช้แล้วหมดไป ต้องเปลี่ยนเมื่อหมึกหมด | มีอายุการใช้งานยาวนานกว่า อาจต้องเปลี่ยนเมื่อถึงกำหนดหรือมีปัญหาการพิมพ์ || ส่วนประกอบ | อยู่ใน ตลับโทนเนอร์ (Toner Cartridge) | อยู่ใน ชุดดรัม (Drum Unit) ซึ่งอาจรวมอยู่ในตลับโทนเนอร์ หรือแยกออกมาต่างหาก || ความถี่ในการเปลี่ยน | บ่อยกว่า | น้อยกว่า |เครื่องพิมพ์เลเซอร์ Brother HL-1110: สิ่งที่ควรรู้สำหรับรุ่น Brother HL-1110 ที่เล็งไว้ เป็นเครื่องพิมพ์เลเซอร์ขาวดำขนาดกะทัดรัด เหมาะสำหรับใช้งานตามบ้านหรือสำนักงานขนาดเล็ก โดยทั่วไปแล้ว เครื่องพิมพ์รุ่นนี้จะใช้ ตลับโทนเนอร์ ที่มาพร้อมกับ ชุดดรัมในตัว หมายความว่า เมื่อคุณซื้อตลับโทนเนอร์ใหม่ ก็จะได้ชุดดรัมใหม่มาพร้อมกันเลย ทำให้สะดวกในการดูแลรักษา และมั่นใจได้ว่าคุณภาพการพิมพ์จะดีอยู่เสมอ💡 ข้อควรรู้เพิ่มเติม: บางรุ่นของเครื่องพิมพ์เลเซอร์อาจมีการแยกตลับโทนเนอร์และชุดดรัมออกจากกัน ซึ่งผู้ใช้จะต้องคอยสังเกตอายุการใช้งานของทั้งสองส่วน และเปลี่ยนตามความเหมาะสมการทำความเข้าใจหน้าที่ของดรัมและโทนเนอร์ จะช่วยให้คุณสามารถเลือกซื้อเครื่องพิมพ์เลเซอร์ และดูแลรักษาได้อย่างถูกต้อง ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายในระยะยาว และได้ผลลัพธ์การพิมพ์ที่คมชัดอยู่เสมอค่ะhttps://pantip.com/topic/33042420PANTIP.COMมือใหม่จะลองใช้ Laser printer; ดรัม กับ โทนเนอร์คืออะไรคะทนกับความมากเรื่องของเจ้า ink jet ไม่ไหวแล้วค่ะ เลยกำลังส่อง Laser printer อยู่ (ร้านแถวบ้านที่ตอนนี้มีของวางอยู่และเล็งไว้คือ Brother HL-1110 Mono Laser Printe3 Comments 0 Shares 462 Views 0 Reviews-
อยากลองเลเซอร์เหมือนกันค่ะ เห็นว่าประหยัดกว่าในระยะยาวอยากลองเลเซอร์เหมือนกันค่ะ เห็นว่าประหยัดกว่าในระยะยาว
-
React
- Reply
- 2026-08-06 23:00:12
-
-
เลเซอร์ปริ้นเตอร์ไม่จุกจิกเรื่องหมึกพิมพ์เหมือนอิงค์เจ็ทจริงค่ะเลเซอร์ปริ้นเตอร์ไม่จุกจิกเรื่องหมึกพิมพ์เหมือนอิงค์เจ็ทจริงค่ะ
-
React
- Reply
- 2026-08-06 23:00:12
-
-
มือใหม่กำลังจะเปลี่ยนมาใช้เลเซอร์เหมือนกันค่ะ อยากรู้เหมือนกันว่าดรัมกับโทนเนอร์ต่างกันยังไงมือใหม่กำลังจะเปลี่ยนมาใช้เลเซอร์เหมือนกันค่ะ อยากรู้เหมือนกันว่าดรัมกับโทนเนอร์ต่างกันยังไง
-
React
- Reply
- 2026-08-06 23:00:12
-
-
Trevor Noah เตรียมประเดิมพิธีกรงานเปิดตัว Pixel 11 จาก Google 🚀
Google ประกาศจัดงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ฮาร์ดแวร์ "Made by Google" ครั้งต่อไปในวันที่ 12 สิงหาคมนี้ โดยได้นักแสดงตลกชื่อดัง Trevor Noah มารับหน้าที่พิธีกรสร้างสีสันให้กับงาน
ดาราและอินฟลูเอนเซอร์ตบเท้าร่วมงานเพียบ
นอกจาก Trevor Noah แล้ว งานนี้ยังอัดแน่นไปด้วยเหล่าคนดังและอินฟลูเอนเซอร์ที่จะมาร่วมสร้างความน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น Alex Cooper เจ้าของพอดแคสต์ Call Her Daddy ที่เคยปรากฏตัวในงานปี 2025, นักคริกเก็ตชาวอินเดีย Shubman Gill ผู้เคยร่วมแสดงในโฆษณา Pixel, นักแสดงสาวชาวญี่ปุ่น Ayami Nakajo และ Stephen Curry ดาวเด่น NBA ที่เป็น Google Performance Advisor (ทั้ง Cooper และ Noah ยังนำรายการของตนเองมาฉายบน YouTube ด้วย)
เมื่อปีที่แล้ว Jimmy Fallon ได้ทำหน้าที่พิธีกร ซึ่งมีลักษณะคล้าย "รายการทอล์คโชว์สดของ Jimmy Fallon" มากกว่างานเปิดตัวเทคโนโลยีแบบดั้งเดิม การที่ Google เชิญคนดังมากมายมาร่วมงานในปีนี้ ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่า Google ต้องการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคในวงกว้างมากขึ้น
กำหนดการและสถานที่จัดงาน
งานเปิดตัวจะจัดขึ้นที่มหานครนิวยอร์ก โดยจะเริ่มในเวลา 18:00 น. ตามเวลา ET (Eastern Time) ซึ่งเป็นช่วงท้ายของวันทำงาน
จับตาดูผลิตภัณฑ์ใหม่: Pixel 11 และสมาร์ทวอทช์
จากวิดีโอทีเซอร์ของ Google เผยให้เห็นภาพสั้นๆ ของสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่และสมาร์ทวอทช์ ขณะที่ก่อนหน้านี้ Google ก็เคยทีเซอร์ถึง Pixel 11 Pro และ Pixel 11 Pro Fold มาบ้างแล้ว นอกจากนี้ ยังมีภาพหลุดและสเปกของฮาร์ดแวร์ที่กำลังจะเปิดตัวออกมาอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่สนใจจะซื้ออุปกรณ์ใหม่จาก Google ควรเตรียมพร้อมสำหรับ ราคาที่อาจสูงขึ้น กว่าเดิม
#Pixel11 #GooglePixel #TrevorNoah #MadeByGoogle
ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
https://www.theverge.com/tech/976454/made-by-google-2026-event-pixel-11-trevor-noahTrevor Noah เตรียมประเดิมพิธีกรงานเปิดตัว Pixel 11 จาก Google 🚀Google ประกาศจัดงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ฮาร์ดแวร์ "Made by Google" ครั้งต่อไปในวันที่ 12 สิงหาคมนี้ โดยได้นักแสดงตลกชื่อดัง Trevor Noah มารับหน้าที่พิธีกรสร้างสีสันให้กับงานดาราและอินฟลูเอนเซอร์ตบเท้าร่วมงานเพียบนอกจาก Trevor Noah แล้ว งานนี้ยังอัดแน่นไปด้วยเหล่าคนดังและอินฟลูเอนเซอร์ที่จะมาร่วมสร้างความน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น Alex Cooper เจ้าของพอดแคสต์ Call Her Daddy ที่เคยปรากฏตัวในงานปี 2025, นักคริกเก็ตชาวอินเดีย Shubman Gill ผู้เคยร่วมแสดงในโฆษณา Pixel, นักแสดงสาวชาวญี่ปุ่น Ayami Nakajo และ Stephen Curry ดาวเด่น NBA ที่เป็น Google Performance Advisor (ทั้ง Cooper และ Noah ยังนำรายการของตนเองมาฉายบน YouTube ด้วย)เมื่อปีที่แล้ว Jimmy Fallon ได้ทำหน้าที่พิธีกร ซึ่งมีลักษณะคล้าย "รายการทอล์คโชว์สดของ Jimmy Fallon" มากกว่างานเปิดตัวเทคโนโลยีแบบดั้งเดิม การที่ Google เชิญคนดังมากมายมาร่วมงานในปีนี้ ยิ่งสะท้อนให้เห็นว่า Google ต้องการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคในวงกว้างมากขึ้นกำหนดการและสถานที่จัดงานงานเปิดตัวจะจัดขึ้นที่มหานครนิวยอร์ก โดยจะเริ่มในเวลา 18:00 น. ตามเวลา ET (Eastern Time) ซึ่งเป็นช่วงท้ายของวันทำงานจับตาดูผลิตภัณฑ์ใหม่: Pixel 11 และสมาร์ทวอทช์จากวิดีโอทีเซอร์ของ Google เผยให้เห็นภาพสั้นๆ ของสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่และสมาร์ทวอทช์ ขณะที่ก่อนหน้านี้ Google ก็เคยทีเซอร์ถึง Pixel 11 Pro และ Pixel 11 Pro Fold มาบ้างแล้ว นอกจากนี้ ยังมีภาพหลุดและสเปกของฮาร์ดแวร์ที่กำลังจะเปิดตัวออกมาอย่างต่อเนื่องอย่างไรก็ตาม ผู้ที่สนใจจะซื้ออุปกรณ์ใหม่จาก Google ควรเตรียมพร้อมสำหรับ ราคาที่อาจสูงขึ้น กว่าเดิม#Pixel11 #GooglePixel #TrevorNoah #MadeByGooglehttps://www.theverge.com/tech/976454/made-by-google-2026-event-pixel-11-trevor-noah
WWW.THEVERGE.COMTrevor Noah is hosting Google’s Pixel 11 launch eventWill he have to talk with Gemini?3 Comments 0 Shares 476 Views 0 Reviews-
อยากเห็น Google Pixel 11 ตัวจริงแล้วอยากเห็น Google Pixel 11 ตัวจริงแล้ว
-
React
- Reply
- 2026-08-06 22:42:45
-
-
ต้องรอดูเลยว่าเทรเวอร์ โนอาห์ จะได้คุยกับ Gemini หรือเปล่าต้องรอดูเลยว่าเทรเวอร์ โนอาห์ จะได้คุยกับ Gemini หรือเปล่า
-
React
- Reply
- 2026-08-06 22:42:45
-
-
เทรเวอร์ โนอาห์ มาเป็นพิธีกรงานเปิดตัว Google Pixel 11 น่าสนใจมากเทรเวอร์ โนอาห์ มาเป็นพิธีกรงานเปิดตัว Google Pixel 11 น่าสนใจมาก
-
React
- Reply
- 2026-08-06 22:42:45
-
-
-
Chuwi UniBook: โน้ตบุ๊กราคาดีที่มาพร้อมข้อจำกัดที่คุณควรรู้ 💻
การหาโน้ตบุ๊กดี ๆ ในราคาที่เอื้อมถึงได้ อาจเป็นเรื่องท้าทายสำหรับใครหลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตลาดมีตัวเลือกมากมายให้เลือก แต่ถ้าคุณกำลังมองหาโน้ตบุ๊กที่เน้นความคุ้มค่า และพร้อมยอมรับข้อจำกัดบางประการ Chuwi UniBook อาจเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ
Chuwi UniBook คืออะไร?
Chuwi UniBook เป็นโน้ตบุ๊กขนาด 14 นิ้ว ที่ใช้โปรเซสเซอร์ Intel Core 3 304 ตัวใหม่ล่าสุดจากตระกูล Wildcat Lake ซึ่งถือเป็นชิป Series 3 ตัวแรกที่ปรากฏในโน้ตบุ๊กราคาประหยัด ดีไซน์ภายนอกใช้วัสดุอะลูมิเนียม ขึ้นรูปด้วยการอโนไดซ์ (Anodised Aluminium) มีน้ำหนักเบาเพียง 1.2 กิโลกรัม และมาพร้อมหน้าจอ IPS อัตราส่วน 16:10 โดยมีหน่วยความจำ RAM 8GB และ SSD ความจุ 256GB
จุดเด่นที่น่าสนใจ ✨
- ราคาที่เข้าถึงง่าย: Chuwi UniBook ถูกวางตำแหน่งให้เป็นคู่แข่งกับ MacBook Neo โดยมีราคาที่ถูกกว่าประมาณ $250 (หรือราว 9,000 บาท) พร้อมหน้าจอที่ใหญ่กว่า และพอร์ตเชื่อมต่อที่หลากหลายกว่า
- พอร์ตเชื่อมต่อครบครัน: เป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่โน้ตบุ๊กราคาประหยัดกลับมาพร้อมพอร์ตเชื่อมต่อที่หลากหลาย ทั้ง USB-C (รองรับ PD และส่งสัญญาณภาพ 4K@60Hz), USB-A 3.2 Gen 1 สองพอร์ต, USB-A 2.0 หนึ่งพอร์ต, HDMI 1.4b (ส่งสัญญาณภาพ 4K@30Hz), พอร์ต Gigabit Ethernet และช่องใส่ TF Card รวมถึงช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบอย่างมากเมื่อเทียบกับโน้ตบุ๊กราคาสูงบางรุ่นที่มักมีพอร์ตน้อยกว่า
- ดีไซน์ที่ดูดีเกินราคา: ตัวเครื่องทำจากอะลูมิเนียมขึ้นรูป ทำให้รู้สึกแข็งแรงทนทาน น้ำหนักเบา และบางเพียง 16.4 มม. เหมาะกับการพกพา
- โปรเซสเซอร์ Intel Core 3 304 รุ่นใหม่: ชิปตัวนี้เป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรม Wildcat Lake ที่นำดีไซน์ของชิปเรือธงมาปรับใช้ ทำให้มีประสิทธิภาพการทำงานแบบ Single-core ที่ดีเกินคาดสำหรับชิปในราคานี้ เหมาะสำหรับการใช้งานทั่วไป เช่น การท่องเว็บ, การทำงานเอกสาร และการประชุมออนไลน์
- แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน: ด้วยสเปกที่ไม่เน้นความแรงมากนัก ทำให้ Chuwi UniBook สามารถใช้งานได้ตลอดวันทำงาน หรืออาจจะถึงสองวันต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง
ข้อจำกัดที่ต้องพิจารณา ⚠️
- RAM 8GB ที่ไม่สามารถอัปเกรดได้: นี่คือจุดที่น่ากังวลที่สุดสำหรับ Windows 11 ที่ต้องการทรัพยากรค่อนข้างมาก แม้ว่า Microsoft จะมีแผนปรับปรุงให้ Windows 11 ทำงานได้ดีขึ้นบน RAM 8GB แต่ในปัจจุบัน ประสบการณ์ใช้งานอาจไม่ราบรื่นนัก โดยเฉพาะเมื่อเปิดหลายโปรแกรมพร้อมกัน หรือเปิดเว็บหลายหน้า ระบบอาจเริ่มหน่วงและกระตุกได้
- ไม่มี USB4 หรือ USB 3.2 Gen 2: แม้จะมีพอร์ต USB-C แต่ก็รองรับความเร็วเพียง 5 Gbps ซึ่งอาจไม่เพียงพอสำหรับงานที่ต้องการแบนด์วิธสูง
- SSD เป็น Gen 3 ในสล็อต Gen 4: แม้ว่าตัวเครื่องจะรองรับ SSD NVMe แบบ Gen 4 แต่ SSD ที่ให้มาเป็นแบบ Gen 3 ซึ่งอาจจำกัดความเร็วในการอ่าน/เขียนข้อมูลสูงสุด
- AI ยังไม่ถึงระดับ Copilot Plus: แม้จะมีการโปรโมตว่าเป็น "AI Laptop" แต่ NPU (Neural Processing Unit) และ GPU รวมกันยังให้พลังประมวลผลไม่ถึง 40 TOPS ตามเกณฑ์ของ Microsoft Copilot Plus ทำให้ไม่สามารถใช้งานฟีเจอร์เฉพาะของ Copilot Plus ได้
ประสิทธิภาพฮาร์ดแวร์: เบื้องลึกของ Wildcat Lake 💡
Intel Wildcat Lake ถูกออกแบบมาเพื่อทดแทนชิปราคาประหยัดรุ่นเก่า ๆ โดยนำสถาปัตยกรรมที่ทันสมัยมาใช้ ทำให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นในราคาที่จับต้องได้ โปรเซสเซอร์ Core 3 304 ประกอบด้วยคอร์ประมวลผลแบบ Performance Core เพียง 1 คอร์ และคอร์แบบ Efficiency Core อีก 4 คอร์ ทำงานร่วมกับกราฟิก Intel Xe3 และ NPU 5
อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดด้านต้นทุนทำให้ Intel ต้องลดทอนบางส่วนลง เช่น การใช้แพ็คเกจที่เรียบง่ายขึ้น และลดจำนวนคอร์ลง ทำให้ชิปตระกูลนี้มีเพดานประสิทธิภาพที่ถูกจำกัดไว้ตั้งแต่ต้น
สำหรับ Chuwi UniBook นั้น โปรเซสเซอร์ Core 3 304 ที่มี Performance Core เพียงคอร์เดียว อาจไม่เพียงพอสำหรับการทำงานแบบ Multitasking หนัก ๆ หรือการใช้งานที่ซับซ้อน
การออกแบบและประสบการณ์ใช้งาน 🛠️
ตัวเครื่องอะลูมิเนียมให้สัมผัสที่ดี น้ำหนักเบา พกพาสะดวก บานพับสามารถกางได้ 180 องศา ขอบจอบาง ให้สัดส่วนหน้าจอต่อตัวเครื่องที่สูง
คีย์บอร์ดเป็นแบบ Full-size พร้อมไฟ Backlight สองระดับ เหมาะกับการพิมพ์งานทั่วไป แต่สำหรับโปรแกรมเมอร์หรือนักเขียนที่ต้องพิมพ์งานจำนวนมาก อาจรู้สึกว่าปุ่มบางปุ่ม (เช่น PrtScn) อาจหายไป หรือต้องใช้การกดร่วมกับปุ่มอื่น
ทัชแพดมีขนาดค่อนข้างเล็ก แต่ก็ตอบสนองได้ดี
สิ่งที่ขาดหายไปคือเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ หรือกล้องที่รองรับ Windows Hello แต่ด้วยพอร์ต USB ที่มีจำนวนมาก ก็สามารถต่ออุปกรณ์เสริมเพื่อเพิ่มความปลอดภัยได้
เหมาะกับใคร? 🤔
Chuwi UniBook เหมาะสำหรับ:
- นักเรียน นักศึกษา: ที่ต้องการโน้ตบุ๊กสำหรับเรียน ทำรายงาน ท่องเว็บ และดูสื่อบันเทิง ในราคาที่ไม่แพง
- ผู้ใช้งานทั่วไป: ที่ต้องการโน้ตบุ๊กเครื่องที่สอง สำหรับงานเบา ๆ เช่น เช็คอีเมล เล่นโซเชียลมีเดีย หรือดูหนังฟังเพลง
- ผู้ที่มองหาโน้ตบุ๊กพกพา: ด้วยน้ำหนักเบาและแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนาน
สรุป: คุ้มค่าแต่ต้องยอมรับข้อจำกัด 🌟
Chuwi UniBook เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการโน้ตบุ๊กราคาประหยัดที่มาพร้อมดีไซน์ดี พอร์ตเชื่อมต่อครบครัน และโปรเซสเซอร์รุ่นใหม่ แต่ผู้ใช้งานต้องตระหนักถึงข้อจำกัดด้าน RAM 8GB ที่ไม่สามารถอัปเกรดได้ ซึ่งอาจส่งผลต่อประสบการณ์การใช้งาน Windows 11 โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องทำงานหลายอย่างพร้อมกัน หากคุณสามารถยอมรับข้อจำกัดเหล่านี้ได้ Chuwi UniBook ก็ถือเป็นดีลที่คุ้มค่ามากในตลาดโน้ตบุ๊กราคาประหยัด
#Chuwi #UniBook #โน้ตบุ๊กราคาประหยัด #IntelCore3 #WildcatLake
ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
https://www.techradar.com/pro/chuwi-unibook-laptop-reviewChuwi UniBook: โน้ตบุ๊กราคาดีที่มาพร้อมข้อจำกัดที่คุณควรรู้ 💻การหาโน้ตบุ๊กดี ๆ ในราคาที่เอื้อมถึงได้ อาจเป็นเรื่องท้าทายสำหรับใครหลายคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตลาดมีตัวเลือกมากมายให้เลือก แต่ถ้าคุณกำลังมองหาโน้ตบุ๊กที่เน้นความคุ้มค่า และพร้อมยอมรับข้อจำกัดบางประการ Chuwi UniBook อาจเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจChuwi UniBook คืออะไร?Chuwi UniBook เป็นโน้ตบุ๊กขนาด 14 นิ้ว ที่ใช้โปรเซสเซอร์ Intel Core 3 304 ตัวใหม่ล่าสุดจากตระกูล Wildcat Lake ซึ่งถือเป็นชิป Series 3 ตัวแรกที่ปรากฏในโน้ตบุ๊กราคาประหยัด ดีไซน์ภายนอกใช้วัสดุอะลูมิเนียม ขึ้นรูปด้วยการอโนไดซ์ (Anodised Aluminium) มีน้ำหนักเบาเพียง 1.2 กิโลกรัม และมาพร้อมหน้าจอ IPS อัตราส่วน 16:10 โดยมีหน่วยความจำ RAM 8GB และ SSD ความจุ 256GBจุดเด่นที่น่าสนใจ ✨ราคาที่เข้าถึงง่าย: Chuwi UniBook ถูกวางตำแหน่งให้เป็นคู่แข่งกับ MacBook Neo โดยมีราคาที่ถูกกว่าประมาณ $250 (หรือราว 9,000 บาท) พร้อมหน้าจอที่ใหญ่กว่า และพอร์ตเชื่อมต่อที่หลากหลายกว่าพอร์ตเชื่อมต่อครบครัน: เป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่โน้ตบุ๊กราคาประหยัดกลับมาพร้อมพอร์ตเชื่อมต่อที่หลากหลาย ทั้ง USB-C (รองรับ PD และส่งสัญญาณภาพ 4K@60Hz), USB-A 3.2 Gen 1 สองพอร์ต, USB-A 2.0 หนึ่งพอร์ต, HDMI 1.4b (ส่งสัญญาณภาพ 4K@30Hz), พอร์ต Gigabit Ethernet และช่องใส่ TF Card รวมถึงช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบอย่างมากเมื่อเทียบกับโน้ตบุ๊กราคาสูงบางรุ่นที่มักมีพอร์ตน้อยกว่าดีไซน์ที่ดูดีเกินราคา: ตัวเครื่องทำจากอะลูมิเนียมขึ้นรูป ทำให้รู้สึกแข็งแรงทนทาน น้ำหนักเบา และบางเพียง 16.4 มม. เหมาะกับการพกพาโปรเซสเซอร์ Intel Core 3 304 รุ่นใหม่: ชิปตัวนี้เป็นส่วนหนึ่งของสถาปัตยกรรม Wildcat Lake ที่นำดีไซน์ของชิปเรือธงมาปรับใช้ ทำให้มีประสิทธิภาพการทำงานแบบ Single-core ที่ดีเกินคาดสำหรับชิปในราคานี้ เหมาะสำหรับการใช้งานทั่วไป เช่น การท่องเว็บ, การทำงานเอกสาร และการประชุมออนไลน์แบตเตอรี่ใช้งานได้ยาวนาน: ด้วยสเปกที่ไม่เน้นความแรงมากนัก ทำให้ Chuwi UniBook สามารถใช้งานได้ตลอดวันทำงาน หรืออาจจะถึงสองวันต่อการชาร์จหนึ่งครั้งข้อจำกัดที่ต้องพิจารณา ⚠️RAM 8GB ที่ไม่สามารถอัปเกรดได้: นี่คือจุดที่น่ากังวลที่สุดสำหรับ Windows 11 ที่ต้องการทรัพยากรค่อนข้างมาก แม้ว่า Microsoft จะมีแผนปรับปรุงให้ Windows 11 ทำงานได้ดีขึ้นบน RAM 8GB แต่ในปัจจุบัน ประสบการณ์ใช้งานอาจไม่ราบรื่นนัก โดยเฉพาะเมื่อเปิดหลายโปรแกรมพร้อมกัน หรือเปิดเว็บหลายหน้า ระบบอาจเริ่มหน่วงและกระตุกได้ไม่มี USB4 หรือ USB 3.2 Gen 2: แม้จะมีพอร์ต USB-C แต่ก็รองรับความเร็วเพียง 5 Gbps ซึ่งอาจไม่เพียงพอสำหรับงานที่ต้องการแบนด์วิธสูงSSD เป็น Gen 3 ในสล็อต Gen 4: แม้ว่าตัวเครื่องจะรองรับ SSD NVMe แบบ Gen 4 แต่ SSD ที่ให้มาเป็นแบบ Gen 3 ซึ่งอาจจำกัดความเร็วในการอ่าน/เขียนข้อมูลสูงสุดAI ยังไม่ถึงระดับ Copilot Plus: แม้จะมีการโปรโมตว่าเป็น "AI Laptop" แต่ NPU (Neural Processing Unit) และ GPU รวมกันยังให้พลังประมวลผลไม่ถึง 40 TOPS ตามเกณฑ์ของ Microsoft Copilot Plus ทำให้ไม่สามารถใช้งานฟีเจอร์เฉพาะของ Copilot Plus ได้ประสิทธิภาพฮาร์ดแวร์: เบื้องลึกของ Wildcat Lake 💡Intel Wildcat Lake ถูกออกแบบมาเพื่อทดแทนชิปราคาประหยัดรุ่นเก่า ๆ โดยนำสถาปัตยกรรมที่ทันสมัยมาใช้ ทำให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นในราคาที่จับต้องได้ โปรเซสเซอร์ Core 3 304 ประกอบด้วยคอร์ประมวลผลแบบ Performance Core เพียง 1 คอร์ และคอร์แบบ Efficiency Core อีก 4 คอร์ ทำงานร่วมกับกราฟิก Intel Xe3 และ NPU 5อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดด้านต้นทุนทำให้ Intel ต้องลดทอนบางส่วนลง เช่น การใช้แพ็คเกจที่เรียบง่ายขึ้น และลดจำนวนคอร์ลง ทำให้ชิปตระกูลนี้มีเพดานประสิทธิภาพที่ถูกจำกัดไว้ตั้งแต่ต้นสำหรับ Chuwi UniBook นั้น โปรเซสเซอร์ Core 3 304 ที่มี Performance Core เพียงคอร์เดียว อาจไม่เพียงพอสำหรับการทำงานแบบ Multitasking หนัก ๆ หรือการใช้งานที่ซับซ้อนการออกแบบและประสบการณ์ใช้งาน 🛠️ตัวเครื่องอะลูมิเนียมให้สัมผัสที่ดี น้ำหนักเบา พกพาสะดวก บานพับสามารถกางได้ 180 องศา ขอบจอบาง ให้สัดส่วนหน้าจอต่อตัวเครื่องที่สูงคีย์บอร์ดเป็นแบบ Full-size พร้อมไฟ Backlight สองระดับ เหมาะกับการพิมพ์งานทั่วไป แต่สำหรับโปรแกรมเมอร์หรือนักเขียนที่ต้องพิมพ์งานจำนวนมาก อาจรู้สึกว่าปุ่มบางปุ่ม (เช่น PrtScn) อาจหายไป หรือต้องใช้การกดร่วมกับปุ่มอื่นทัชแพดมีขนาดค่อนข้างเล็ก แต่ก็ตอบสนองได้ดีสิ่งที่ขาดหายไปคือเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ หรือกล้องที่รองรับ Windows Hello แต่ด้วยพอร์ต USB ที่มีจำนวนมาก ก็สามารถต่ออุปกรณ์เสริมเพื่อเพิ่มความปลอดภัยได้เหมาะกับใคร? 🤔Chuwi UniBook เหมาะสำหรับ:นักเรียน นักศึกษา: ที่ต้องการโน้ตบุ๊กสำหรับเรียน ทำรายงาน ท่องเว็บ และดูสื่อบันเทิง ในราคาที่ไม่แพงผู้ใช้งานทั่วไป: ที่ต้องการโน้ตบุ๊กเครื่องที่สอง สำหรับงานเบา ๆ เช่น เช็คอีเมล เล่นโซเชียลมีเดีย หรือดูหนังฟังเพลงผู้ที่มองหาโน้ตบุ๊กพกพา: ด้วยน้ำหนักเบาและแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาวนานสรุป: คุ้มค่าแต่ต้องยอมรับข้อจำกัด 🌟Chuwi UniBook เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการโน้ตบุ๊กราคาประหยัดที่มาพร้อมดีไซน์ดี พอร์ตเชื่อมต่อครบครัน และโปรเซสเซอร์รุ่นใหม่ แต่ผู้ใช้งานต้องตระหนักถึงข้อจำกัดด้าน RAM 8GB ที่ไม่สามารถอัปเกรดได้ ซึ่งอาจส่งผลต่อประสบการณ์การใช้งาน Windows 11 โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องทำงานหลายอย่างพร้อมกัน หากคุณสามารถยอมรับข้อจำกัดเหล่านี้ได้ Chuwi UniBook ก็ถือเป็นดีลที่คุ้มค่ามากในตลาดโน้ตบุ๊กราคาประหยัด#Chuwi #UniBook #โน้ตบุ๊กราคาประหยัด #IntelCore3 #WildcatLakehttps://www.techradar.com/pro/chuwi-unibook-laptop-review
WWW.TECHRADAR.COMI tested the Chuwi UniBook and found an affordable laptop that comes with a few caveatsThe Chuwi UniBook is a modest laptop based on Intel's new Wildcat Lake Core 3 304 processor.2 Comments 0 Shares 491 Views 0 Reviews-
8GB RAM is definitely a concern for Windows 11 performance8GB RAM is definitely a concern for Windows 11 performance
-
React
- Reply
- 2026-08-06 22:16:13
-
-
The Chuwi UniBook has a decent port selection for its price pointThe Chuwi UniBook has a decent port selection for its price point
-
React
- Reply
- 2026-08-06 22:16:13
-
-
Jurassic World Rebirth 2 มาแน่! แต่ไร้เงากำกับของ Gareth Edwards
ข่าวดีสำหรับแฟนๆ ไดโนเสาร์และจักรวาล Jurassic World! มีการยืนยันแล้วว่าภาพยนตร์ภาคต่อของ Jurassic World Rebirth ที่เข้าฉายในปี 2025 กำลังจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่ทว่า ผู้กำกับมากฝีมืออย่าง Gareth Edwards ผู้ฝากผลงานที่น่าประทับใจไว้ในภาคแรก จะไม่ได้กลับมารับหน้าที่กำกับในภาคนี้อีกต่อไป
เหตุผลของการเปลี่ยนแปลงผู้กำกับ 🎬
Gareth Edwards ซึ่งเคยร่วมงานอย่างยอดเยี่ยมใน Jurassic World Rebirth ได้ตัดสินใจไม่กลับมากำกับภาคต่อแล้ว โดยมีรายงานถึง "ความเห็นที่แตกต่างกันในเชิงสร้างสรรค์" (creative differences) เป็นสาเหตุหลัก ทำให้ Universal Pictures และ Amblin ได้ออกแถลงการณ์ว่า "เรามีประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมในการทำงานร่วมกับ Gareth ใน Jurassic World Rebirth" และเปิดเผยว่า Edwards จะหันไปมุ่งเน้นโปรเจกต์อื่นๆ ที่เขากำลังพัฒนาอยู่แทน ขณะที่สตูดิโอได้เริ่มกระบวนการสรรหาผู้กำกับคนใหม่สำหรับภาคต่อแล้ว
Jurassic World Rebirth 2 จะเป็นอย่างไรต่อไป? 🤔
แม้จะไม่มี Gareth Edwards มาคุมทัพ แต่การสร้างสรรค์ภาคต่อของ Jurassic World Rebirth ยังคงดำเนินต่อไป โดย David Koepp ผู้เขียนบทภาพยนตร์ภาคแรก ได้เขียนบทภาคต่อเรียบร้อยแล้ว ซึ่งข่าวดีคือ นักแสดงนำทั้งสามคน คือ Scarlett Johansson, Jonathan Bailey และ Mahershala Ali จะกลับมารับบทบาทเดิมอีกครั้ง
ภาพยนตร์ Jurassic World Rebirth ภาคแรกที่ออกฉายในปี 2025 ถือเป็นความสำเร็จอย่างงดงาม สามารถทำรายได้ในประเทศไปราว 340 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และรายได้ทั่วโลกกว่า 869 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้วยความสำเร็จนี้ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่สตูดิโอจะต้องการสานต่อแฟรนไชส์ที่ได้รับความนิยมและเป็นที่รู้จักในระดับโลกนี้
ใครจะมารับไม้ต่อจาก Gareth Edwards? 🌟
คำถามสำคัญที่แฟนๆ หลายคนสงสัยคือ ใครจะเป็นผู้กำกับคนใหม่ที่จะมาสานต่อเรื่องราวอันน่าตื่นเต้นนี้? เป็นที่แน่นอนว่าต้องมีผู้กำกับมากฝีมือหลายคนสนใจตำแหน่งนี้ และคาดว่าจะมีผู้ที่มีความสามารถเพียงพอที่จะสร้างสรรค์ผลงานที่ยอดเยี่ยมออกมาได้ มีการคาดเดาถึงความเป็นไปได้ของชื่อผู้กำกับที่มีสไตล์โดดเด่นหลายคน เช่น Olivia Wilde, Edgar Wright, Greta Gerwig หรือ Phil Lord and Chris Miller แต่ไม่ว่าใครจะได้รับโอกาสนี้ การได้เห็นผู้กำกับคนใหม่เข้ามาพร้อมวิสัยทัศน์ที่สดใหม่ย่อมทำให้หลายคนรู้สึกตื่นเต้น
แม้ว่า Gareth Edwards จะทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในภาคที่แล้ว และการได้เขากลับมาจะช่วยรักษาโทนและวิสัยทัศน์ของแฟรนไชส์ให้มีความต่อเนื่อง แต่ในโลกของภาพยนตร์นั้น "ชีวิตย่อมหาทางของมันเสมอ" เหมือนที่ตัวละคร Ian Malcolm เคยกล่าวไว้
สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับ Jurassic World Rebirth 2
- ภาคต่อยืนยันการสร้าง: Jurassic World Rebirth 2 กำลังอยู่ในช่วงพัฒนา
- Gareth Edwards ไม่ได้กำกับ: มีการเปลี่ยนแปลงผู้กำกับเนื่องจากความเห็นที่แตกต่าง
- นักแสดงหลักกลับมา: Scarlett Johansson, Jonathan Bailey และ Mahershala Ali จะปรากฏตัวในภาคต่อ
- บทภาพยนตร์เขียนเสร็จแล้ว: David Koepp ผู้เขียนบทภาคแรก รับหน้าที่เขียนบทภาคต่อ
การรอคอยการกลับมาของแฟรนไชส์ไดโนเสาร์ยอดฮิตนี้จึงยังคงดำเนินต่อไป และเราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าใครจะเป็นผู้กำกับคนใหม่ที่จะพาเราดำดิ่งสู่โลกอันน่าตื่นเต้นของ Jurassic World อีกครั้ง!
ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
https://gizmodo.com/a-jurassic-world-rebirth-sequel-is-happening-but-not-with-gareth-edwards-2000795677Jurassic World Rebirth 2 มาแน่! แต่ไร้เงากำกับของ Gareth Edwardsข่าวดีสำหรับแฟนๆ ไดโนเสาร์และจักรวาล Jurassic World! มีการยืนยันแล้วว่าภาพยนตร์ภาคต่อของ Jurassic World Rebirth ที่เข้าฉายในปี 2025 กำลังจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่ทว่า ผู้กำกับมากฝีมืออย่าง Gareth Edwards ผู้ฝากผลงานที่น่าประทับใจไว้ในภาคแรก จะไม่ได้กลับมารับหน้าที่กำกับในภาคนี้อีกต่อไปเหตุผลของการเปลี่ยนแปลงผู้กำกับ 🎬Gareth Edwards ซึ่งเคยร่วมงานอย่างยอดเยี่ยมใน Jurassic World Rebirth ได้ตัดสินใจไม่กลับมากำกับภาคต่อแล้ว โดยมีรายงานถึง "ความเห็นที่แตกต่างกันในเชิงสร้างสรรค์" (creative differences) เป็นสาเหตุหลัก ทำให้ Universal Pictures และ Amblin ได้ออกแถลงการณ์ว่า "เรามีประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมในการทำงานร่วมกับ Gareth ใน Jurassic World Rebirth" และเปิดเผยว่า Edwards จะหันไปมุ่งเน้นโปรเจกต์อื่นๆ ที่เขากำลังพัฒนาอยู่แทน ขณะที่สตูดิโอได้เริ่มกระบวนการสรรหาผู้กำกับคนใหม่สำหรับภาคต่อแล้วJurassic World Rebirth 2 จะเป็นอย่างไรต่อไป? 🤔แม้จะไม่มี Gareth Edwards มาคุมทัพ แต่การสร้างสรรค์ภาคต่อของ Jurassic World Rebirth ยังคงดำเนินต่อไป โดย David Koepp ผู้เขียนบทภาพยนตร์ภาคแรก ได้เขียนบทภาคต่อเรียบร้อยแล้ว ซึ่งข่าวดีคือ นักแสดงนำทั้งสามคน คือ Scarlett Johansson, Jonathan Bailey และ Mahershala Ali จะกลับมารับบทบาทเดิมอีกครั้งภาพยนตร์ Jurassic World Rebirth ภาคแรกที่ออกฉายในปี 2025 ถือเป็นความสำเร็จอย่างงดงาม สามารถทำรายได้ในประเทศไปราว 340 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และรายได้ทั่วโลกกว่า 869 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้วยความสำเร็จนี้ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่สตูดิโอจะต้องการสานต่อแฟรนไชส์ที่ได้รับความนิยมและเป็นที่รู้จักในระดับโลกนี้ใครจะมารับไม้ต่อจาก Gareth Edwards? 🌟คำถามสำคัญที่แฟนๆ หลายคนสงสัยคือ ใครจะเป็นผู้กำกับคนใหม่ที่จะมาสานต่อเรื่องราวอันน่าตื่นเต้นนี้? เป็นที่แน่นอนว่าต้องมีผู้กำกับมากฝีมือหลายคนสนใจตำแหน่งนี้ และคาดว่าจะมีผู้ที่มีความสามารถเพียงพอที่จะสร้างสรรค์ผลงานที่ยอดเยี่ยมออกมาได้ มีการคาดเดาถึงความเป็นไปได้ของชื่อผู้กำกับที่มีสไตล์โดดเด่นหลายคน เช่น Olivia Wilde, Edgar Wright, Greta Gerwig หรือ Phil Lord and Chris Miller แต่ไม่ว่าใครจะได้รับโอกาสนี้ การได้เห็นผู้กำกับคนใหม่เข้ามาพร้อมวิสัยทัศน์ที่สดใหม่ย่อมทำให้หลายคนรู้สึกตื่นเต้นแม้ว่า Gareth Edwards จะทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในภาคที่แล้ว และการได้เขากลับมาจะช่วยรักษาโทนและวิสัยทัศน์ของแฟรนไชส์ให้มีความต่อเนื่อง แต่ในโลกของภาพยนตร์นั้น "ชีวิตย่อมหาทางของมันเสมอ" เหมือนที่ตัวละคร Ian Malcolm เคยกล่าวไว้สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับ Jurassic World Rebirth 2ภาคต่อยืนยันการสร้าง: Jurassic World Rebirth 2 กำลังอยู่ในช่วงพัฒนาGareth Edwards ไม่ได้กำกับ: มีการเปลี่ยนแปลงผู้กำกับเนื่องจากความเห็นที่แตกต่างนักแสดงหลักกลับมา: Scarlett Johansson, Jonathan Bailey และ Mahershala Ali จะปรากฏตัวในภาคต่อบทภาพยนตร์เขียนเสร็จแล้ว: David Koepp ผู้เขียนบทภาคแรก รับหน้าที่เขียนบทภาคต่อการรอคอยการกลับมาของแฟรนไชส์ไดโนเสาร์ยอดฮิตนี้จึงยังคงดำเนินต่อไป และเราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าใครจะเป็นผู้กำกับคนใหม่ที่จะพาเราดำดิ่งสู่โลกอันน่าตื่นเต้นของ Jurassic World อีกครั้ง!https://gizmodo.com/a-jurassic-world-rebirth-sequel-is-happening-but-not-with-gareth-edwards-2000795677
GIZMODO.COMA 'Jurassic World Rebirth' Sequel Is Happening, but Not With Gareth EdwardsThe 'Rogue One' director, who helmed the last film, is not returning to the mega dino franchise.7 Comments 0 Shares 519 Views 0 Reviews-
เรื่องนี้มีโอกาสทำรายได้ดีอีกครั้งแน่นอนเรื่องนี้มีโอกาสทำรายได้ดีอีกครั้งแน่นอน
-
React
- Reply
- 2026-08-06 21:50:05
-
-
คงต้องรอดูผู้กำกับคนใหม่ว่าจะออกมาเป็นแบบไหนคงต้องรอดูผู้กำกับคนใหม่ว่าจะออกมาเป็นแบบไหน
-
React
- Reply
- 2026-08-06 21:50:05
-
-
นักแสดงชุดเดิมกลับมาหมดเลยนักแสดงชุดเดิมกลับมาหมดเลย
-
React
- Reply
- 2026-08-06 21:50:05
-
-
การที่ผู้กำกับเปลี่ยนไป อาจทำให้หนังมีทิศทางใหม่ๆการที่ผู้กำกับเปลี่ยนไป อาจทำให้หนังมีทิศทางใหม่ๆ
-
React
- Reply
- 2026-08-06 21:50:05
-
-
อยากรู้ว่าผู้กำกับคนใหม่จะเป็นใคร มีลุ้นเลยอยากรู้ว่าผู้กำกับคนใหม่จะเป็นใคร มีลุ้นเลย
-
React
- Reply
- 2026-08-06 21:50:05
-
-
GrapheneOS กับ Revolut: เมื่อแอปธนาคารกีดกันผู้ใช้ระบบปฏิบัติการที่เน้นความเป็นส่วนตัว
ปัญหาการเข้าใช้งานแอปพลิเคชันธนาคารสำหรับผู้ใช้ GrapheneOS กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง เมื่อผู้ใช้ GrapheneOS รายงานว่าไม่สามารถเข้าสู่ระบบแอป Revolut ได้อีก ส่งผลให้ GrapheneOS ออกมาแสดงความไม่พอใจและโต้แย้งเหตุผลของ Revolut อย่างชัดเจน
GrapheneOS คืออะไร ทำไมถึงถูก Revolut กีดกัน?
GrapheneOS เป็นระบบปฏิบัติการบนมือถือที่เน้นความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยเป็นหลัก พัฒนาต่อยอดมาจาก Android โดยมีการปรับปรุงและเพิ่มฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยอย่างเข้มข้น เพื่อปกป้องข้อมูลของผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม แอปพลิเคชันทางการเงินหลายแห่ง รวมถึง Revolut มักจะมีความละเอียดอ่อนต่อระบบปฏิบัติการที่ไม่ได้เป็น Android มาตรฐาน เนื่องจากกังวลเรื่องความปลอดภัยและการตรวจสอบสิทธิ์ ซึ่ง GrapheneOS มองว่า Revolut กำลังใช้ข้ออ้างด้านความปลอดภัยที่มากเกินไป
ข้อโต้แย้งจาก GrapheneOS: ไม่ใช่เรื่องความปลอดภัย แต่เป็นเรื่องลิขสิทธิ์ Play Store?
GrapheneOS ระบุว่า Revolut อ้างเหตุผลด้านความปลอดภัยในการจำกัดการเข้าถึงของผู้ใช้ GrapheneOS แต่โครงการฯ กลับมองว่า ปัญหาที่แท้จริงเกิดจากการที่ Revolut กำลังบังคับใช้ลิขสิทธิ์ของ Google Play Store ซึ่ง GrapheneOS ไม่ได้ใช้บริการ Play Store โดยตรง
นอกจากนี้ GrapheneOS ยังตั้งคำถามถึงมาตรฐานความปลอดภัยของ Revolut เมื่อแอปพลิเคชันยังคงรองรับ Android เวอร์ชันเก่าอย่าง Android 9 ซึ่งเปิดตัวในปี 2018 โดยมองว่า Revolut นั้น "ประมาทเลินเล่ออย่างยิ่งในเรื่องความปลอดภัย"
ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดปัญหา
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ GrapheneOS และ Revolut มีปัญหากัน ก่อนหน้านี้ในเดือนมกราคม 2025 Revolut เคยพยายามบล็อกระบบปฏิบัติการ GrapheneOS มาแล้ว แต่โครงการฯ ก็สามารถหาวิธีหลีกเลี่ยงการตรวจสอบได้ ทำให้ผู้ใช้ยังคงใช้งานแอปได้ตามปกติ
แต่ล่าสุด รายงานปัญหาการเข้าสู่ระบบก็กลับมาอีกครั้ง แม้ว่าผู้ที่ล็อกอินเข้าสู่ระบบอยู่แล้วอาจจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก
GrapheneOS ชี้ Revolut กำลังไล่ล่าเจาะจง
GrapheneOS อ้างว่า Revolut กำลังมองหาสัญญาณที่บ่งชี้ว่าโทรศัพท์กำลังรันซอฟต์แวร์ของตนเองโดยเฉพาะ แทนที่จะใช้การตรวจสอบความปลอดภัยแบบเดียวกันกับทุกอุปกรณ์
โครงการฯ ระบุว่า Revolut สามารถใช้เครื่องมือตรวจสอบฮาร์ดแวร์ของ Android (Android's hardware attestation tools) เพื่อยืนยันโทรศัพท์ GrapheneOS ได้ และ GrapheneOS ได้ส่งคำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการทำเช่นนี้ให้กับ Revolut มานานหลายปีแล้ว
ทางออกชั่วคราวสำหรับผู้ใช้
GrapheneOS แนะนำวิธีแก้ปัญหาเบื้องต้นสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบ โดยแนะนำให้ผู้ใช้ลองเข้าสู่ระบบด้วยบัญชี Google สำรอง แล้วติดตั้งแอป Revolut ผ่าน Play Store ที่ทำงานแบบแยกส่วน (sandboxed Play Store)
อย่างไรก็ตาม GrapheneOS เตือนว่า วิธีนี้อาจไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืนในระยะยาว หาก Revolut ยังคงเปลี่ยนแปลงวิธีการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง
ท่าทีของ GrapheneOS และ Revolut
GrapheneOS แสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจนต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเปิดเผยข้อมูลด้านเดียวของข้อพิพาทที่ดูเหมือนจะตึงเครียด ขณะที่ Revolut ยังไม่มีความเห็นอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับข้อกล่าวหาดังกล่าว แต่ก็ยืนยันว่าแอปพลิเคชันของตนรองรับทั้งระบบปฏิบัติการ Android และ iOS อย่างเต็มรูปแบบ
การที่แอปพลิเคชันทางการเงินเริ่มกีดกันผู้ใช้ระบบปฏิบัติการที่เน้นความเป็นส่วนตัว อาจเป็นสัญญาณที่น่ากังวลสำหรับผู้ที่ให้ความสำคัญกับสิทธิ์ในการเข้าถึงและควบคุมข้อมูลของตนเอง.
ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
https://www.androidauthority.com/revolut-blocking-grapheneos-3695551/GrapheneOS กับ Revolut: เมื่อแอปธนาคารกีดกันผู้ใช้ระบบปฏิบัติการที่เน้นความเป็นส่วนตัวปัญหาการเข้าใช้งานแอปพลิเคชันธนาคารสำหรับผู้ใช้ GrapheneOS กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง เมื่อผู้ใช้ GrapheneOS รายงานว่าไม่สามารถเข้าสู่ระบบแอป Revolut ได้อีก ส่งผลให้ GrapheneOS ออกมาแสดงความไม่พอใจและโต้แย้งเหตุผลของ Revolut อย่างชัดเจนGrapheneOS คืออะไร ทำไมถึงถูก Revolut กีดกัน?GrapheneOS เป็นระบบปฏิบัติการบนมือถือที่เน้นความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยเป็นหลัก พัฒนาต่อยอดมาจาก Android โดยมีการปรับปรุงและเพิ่มฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยอย่างเข้มข้น เพื่อปกป้องข้อมูลของผู้ใช้ให้ดียิ่งขึ้นอย่างไรก็ตาม แอปพลิเคชันทางการเงินหลายแห่ง รวมถึง Revolut มักจะมีความละเอียดอ่อนต่อระบบปฏิบัติการที่ไม่ได้เป็น Android มาตรฐาน เนื่องจากกังวลเรื่องความปลอดภัยและการตรวจสอบสิทธิ์ ซึ่ง GrapheneOS มองว่า Revolut กำลังใช้ข้ออ้างด้านความปลอดภัยที่มากเกินไปข้อโต้แย้งจาก GrapheneOS: ไม่ใช่เรื่องความปลอดภัย แต่เป็นเรื่องลิขสิทธิ์ Play Store?GrapheneOS ระบุว่า Revolut อ้างเหตุผลด้านความปลอดภัยในการจำกัดการเข้าถึงของผู้ใช้ GrapheneOS แต่โครงการฯ กลับมองว่า ปัญหาที่แท้จริงเกิดจากการที่ Revolut กำลังบังคับใช้ลิขสิทธิ์ของ Google Play Store ซึ่ง GrapheneOS ไม่ได้ใช้บริการ Play Store โดยตรงนอกจากนี้ GrapheneOS ยังตั้งคำถามถึงมาตรฐานความปลอดภัยของ Revolut เมื่อแอปพลิเคชันยังคงรองรับ Android เวอร์ชันเก่าอย่าง Android 9 ซึ่งเปิดตัวในปี 2018 โดยมองว่า Revolut นั้น "ประมาทเลินเล่ออย่างยิ่งในเรื่องความปลอดภัย"ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดปัญหานี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ GrapheneOS และ Revolut มีปัญหากัน ก่อนหน้านี้ในเดือนมกราคม 2025 Revolut เคยพยายามบล็อกระบบปฏิบัติการ GrapheneOS มาแล้ว แต่โครงการฯ ก็สามารถหาวิธีหลีกเลี่ยงการตรวจสอบได้ ทำให้ผู้ใช้ยังคงใช้งานแอปได้ตามปกติแต่ล่าสุด รายงานปัญหาการเข้าสู่ระบบก็กลับมาอีกครั้ง แม้ว่าผู้ที่ล็อกอินเข้าสู่ระบบอยู่แล้วอาจจะไม่ได้รับผลกระทบมากนักGrapheneOS ชี้ Revolut กำลังไล่ล่าเจาะจงGrapheneOS อ้างว่า Revolut กำลังมองหาสัญญาณที่บ่งชี้ว่าโทรศัพท์กำลังรันซอฟต์แวร์ของตนเองโดยเฉพาะ แทนที่จะใช้การตรวจสอบความปลอดภัยแบบเดียวกันกับทุกอุปกรณ์โครงการฯ ระบุว่า Revolut สามารถใช้เครื่องมือตรวจสอบฮาร์ดแวร์ของ Android (Android's hardware attestation tools) เพื่อยืนยันโทรศัพท์ GrapheneOS ได้ และ GrapheneOS ได้ส่งคำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการทำเช่นนี้ให้กับ Revolut มานานหลายปีแล้วทางออกชั่วคราวสำหรับผู้ใช้GrapheneOS แนะนำวิธีแก้ปัญหาเบื้องต้นสำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบ โดยแนะนำให้ผู้ใช้ลองเข้าสู่ระบบด้วยบัญชี Google สำรอง แล้วติดตั้งแอป Revolut ผ่าน Play Store ที่ทำงานแบบแยกส่วน (sandboxed Play Store)อย่างไรก็ตาม GrapheneOS เตือนว่า วิธีนี้อาจไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืนในระยะยาว หาก Revolut ยังคงเปลี่ยนแปลงวิธีการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องท่าทีของ GrapheneOS และ RevolutGrapheneOS แสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจนต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเปิดเผยข้อมูลด้านเดียวของข้อพิพาทที่ดูเหมือนจะตึงเครียด ขณะที่ Revolut ยังไม่มีความเห็นอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับข้อกล่าวหาดังกล่าว แต่ก็ยืนยันว่าแอปพลิเคชันของตนรองรับทั้งระบบปฏิบัติการ Android และ iOS อย่างเต็มรูปแบบการที่แอปพลิเคชันทางการเงินเริ่มกีดกันผู้ใช้ระบบปฏิบัติการที่เน้นความเป็นส่วนตัว อาจเป็นสัญญาณที่น่ากังวลสำหรับผู้ที่ให้ความสำคัญกับสิทธิ์ในการเข้าถึงและควบคุมข้อมูลของตนเอง.https://www.androidauthority.com/revolut-blocking-grapheneos-3695551/
WWW.ANDROIDAUTHORITY.COMGrapheneOS isn't pulling any punches in its beef with RevolutRevolut is reportedly making life difficult for GrapheneOS users again, and the project is loudly disputing the company’s justifications.4 Comments 0 Shares 557 Views 0 Reviews-
อยากรู้ว่าวิธีแก้ของ GrapheneOS จะใช้ได้นานแค่ไหนอยากรู้ว่าวิธีแก้ของ GrapheneOS จะใช้ได้นานแค่ไหน
-
React
- Reply
- 2026-08-06 20:58:26
-
-
สงสัยว่า Revolut จะเข้มงวดเรื่องความปลอดภัยเกินไปไหมสงสัยว่า Revolut จะเข้มงวดเรื่องความปลอดภัยเกินไปไหม
-
React
- Reply
- 2026-08-06 20:58:26
-
-
การที่ Revolut บล็อก GrapheneOS ทั้งที่ยังรองรับ Android เก่าๆ นี่แปลกมากการที่ Revolut บล็อก GrapheneOS ทั้งที่ยังรองรับ Android เก่าๆ นี่แปลกมาก
-
React
- Reply
- 2026-08-06 20:58:26
-
-
GrapheneOS ออกมาแฉ Revolut แบบนี้คงมีปัญหาจริงจังGrapheneOS ออกมาแฉ Revolut แบบนี้คงมีปัญหาจริงจัง
-
React
- Reply
- 2026-08-06 20:58:26
-
-
-
Apple ชี้แจงความล่าช้าในการตอบสนองของ Jon Prosser ต่อคดีละเมิดลิขสิทธิ์
Apple ได้ยื่นเอกสารต่อศาลเพื่อชี้แจงความคืบหน้าในคดีที่ฟ้องร้อง Jon Prosser ผู้ปล่อยข่าวลือเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ Apple โดยระบุว่ายังไม่ได้รับการตอบสนองจากทนายความของ Prosser เป็นเวลาหนึ่งเดือน ซึ่งทางทนายความของ Prosser ได้ให้เหตุผลว่าเกิดจากการที่ Prosser ต้องดูแลบุตรแรกเกิด
ความล่าช้าในกระบวนการค้นหาข้อเท็จจริงของ Prosser
เมื่อปีที่แล้ว หลังจากการเปิดตัว iOS 14 ไม่นาน Apple ได้ยื่นฟ้อง Jon Prosser จากกรณีที่เขาได้ปล่อยวิดีโอเกี่ยวกับ Liquid Glass ซึ่งเป็นการออกแบบใหม่ของผลิตภัณฑ์ Apple
Apple กล่าวหาว่า Prosser ร่วมกับ Michael Ramacciotti ละเมิดการปกป้องความลับทางการค้าและละเมิดพระราชบัญญัติการฉ้อโกงและข่มขู่ทางคอมพิวเตอร์ (Computer Fraud and Abuse Act) โดยการเข้าถึง iPhone สำหรับนักพัฒนาของพนักงาน Apple และใช้ข้อมูลดังกล่าวเพื่อเผยแพร่ข่าวลือ
จากเอกสารในศาลที่ยื่นมา Michael Ramacciotti ได้ให้ความร่วมมือกับคำร้องขอค้นหาข้อเท็จจริงของ Apple เป็นอย่างดี ในขณะที่ Prosser กลับไม่ให้การตอบสนองอย่างเป็นทางการต่อการฟ้องร้อง ซึ่ง Prosser ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ในภายหลัง
อย่างไรก็ตาม ศาลได้อนุญาตให้ Apple ดำเนินการตามกระบวนการ Default Judgment กับ Prosser ซึ่งหมายความว่าเขาไม่สามารถโต้แย้งข้อกล่าวหาของ Apple ได้อีกต่อไป เว้นแต่จะมีการตั้งค่า Default นั้นใหม่
เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว ทนายความของ Prosser ได้ยื่นคำร้องขอให้ตั้งค่า Default นั้นใหม่ โดยให้เหตุผลว่าจะเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการเดินหน้าคดี ศาลได้อนุมัติคำร้องนี้ ซึ่งนำไปสู่การค้นหาข้อเท็จจริงเบื้องต้น โดย Prosser ได้ส่งมอบเอกสารและการสื่อสารให้กับ Apple และเข้ารับการไต่สวน
Apple พบความล่าช้าในการดำเนินคดี
แต่ในเอกสารรายงานสถานะร่วมที่ยื่นเมื่อวานนี้ Apple ระบุว่ามีความคืบหน้าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยทนายความของ Prosser ชี้แจงว่าความล่าช้านี้เกิดจากการที่ Prosser เพิ่งมีบุตรคนที่สองและต้องดูแลทารกแรกเกิด
Apple และ Mr. Prosser ได้พยายามดำเนินการคดีผ่านการค้นหาข้อเท็จจริงในวงจำกัด Mr. Prosser ได้ส่งมอบเอกสารและการสื่อสารให้กับ Apple และเข้ารับการไต่สวนเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2026 น่าเสียดายที่ Apple ได้รับการติดต่อครั้งสุดท้ายจากทนายความของ Mr. Prosser เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2026 แม้ว่าจะมีความพยายามในการสื่อสารและติดตามประเด็นข้อบกพร่องในการส่งมอบเอกสารที่ยังค้างอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยังคงปรากฏข้อบกพร่องในการผลิตเอกสารของ Mr. Prosser และ Apple ได้แจ้งให้ทนายความของ Mr. Prosser ทราบถึงประเด็นเหล่านี้ ก่อนที่จะมีการยื่นรายงานสถานะร่วมนี้ ทนายความของ Mr. Prosser ได้อธิบายว่าความล่าช้าในการตอบสนองนี้อาจเกิดจากข้อเท็จจริงที่ว่า Mr. Prosser เพิ่งมีบุตรคนที่สองและกำลังดูแลทารกแรกเกิด ทนายความของ Mr. Prosser ระบุว่าเขาจะหาช่วงเวลาที่สามารถส่งมอบเอกสารเพิ่มเติมให้กับ Apple ได้
รายงานดังกล่าวซึ่งลงนามโดยทนายความของ Apple, Ramacciotti และ Prosser ได้ระบุเพิ่มเติมว่า Ramacciotti ได้ตกลงที่จะเสริมการตอบคำถาม และเข้ารับการไต่สวนครั้งที่สองในเดือนกันยายน และคู่กรณีคาดว่าจะยื่นรายงานสถานะร่วมอีกครั้งในวันที่ 7 ตุลาคม
#ข่าวเทคโนโลยี #Apple #JonProsser #คดีความ
ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
https://9to5mac.com/2026/08/06/in-new-court-filing-apple-flags-delays-in-jon-prossers-response-to-leak-lawsuit/Apple ชี้แจงความล่าช้าในการตอบสนองของ Jon Prosser ต่อคดีละเมิดลิขสิทธิ์Apple ได้ยื่นเอกสารต่อศาลเพื่อชี้แจงความคืบหน้าในคดีที่ฟ้องร้อง Jon Prosser ผู้ปล่อยข่าวลือเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ Apple โดยระบุว่ายังไม่ได้รับการตอบสนองจากทนายความของ Prosser เป็นเวลาหนึ่งเดือน ซึ่งทางทนายความของ Prosser ได้ให้เหตุผลว่าเกิดจากการที่ Prosser ต้องดูแลบุตรแรกเกิดความล่าช้าในกระบวนการค้นหาข้อเท็จจริงของ Prosserเมื่อปีที่แล้ว หลังจากการเปิดตัว iOS 14 ไม่นาน Apple ได้ยื่นฟ้อง Jon Prosser จากกรณีที่เขาได้ปล่อยวิดีโอเกี่ยวกับ Liquid Glass ซึ่งเป็นการออกแบบใหม่ของผลิตภัณฑ์ AppleApple กล่าวหาว่า Prosser ร่วมกับ Michael Ramacciotti ละเมิดการปกป้องความลับทางการค้าและละเมิดพระราชบัญญัติการฉ้อโกงและข่มขู่ทางคอมพิวเตอร์ (Computer Fraud and Abuse Act) โดยการเข้าถึง iPhone สำหรับนักพัฒนาของพนักงาน Apple และใช้ข้อมูลดังกล่าวเพื่อเผยแพร่ข่าวลือจากเอกสารในศาลที่ยื่นมา Michael Ramacciotti ได้ให้ความร่วมมือกับคำร้องขอค้นหาข้อเท็จจริงของ Apple เป็นอย่างดี ในขณะที่ Prosser กลับไม่ให้การตอบสนองอย่างเป็นทางการต่อการฟ้องร้อง ซึ่ง Prosser ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ในภายหลังอย่างไรก็ตาม ศาลได้อนุญาตให้ Apple ดำเนินการตามกระบวนการ Default Judgment กับ Prosser ซึ่งหมายความว่าเขาไม่สามารถโต้แย้งข้อกล่าวหาของ Apple ได้อีกต่อไป เว้นแต่จะมีการตั้งค่า Default นั้นใหม่เมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว ทนายความของ Prosser ได้ยื่นคำร้องขอให้ตั้งค่า Default นั้นใหม่ โดยให้เหตุผลว่าจะเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการเดินหน้าคดี ศาลได้อนุมัติคำร้องนี้ ซึ่งนำไปสู่การค้นหาข้อเท็จจริงเบื้องต้น โดย Prosser ได้ส่งมอบเอกสารและการสื่อสารให้กับ Apple และเข้ารับการไต่สวนApple พบความล่าช้าในการดำเนินคดีแต่ในเอกสารรายงานสถานะร่วมที่ยื่นเมื่อวานนี้ Apple ระบุว่ามีความคืบหน้าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยทนายความของ Prosser ชี้แจงว่าความล่าช้านี้เกิดจากการที่ Prosser เพิ่งมีบุตรคนที่สองและต้องดูแลทารกแรกเกิดApple และ Mr. Prosser ได้พยายามดำเนินการคดีผ่านการค้นหาข้อเท็จจริงในวงจำกัด Mr. Prosser ได้ส่งมอบเอกสารและการสื่อสารให้กับ Apple และเข้ารับการไต่สวนเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2026 น่าเสียดายที่ Apple ได้รับการติดต่อครั้งสุดท้ายจากทนายความของ Mr. Prosser เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2026 แม้ว่าจะมีความพยายามในการสื่อสารและติดตามประเด็นข้อบกพร่องในการส่งมอบเอกสารที่ยังค้างอยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยังคงปรากฏข้อบกพร่องในการผลิตเอกสารของ Mr. Prosser และ Apple ได้แจ้งให้ทนายความของ Mr. Prosser ทราบถึงประเด็นเหล่านี้ ก่อนที่จะมีการยื่นรายงานสถานะร่วมนี้ ทนายความของ Mr. Prosser ได้อธิบายว่าความล่าช้าในการตอบสนองนี้อาจเกิดจากข้อเท็จจริงที่ว่า Mr. Prosser เพิ่งมีบุตรคนที่สองและกำลังดูแลทารกแรกเกิด ทนายความของ Mr. Prosser ระบุว่าเขาจะหาช่วงเวลาที่สามารถส่งมอบเอกสารเพิ่มเติมให้กับ Apple ได้รายงานดังกล่าวซึ่งลงนามโดยทนายความของ Apple, Ramacciotti และ Prosser ได้ระบุเพิ่มเติมว่า Ramacciotti ได้ตกลงที่จะเสริมการตอบคำถาม และเข้ารับการไต่สวนครั้งที่สองในเดือนกันยายน และคู่กรณีคาดว่าจะยื่นรายงานสถานะร่วมอีกครั้งในวันที่ 7 ตุลาคม#ข่าวเทคโนโลยี #Apple #JonProsser #คดีความhttps://9to5mac.com/2026/08/06/in-new-court-filing-apple-flags-delays-in-jon-prossers-response-to-leak-lawsuit/
9TO5MAC.COMApple flags delays in Jon Prosser’s response to leak lawsuit - 9to5MacIn a joint status report filing, Apple said it hadn’t heard from Jon Prosser’s lawyer in a month, which his counsel attributed to Prosser caring for his newborn child.7 Comments 0 Shares 571 Views 0 Reviews-
Jon Prosser กำลังเผชิญกับคดีความที่ Apple ฟ้องร้องเกี่ยวกับการรั่วไหลข้อมูลJon Prosser กำลังเผชิญกับคดีความที่ Apple ฟ้องร้องเกี่ยวกับการรั่วไหลข้อมูล
-
React
- Reply
- 2026-08-06 20:32:29
-
-
Jon Prosser อ้างว่าการตอบสนองล่าช้าเพราะต้องดูแลลูกอ่อนJon Prosser อ้างว่าการตอบสนองล่าช้าเพราะต้องดูแลลูกอ่อน
-
React
- Reply
- 2026-08-06 20:32:29
-
-
การดำเนินการทางกฎหมายของ Apple กับ Jon Prosser มีความซับซ้อนการดำเนินการทางกฎหมายของ Apple กับ Jon Prosser มีความซับซ้อน
-
React
- Reply
- 2026-08-06 20:32:29
-
-
คดีความของ Jon Prosser ดูเหมือนจะมีความล่าช้าในการดำเนินการคดีความของ Jon Prosser ดูเหมือนจะมีความล่าช้าในการดำเนินการ
-
React
- Reply
- 2026-08-06 20:32:29
-
-
Apple ยื่นเอกสารรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีที่ฟ้องร้อง Jon ProsserApple ยื่นเอกสารรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีที่ฟ้องร้อง Jon Prosser
-
React
- Reply
- 2026-08-06 20:32:29
-
-
-
รวมดีลแอปและเกม Android ลดราคาประจำวัน: Balatro, Is This Seat Taken? และอื่น ๆ อีกมากมาย 📱
สำหรับใครที่กำลังมองหาเกมใหม่ ๆ หรือแอปพลิเคชันที่น่าสนใจบนระบบ Android วันนี้มีข่าวดีมาฝาก เพราะมีเกมและแอปพลิเคชันหลายตัวที่ลดราคาพิเศษ จากราคาปกติให้คุณได้เป็นเจ้าของในราคาสุดคุ้ม จะมีเกมไหนน่าโดนบ้างไปดูกันเลย!
เกมและแอปพลิเคชันที่น่าสนใจประจำวัน
วันนี้มีแอปพลิเคชันและเกมที่น่าสนใจมากมาย ลดราคาพิเศษให้คุณได้เลือกซื้อ ลองดูรายการด้านล่างนี้กันได้เลยครับ
- AVILION forever จากราคา 6.50$ เหลือเพียง 4$
- CloverPit จากราคา 5$ เหลือเพียง 3$
- Is This Seat Taken? จากราคา 10$ เหลือเพียง 7$
- Legend of Keepers จากราคา 7$ เหลือเพียง 1$
- Defenchick: tower defense จากราคา 1$ เหลือเพียง 0.25$
- Balatro จากราคา 10$ เหลือเพียง 7$
- Planet Craft: Mine Block Craft จากราคา 2$ เหลือเพียง 1$
- Cyberlords – Arcology PREMIUM จากราคา 2$ เหลือเพียง 1$
- SpongeBob SquarePants BfBB จากราคา 11$ เหลือเพียง 2.25$
- King of Defense 2: TD Premium ฟรี! (จากราคา 3$)
- Guns’n’Glory Zombies Premium จากราคา 3$ เหลือเพียง 1$
- Neighbours back From Hell จากราคา 6$ เหลือเพียง 2.50$
- Titan Quest จากราคา 11$ เหลือเพียง 3.25$
- King of Defense Premium ฟรี! (จากราคา 3$)
- SkySafari 7 Pro จากราคา 40$ เหลือเพียง 20$
- DarkonPD – Icon Pack ฟรี! (จากราคา 2$)
- Frequency Guidance Cards จากราคา 18$ เหลือเพียง 9$
โปรโมชันเพิ่มเติมที่ยังคงมีอยู่
นอกจากรายการข้างต้นแล้ว ยังมีแอปพลิเคชันอื่น ๆ ที่ลดราคาต่อเนื่อง และบางส่วนก็เปิดให้ดาวน์โหลดฟรีอีกด้วย
- Football Legacy – Be a Legend จากราคา 1$ เหลือเพียง 0.50$
- Space Survival: Mars RPG Pro ฟรี! (จากราคา 0.50$)
- Idle Demon Summoner จากราคา 2.50$ เหลือเพียง 1.25$
- Exile: Wasteland Survival PRO ฟรี! (จากราคา 0.50$)
- RPG Knight Bewitched 2 จากราคา 2$ เหลือเพียง 1$
- Last Survivor: Survival Pro ฟรี! (จากราคา 1$)
- One Hand Clapping – Karaoke จากราคา 11$ เหลือเพียง 3.25$
- 1941 Frozen Front Premium จากราคา 4$ เหลือเพียง 1$
- Guns’n’Glory WW2 Premium จากราคา 3$ เหลือเพียง 1$
- Falltopia Plus: Epic Space RPG ฟรี! (จากราคา 1$)
- Quest of Wizard จากราคา 4.50$ เหลือเพียง 1$
- Runic Curse จากราคา 5$ เหลือเพียง 1.25$
- Lichtspeer จากราคา 4$ เหลือเพียง 1$
- Summer Catchers จากราคา 4$ เหลือเพียง 1$
- Thronefall จากราคา 11$ เหลือเพียง 7.75$
แอปพลิเคชันอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
- What Lies Underground จากราคา 3$ เหลือเพียง 1$
- RPG Knight Bewitched จากราคา 2$ เหลือเพียง 1$
- Empire Defender Offline Games ฟรี! (จากราคา 1$)
- RPG Celestial Hearts จากราคา 2$ เหลือเพียง 1$
- RPG Absinthia จากราคา 3$ เหลือเพียง 1$
- Knight Bewitched: DX Edition จากราคา 2$ เหลือเพียง 1$
- Northgard จากราคา 8$ เหลือเพียง 3$
- Aether Creature Cards จากราคา 18$ เหลือเพียง 9$
- Doom & Destiny จากราคา 5$ เหลือเพียง 1.50$
- Argo’s Choice: Offline Game จากราคา 4$ เหลือเพียง 0.50$
- 7Days: Offline Mystery Story จากราคา 4$ เหลือเพียง 0.50$
- Meteoroid – Icon Pack ฟรี! (จากราคา 1.50$)
- Kids Coloring & Brain games ฟรี! (จากราคา 7$)
- Blind Spot Oracle Cards จากราคา 18$ เหลือเพียง 9$
- Water Sort – Color Puzzle Pro ฟรี! (จากราคา 3$)
- Doom & Destiny Worlds จากราคา 5$ เหลือเพียง 1.50$
- Doom & Destiny Advanced จากราคา 5$ เหลือเพียง 1.50$
- Nerd Survivors จากราคา 3$ เหลือเพียง 1$
- Sea of Stars จากราคา 10$ เหลือเพียง 7$
- This Is Fine (Cards Survival) จากราคา 3$ เหลือเพียง 2$
- Slime Craft, Perfect RTS Game จากราคา 1.50$ เหลือเพียง 0.25$
- Caves of Lore จากราคา 8$ เหลือเพียง 2$
- Legacy of Elaed: RPG จากราคา 1.50$ เหลือเพียง 0.50$
- Exemplars of Elaed: RPG จากราคา 1.50$ เหลือเพียง 0.50$
- Vault of the Void จากราคา 7$ เหลือเพียง 3.50$
- Gambonanza จากราคา 6.25$ เหลือเพียง 4.25$
- Soul Huntress: RPG Premium ฟรี! (จากราคา 1$)
- Meridian 157: Chapter 1 จากราคา 2$ เหลือเพียง 1$
- Meridian 157: Chapter 2 จากราคา 3$ เหลือเพียง 1.50$
- Meridian 157: Chapter 3 จากราคา 3.50$ เหลือเพียง 1.75$
- Aurora Hills: Chapter 2 จากราคา 4$ เหลือเพียง 3$
- Not Exactly A Hero: Story Game จากราคา 4$ เหลือเพียง 0.50$
- Charlie in Underworld จากราคา 4$ เหลือเพียง 0.50$
- Murders on Budapest จากราคา 4$ เหลือเพียง 0.50$
- Underworld Office จากราคา 4$ เหลือเพียง 0.50$
- The Ancestral Legacy จากราคา 4$ เหลือเพียง 0.50$
- A Story of A Company จากราคา 4$ เหลือเพียง 0.50$
- Romantic HOLIC: Otome game จากราคา 4$ เหลือเพียง 0.50$
- Skel and Defense จากราคา 2.50$ เหลือเพียง 0.75$
อย่าพลาดโอกาสดี ๆ ในการจับจองแอปและเกมเหล่านี้ในราคาพิเศษนะครับ!
#Android #GameDeals #AppDeals
ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
https://9to5toys.com/2026/08/06/today-android-game-app-deals-seat-taken/รวมดีลแอปและเกม Android ลดราคาประจำวัน: Balatro, Is This Seat Taken? และอื่น ๆ อีกมากมาย 📱สำหรับใครที่กำลังมองหาเกมใหม่ ๆ หรือแอปพลิเคชันที่น่าสนใจบนระบบ Android วันนี้มีข่าวดีมาฝาก เพราะมีเกมและแอปพลิเคชันหลายตัวที่ลดราคาพิเศษ จากราคาปกติให้คุณได้เป็นเจ้าของในราคาสุดคุ้ม จะมีเกมไหนน่าโดนบ้างไปดูกันเลย!เกมและแอปพลิเคชันที่น่าสนใจประจำวันวันนี้มีแอปพลิเคชันและเกมที่น่าสนใจมากมาย ลดราคาพิเศษให้คุณได้เลือกซื้อ ลองดูรายการด้านล่างนี้กันได้เลยครับAVILION forever จากราคา 6.50$ เหลือเพียง 4$CloverPit จากราคา 5$ เหลือเพียง 3$Is This Seat Taken? จากราคา 10$ เหลือเพียง 7$Legend of Keepers จากราคา 7$ เหลือเพียง 1$Defenchick: tower defense จากราคา 1$ เหลือเพียง 0.25$Balatro จากราคา 10$ เหลือเพียง 7$Planet Craft: Mine Block Craft จากราคา 2$ เหลือเพียง 1$Cyberlords – Arcology PREMIUM จากราคา 2$ เหลือเพียง 1$SpongeBob SquarePants BfBB จากราคา 11$ เหลือเพียง 2.25$King of Defense 2: TD Premium ฟรี! (จากราคา 3$)Guns’n’Glory Zombies Premium จากราคา 3$ เหลือเพียง 1$Neighbours back From Hell จากราคา 6$ เหลือเพียง 2.50$Titan Quest จากราคา 11$ เหลือเพียง 3.25$King of Defense Premium ฟรี! (จากราคา 3$)SkySafari 7 Pro จากราคา 40$ เหลือเพียง 20$DarkonPD – Icon Pack ฟรี! (จากราคา 2$)Frequency Guidance Cards จากราคา 18$ เหลือเพียง 9$โปรโมชันเพิ่มเติมที่ยังคงมีอยู่นอกจากรายการข้างต้นแล้ว ยังมีแอปพลิเคชันอื่น ๆ ที่ลดราคาต่อเนื่อง และบางส่วนก็เปิดให้ดาวน์โหลดฟรีอีกด้วยFootball Legacy – Be a Legend จากราคา 1$ เหลือเพียง 0.50$Space Survival: Mars RPG Pro ฟรี! (จากราคา 0.50$)Idle Demon Summoner จากราคา 2.50$ เหลือเพียง 1.25$Exile: Wasteland Survival PRO ฟรี! (จากราคา 0.50$)RPG Knight Bewitched 2 จากราคา 2$ เหลือเพียง 1$Last Survivor: Survival Pro ฟรี! (จากราคา 1$)One Hand Clapping – Karaoke จากราคา 11$ เหลือเพียง 3.25$1941 Frozen Front Premium จากราคา 4$ เหลือเพียง 1$Guns’n’Glory WW2 Premium จากราคา 3$ เหลือเพียง 1$Falltopia Plus: Epic Space RPG ฟรี! (จากราคา 1$)Quest of Wizard จากราคา 4.50$ เหลือเพียง 1$Runic Curse จากราคา 5$ เหลือเพียง 1.25$Lichtspeer จากราคา 4$ เหลือเพียง 1$Summer Catchers จากราคา 4$ เหลือเพียง 1$Thronefall จากราคา 11$ เหลือเพียง 7.75$แอปพลิเคชันอื่น ๆ ที่น่าสนใจWhat Lies Underground จากราคา 3$ เหลือเพียง 1$RPG Knight Bewitched จากราคา 2$ เหลือเพียง 1$Empire Defender Offline Games ฟรี! (จากราคา 1$)RPG Celestial Hearts จากราคา 2$ เหลือเพียง 1$RPG Absinthia จากราคา 3$ เหลือเพียง 1$Knight Bewitched: DX Edition จากราคา 2$ เหลือเพียง 1$Northgard จากราคา 8$ เหลือเพียง 3$Aether Creature Cards จากราคา 18$ เหลือเพียง 9$Doom & Destiny จากราคา 5$ เหลือเพียง 1.50$Argo’s Choice: Offline Game จากราคา 4$ เหลือเพียง 0.50$7Days: Offline Mystery Story จากราคา 4$ เหลือเพียง 0.50$Meteoroid – Icon Pack ฟรี! (จากราคา 1.50$)Kids Coloring & Brain games ฟรี! (จากราคา 7$)Blind Spot Oracle Cards จากราคา 18$ เหลือเพียง 9$Water Sort – Color Puzzle Pro ฟรี! (จากราคา 3$)Doom & Destiny Worlds จากราคา 5$ เหลือเพียง 1.50$Doom & Destiny Advanced จากราคา 5$ เหลือเพียง 1.50$Nerd Survivors จากราคา 3$ เหลือเพียง 1$Sea of Stars จากราคา 10$ เหลือเพียง 7$This Is Fine (Cards Survival) จากราคา 3$ เหลือเพียง 2$Slime Craft, Perfect RTS Game จากราคา 1.50$ เหลือเพียง 0.25$Caves of Lore จากราคา 8$ เหลือเพียง 2$Legacy of Elaed: RPG จากราคา 1.50$ เหลือเพียง 0.50$Exemplars of Elaed: RPG จากราคา 1.50$ เหลือเพียง 0.50$Vault of the Void จากราคา 7$ เหลือเพียง 3.50$Gambonanza จากราคา 6.25$ เหลือเพียง 4.25$Soul Huntress: RPG Premium ฟรี! (จากราคา 1$)Meridian 157: Chapter 1 จากราคา 2$ เหลือเพียง 1$Meridian 157: Chapter 2 จากราคา 3$ เหลือเพียง 1.50$Meridian 157: Chapter 3 จากราคา 3.50$ เหลือเพียง 1.75$Aurora Hills: Chapter 2 จากราคา 4$ เหลือเพียง 3$Not Exactly A Hero: Story Game จากราคา 4$ เหลือเพียง 0.50$Charlie in Underworld จากราคา 4$ เหลือเพียง 0.50$Murders on Budapest จากราคา 4$ เหลือเพียง 0.50$Underworld Office จากราคา 4$ เหลือเพียง 0.50$The Ancestral Legacy จากราคา 4$ เหลือเพียง 0.50$A Story of A Company จากราคา 4$ เหลือเพียง 0.50$Romantic HOLIC: Otome game จากราคา 4$ เหลือเพียง 0.50$Skel and Defense จากราคา 2.50$ เหลือเพียง 0.75$อย่าพลาดโอกาสดี ๆ ในการจับจองแอปและเกมเหล่านี้ในราคาพิเศษนะครับ!#Android #GameDeals #AppDealshttps://9to5toys.com/2026/08/06/today-android-game-app-deals-seat-taken/
9TO5TOYS.COMToday's Android game and app deals: Is This Seat Taken, Defenchick, Balatro, moreToday is your last shot at the major pre-order deals on Galaxy Z Fold 8, Fold 8 Ultra, and Flip...5 Comments 0 Shares 589 Views 0 Reviews-
King of Defense 2 กับ King of Defense ฟรีด้วยKing of Defense 2 กับ King of Defense ฟรีด้วย
-
React
- Reply
- 2026-08-06 20:05:10
-
-
Defenchick tower defense แค่ 025 ดอลลาร์ ถูกมากDefenchick tower defense แค่ 025 ดอลลาร์ ถูกมาก
-
React
- Reply
- 2026-08-06 20:05:10
-
-
Galaxy Z Fold 8 Ultra ลดราคาเยอะมาก น่าสนใจดีGalaxy Z Fold 8 Ultra ลดราคาเยอะมาก น่าสนใจดี
-
React
- Reply
- 2026-08-06 20:05:10
-
-
Balatro ลดราคาเหลือ 7 ดอลลาร์ น่าลองเล่นดูBalatro ลดราคาเหลือ 7 ดอลลาร์ น่าลองเล่นดู
-
React
- Reply
- 2026-08-06 20:05:10
-
-
Legend of Keepers เหลือแค่ 1 ดอลลาร์ น่าซื้อเก็บไว้เลยLegend of Keepers เหลือแค่ 1 ดอลลาร์ น่าซื้อเก็บไว้เลย
-
React
- Reply
- 2026-08-06 20:05:10
-
-
เครื่องพิมพ์ HP LaserJet P1102 พิมพ์แล้วมีเส้นแนวนอน? สาเหตุและวิธีแก้ไขเบื้องต้น
หลายคนอาจเคยเจอปัญหาเวลาสั่งพิมพ์เอกสาร แล้วพบว่ากระดาษที่ออกมามีลายเส้นแนวนอนปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะบริเวณขอบกระดาษ ส่วนตรงกลางอาจจะจางกว่าเล็กน้อย ปัญหานี้สร้างความหงุดหงิดใจได้ไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อเอกสารนั้นมีความสำคัญ หรือต้องการนำไปใช้งานต่อ
หากคุณกำลังประสบปัญหานี้กับเครื่องพิมพ์ HP LaserJet P1102 และกำลังสงสัยว่าเกิดจากอะไร วันนี้เรามีคำอธิบายพร้อมแนวทางแก้ไขเบื้องต้นมาฝากกันครับ
ทำความเข้าใจปัญหา: เส้นแนวนอนเกิดจากอะไร?
ลายเส้นแนวนอนที่ปรากฏบนเอกสารที่พิมพ์ออกมาจากเครื่องพิมพ์เลเซอร์ มักมีสาเหตุหลักมาจากองค์ประกอบภายในเครื่องพิมพ์ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างภาพและถ่ายทอดผงหมึก (Toner) ลงบนกระดาษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้ หมึกพิมพ์เทียบ (Compatible Toner) ซึ่งอาจมีคุณสมบัติหรือคุณภาพแตกต่างจากหมึกแท้
สาเหตุที่เป็นไปได้มีดังนี้ครับ
1. ตลับหมึกใกล้หมด หรือมีปัญหา
- ผงหมึกใกล้หมด: เมื่อผงหมึกเหลือน้อย ประสิทธิภาพในการกระจายผงหมึกอาจลดลง ทำให้เกิดการพิมพ์ที่ไม่สม่ำเสมอและปรากฏเป็นเส้นได้
- คุณภาพหมึกเทียบ: หมึกเทียบที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจมีส่วนผสมของผงหมึกที่ไม่เหมาะสม ทำให้การกระจายตัวของผงหมึกไม่ดี เกิดเป็นรอยหรือเส้นได้ง่าย
- ความเสียหายของตลับหมึก: หากตลับหมึกมีการชำรุด เสื่อมสภาพ หรือมีสิ่งสกปรกติดอยู่บริเวณลูกกลิ้งหรือส่วนประกอบภายใน ก็อาจส่งผลให้เกิดลายเส้นได้
2. ลูกกลิ้งรับหมึก (Developer Roller) สกปรกหรือเสียหาย
ลูกกลิ้งรับหมึกมีหน้าที่ในการรับผงหมึกจากตลับหมึกและถ่ายทอดไปยังดรัม (Drum) หากลูกกลิ้งนี้มีคราบสกปรก ฝุ่นผง หรือมีการสึกหรอ ก็อาจทำให้ผงหมึกติดไม่สม่ำเสมอ และเกิดเป็นเส้นตามแนวขวางได้
3. ดรัม (Drum Unit) มีปัญหา
ดรัมเป็นส่วนสำคัญที่รับภาพจากเลเซอร์และถ่ายทอดผงหมึกไปยังกระดาษ หากพื้นผิวดรัมมีรอยขีดข่วน คราบสกปรก หรือการเสื่อมสภาพ ก็จะส่งผลให้เกิดลายเส้นบนเอกสารได้โดยตรง
4. ความผิดปกติของกลไกภายในเครื่อง
ในบางกรณี ปัญหานี้อาจเกิดจากกลไกภายในอื่นๆ ของเครื่องพิมพ์ที่ทำงานผิดปกติ เช่น เฟืองขับเคลื่อน หรือเซ็นเซอร์ต่างๆ แต่กรณีนี้มักพบได้น้อยกว่าปัญหาเกี่ยวกับตลับหมึก
แนวทางแก้ไขเบื้องต้นที่คุณทำได้
ก่อนที่จะส่งเครื่องเข้าศูนย์บริการ ลองตรวจสอบและแก้ไขเบื้องต้นด้วยตัวเองตามขั้นตอนเหล่านี้ครับ
1. ตรวจสอบและเปลี่ยนตลับหมึก
- ตรวจสอบระดับหมึก: หากเป็นไปได้ ลองตรวจสอบระดับหมึกในตลับ หากใกล้หมด ควรพิจารณาเปลี่ยนตลับใหม่
- ลองเปลี่ยนตลับหมึก: หากคุณมีตลับหมึกสำรอง (ควรเป็นหมึกที่มีคุณภาพดี หรือหมึกแท้) ลองเปลี่ยนตลับหมึกใหม่ แล้วทดสอบพิมพ์อีกครั้ง หากลายเส้นหายไป แสดงว่าปัญหาเกิดจากตลับหมึกเดิม
- ทำความสะอาดหน้าสัมผัส: ถอดตลับหมึกออกมา ตรวจสอบบริเวณหน้าสัมผัสทองเหลือง (ถ้ามี) และส่วนที่สัมผัสกับเครื่องพิมพ์ ทำความสะอาดด้วยผ้าแห้งที่สะอาดอย่างเบามือ
2. ทำความสะอาดภายในเครื่องพิมพ์
- ถอดปลั๊กไฟ: ก่อนทำความสะอาด ตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้ปิดเครื่องและถอดปลั๊กไฟออกแล้ว เพื่อความปลอดภัย
- ทำความสะอาดตลับหมึก: นอกจากการทำความสะอาดหน้าสัมผัสแล้ว ลองตรวจสอบบริเวณลูกกลิ้งของตลับหมึก (หากมองเห็นได้) ใช้แปรงขนนุ่มปัดฝุ่นผงออกเบาๆ
- ทำความสะอาดภายในช่องใส่ตลับหมึก: ใช้ผ้าแห้งหรือแปรงขนนุ่ม ปัดฝุ่นผงที่อาจเกาะอยู่ตามช่องใส่ตลับหมึก หรือบริเวณลูกกลิ้งรับหมึกของเครื่อง (หากเข้าถึงได้) ระวังอย่าให้เกิดรอยขีดข่วน
3. ทดลองพิมพ์หน้าทดสอบ (Test Page)
ลองสั่งพิมพ์หน้าทดสอบจากตัวเครื่องพิมพ์เอง (หากเครื่องมีฟังก์ชันนี้) เพื่อดูว่าลายเส้นยังปรากฏอยู่หรือไม่ หากหน้าทดสอบพิมพ์ออกมาปกติ แสดงว่าปัญหาอาจเกิดจากไดรเวอร์ หรือการตั้งค่าการพิมพ์จากคอมพิวเตอร์
4. อัปเดตไดรเวอร์เครื่องพิมพ์
บางครั้งปัญหาอาจเกิดจากซอฟต์แวร์ไดรเวอร์เครื่องพิมพ์ที่ล้าสมัยหรือไม่สมบูรณ์ ลองเข้าไปที่เว็บไซต์ของผู้ผลิต (HP) เพื่อดาวน์โหลดไดรเวอร์เวอร์ชันล่าสุดมาติดตั้ง
เมื่อไหร่ที่ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ?
หากลองทำตามขั้นตอนข้างต้นแล้ว ปัญหายังคงอยู่ หรือคุณไม่สะดวกที่จะทำความสะอาดภายในเครื่องด้วยตัวเอง ควรติดต่อศูนย์บริการ HP หรือช่างผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องพิมพ์ เพื่อให้เขาตรวจสอบอย่างละเอียด เนื่องจากอาจมีปัญหาที่ซับซ้อนกว่านั้น เช่น ดรัมมีปัญหา หรือกลไกภายในเครื่องขัดข้อง ซึ่งต้องใช้อะไหล่และการซ่อมแซมโดยผู้ชำนาญ
การใช้หมึกเทียบอาจเป็นทางเลือกที่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ แต่ก็มีความเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดปัญหาในการพิมพ์ได้เช่นกัน หากพบปัญหาบ่อยครั้ง การพิจารณาใช้หมึกแท้ หรือเลือกใช้หมึกเทียบจากแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ อาจเป็นทางออกที่ดีในระยะยาวครับ 🛠️
#เครื่องพิมพ์ #HP #LaserJet #ซ่อมเครื่องพิมพ์ #หมึกพิมพ์
ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
https://pantip.com/topic/42122834เครื่องพิมพ์ HP LaserJet P1102 พิมพ์แล้วมีเส้นแนวนอน? สาเหตุและวิธีแก้ไขเบื้องต้นหลายคนอาจเคยเจอปัญหาเวลาสั่งพิมพ์เอกสาร แล้วพบว่ากระดาษที่ออกมามีลายเส้นแนวนอนปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะบริเวณขอบกระดาษ ส่วนตรงกลางอาจจะจางกว่าเล็กน้อย ปัญหานี้สร้างความหงุดหงิดใจได้ไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อเอกสารนั้นมีความสำคัญ หรือต้องการนำไปใช้งานต่อหากคุณกำลังประสบปัญหานี้กับเครื่องพิมพ์ HP LaserJet P1102 และกำลังสงสัยว่าเกิดจากอะไร วันนี้เรามีคำอธิบายพร้อมแนวทางแก้ไขเบื้องต้นมาฝากกันครับทำความเข้าใจปัญหา: เส้นแนวนอนเกิดจากอะไร?ลายเส้นแนวนอนที่ปรากฏบนเอกสารที่พิมพ์ออกมาจากเครื่องพิมพ์เลเซอร์ มักมีสาเหตุหลักมาจากองค์ประกอบภายในเครื่องพิมพ์ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างภาพและถ่ายทอดผงหมึก (Toner) ลงบนกระดาษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้ หมึกพิมพ์เทียบ (Compatible Toner) ซึ่งอาจมีคุณสมบัติหรือคุณภาพแตกต่างจากหมึกแท้สาเหตุที่เป็นไปได้มีดังนี้ครับ1. ตลับหมึกใกล้หมด หรือมีปัญหาผงหมึกใกล้หมด: เมื่อผงหมึกเหลือน้อย ประสิทธิภาพในการกระจายผงหมึกอาจลดลง ทำให้เกิดการพิมพ์ที่ไม่สม่ำเสมอและปรากฏเป็นเส้นได้คุณภาพหมึกเทียบ: หมึกเทียบที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจมีส่วนผสมของผงหมึกที่ไม่เหมาะสม ทำให้การกระจายตัวของผงหมึกไม่ดี เกิดเป็นรอยหรือเส้นได้ง่ายความเสียหายของตลับหมึก: หากตลับหมึกมีการชำรุด เสื่อมสภาพ หรือมีสิ่งสกปรกติดอยู่บริเวณลูกกลิ้งหรือส่วนประกอบภายใน ก็อาจส่งผลให้เกิดลายเส้นได้2. ลูกกลิ้งรับหมึก (Developer Roller) สกปรกหรือเสียหายลูกกลิ้งรับหมึกมีหน้าที่ในการรับผงหมึกจากตลับหมึกและถ่ายทอดไปยังดรัม (Drum) หากลูกกลิ้งนี้มีคราบสกปรก ฝุ่นผง หรือมีการสึกหรอ ก็อาจทำให้ผงหมึกติดไม่สม่ำเสมอ และเกิดเป็นเส้นตามแนวขวางได้3. ดรัม (Drum Unit) มีปัญหาดรัมเป็นส่วนสำคัญที่รับภาพจากเลเซอร์และถ่ายทอดผงหมึกไปยังกระดาษ หากพื้นผิวดรัมมีรอยขีดข่วน คราบสกปรก หรือการเสื่อมสภาพ ก็จะส่งผลให้เกิดลายเส้นบนเอกสารได้โดยตรง4. ความผิดปกติของกลไกภายในเครื่องในบางกรณี ปัญหานี้อาจเกิดจากกลไกภายในอื่นๆ ของเครื่องพิมพ์ที่ทำงานผิดปกติ เช่น เฟืองขับเคลื่อน หรือเซ็นเซอร์ต่างๆ แต่กรณีนี้มักพบได้น้อยกว่าปัญหาเกี่ยวกับตลับหมึกแนวทางแก้ไขเบื้องต้นที่คุณทำได้ก่อนที่จะส่งเครื่องเข้าศูนย์บริการ ลองตรวจสอบและแก้ไขเบื้องต้นด้วยตัวเองตามขั้นตอนเหล่านี้ครับ1. ตรวจสอบและเปลี่ยนตลับหมึกตรวจสอบระดับหมึก: หากเป็นไปได้ ลองตรวจสอบระดับหมึกในตลับ หากใกล้หมด ควรพิจารณาเปลี่ยนตลับใหม่ลองเปลี่ยนตลับหมึก: หากคุณมีตลับหมึกสำรอง (ควรเป็นหมึกที่มีคุณภาพดี หรือหมึกแท้) ลองเปลี่ยนตลับหมึกใหม่ แล้วทดสอบพิมพ์อีกครั้ง หากลายเส้นหายไป แสดงว่าปัญหาเกิดจากตลับหมึกเดิมทำความสะอาดหน้าสัมผัส: ถอดตลับหมึกออกมา ตรวจสอบบริเวณหน้าสัมผัสทองเหลือง (ถ้ามี) และส่วนที่สัมผัสกับเครื่องพิมพ์ ทำความสะอาดด้วยผ้าแห้งที่สะอาดอย่างเบามือ2. ทำความสะอาดภายในเครื่องพิมพ์ถอดปลั๊กไฟ: ก่อนทำความสะอาด ตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้ปิดเครื่องและถอดปลั๊กไฟออกแล้ว เพื่อความปลอดภัยทำความสะอาดตลับหมึก: นอกจากการทำความสะอาดหน้าสัมผัสแล้ว ลองตรวจสอบบริเวณลูกกลิ้งของตลับหมึก (หากมองเห็นได้) ใช้แปรงขนนุ่มปัดฝุ่นผงออกเบาๆทำความสะอาดภายในช่องใส่ตลับหมึก: ใช้ผ้าแห้งหรือแปรงขนนุ่ม ปัดฝุ่นผงที่อาจเกาะอยู่ตามช่องใส่ตลับหมึก หรือบริเวณลูกกลิ้งรับหมึกของเครื่อง (หากเข้าถึงได้) ระวังอย่าให้เกิดรอยขีดข่วน3. ทดลองพิมพ์หน้าทดสอบ (Test Page)ลองสั่งพิมพ์หน้าทดสอบจากตัวเครื่องพิมพ์เอง (หากเครื่องมีฟังก์ชันนี้) เพื่อดูว่าลายเส้นยังปรากฏอยู่หรือไม่ หากหน้าทดสอบพิมพ์ออกมาปกติ แสดงว่าปัญหาอาจเกิดจากไดรเวอร์ หรือการตั้งค่าการพิมพ์จากคอมพิวเตอร์4. อัปเดตไดรเวอร์เครื่องพิมพ์บางครั้งปัญหาอาจเกิดจากซอฟต์แวร์ไดรเวอร์เครื่องพิมพ์ที่ล้าสมัยหรือไม่สมบูรณ์ ลองเข้าไปที่เว็บไซต์ของผู้ผลิต (HP) เพื่อดาวน์โหลดไดรเวอร์เวอร์ชันล่าสุดมาติดตั้งเมื่อไหร่ที่ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ?หากลองทำตามขั้นตอนข้างต้นแล้ว ปัญหายังคงอยู่ หรือคุณไม่สะดวกที่จะทำความสะอาดภายในเครื่องด้วยตัวเอง ควรติดต่อศูนย์บริการ HP หรือช่างผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องพิมพ์ เพื่อให้เขาตรวจสอบอย่างละเอียด เนื่องจากอาจมีปัญหาที่ซับซ้อนกว่านั้น เช่น ดรัมมีปัญหา หรือกลไกภายในเครื่องขัดข้อง ซึ่งต้องใช้อะไหล่และการซ่อมแซมโดยผู้ชำนาญการใช้หมึกเทียบอาจเป็นทางเลือกที่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ แต่ก็มีความเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดปัญหาในการพิมพ์ได้เช่นกัน หากพบปัญหาบ่อยครั้ง การพิจารณาใช้หมึกแท้ หรือเลือกใช้หมึกเทียบจากแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ อาจเป็นทางออกที่ดีในระยะยาวครับ 🛠️#เครื่องพิมพ์ #HP #LaserJet #ซ่อมเครื่องพิมพ์ #หมึกพิมพ์https://pantip.com/topic/42122834PANTIP.COMเครื่องพิมพ์เลเซอร์ hp Laser jet p1102 พิมพ์ออกมามีเส้นตามแนวขวางค่ะเวลาพิมพ์ออกมา กระดาษจะมีลายเส้นแนวนอนค่ะ เห็นชัดตรงขอบ ส่วนตรงกลางจะจางๆ หน่อย อาการนี้เกิดจากอะไรค่ะ หมึกที่ใช้ตอนนี้เป็นหมึกเทียบค่ะ ตอนแรกคิดว่าหมึกใกล้หมด2 Comments 0 Shares 689 Views 0 Reviews-
น่าจะเป็นที่ตลับหมึกเทียบของ hp Laser jet p1102 ค่ะ ลองหาตลับหมึกแท้มาใส่ดูน่าจะเป็นที่ตลับหมึกเทียบของ hp Laser jet p1102 ค่ะ ลองหาตลับหมึกแท้มาใส่ดู
-
React
- Reply
- 2026-08-06 17:00:15
-
-
เครื่องพิมพ์ hp Laser jet p1102 มีเส้นตามแนวขวาง ลองเปลี่ยนตลับหมึกเทียบก่อนค่ะเครื่องพิมพ์ hp Laser jet p1102 มีเส้นตามแนวขวาง ลองเปลี่ยนตลับหมึกเทียบก่อนค่ะ
-
React
- Reply
- 2026-08-06 17:00:15
-
-
3 หนังเด็ดที่ต้องดูบน Paramount+ สุดสัปดาห์นี้ 🎬 (ฉบับอัปเดต 7-9 สิงหาคม 2026)
กำลังมองหาหนังดีๆ ดูเพลินๆ ในช่วงสุดสัปดาห์อยู่ใช่ไหม? Paramount+ จัดเต็มภาพยนตร์ใหม่ๆ ที่น่าสนใจเพียบ! ทีมงานของเราได้คัดสรร 3 เรื่องเด็ดที่เพิ่งลงสตรีมไปหมาดๆ ซึ่งรับรองว่าถูกใจคอหนังแน่นอน มาดูกันเลยว่ามีเรื่องไหนบ้างที่คุณไม่ควรพลาด!
1. Blade Runner 2049 (2017) 🚀
แนว: ภาพยนตร์ไซไฟ
เรื่องย่อ: 30 ปีหลังจากเหตุการณ์ใน "Blade Runner" เจ้าหน้าที่ K (ไรอัน กอสลิง) แห่งกรมตำรวจลอสแอนเจลิส ผู้เป็น "เบลด รันเนอร์" หรือมนุษย์สังเคราะห์ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตามล่าพวกเดียวกันที่หลบหนี ต้องเผชิญหน้ากับการค้นพบที่นำไปสู่การเปิดโปงแผนการสมคบคิดครั้งใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อโลกอนาคตอันล้ำยุค และการกลับมาของ ริค เด็คการ์ด (แฮร์ริสัน ฟอร์ด)ทำไมต้องดู: หาก "Blade Runner" คือตำนานคลาสสิก "Blade Runner 2049" ก็ทัดเทียมกันได้อย่างสมศักดิ์ศรี ผลงานชิ้นเอกของผู้กำกับ เดนิส วิลล์เนิฟ ที่ตอกย้ำความเป็นเจ้าแห่งหนังไซไฟของเขาให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปอีก ถ้าคุณยังไม่เคยชม นี่คือโอกาสทองที่คุณต้องไม่พลาด!
2. From Dusk Till Dawn (1996) 🧛♂️
แนว: ภาพยนตร์แอ็คชั่น-สยองขวัญ อาชญากรรม
เรื่องย่อ: เรื่องราวของ เซธ เกคโค (จอร์จ คลูนีย์) และน้องชายสุดโหด (เควนติน ทารันติโน) ที่เพิ่งก่อคดีปล้นธนาคารและทิ้งร่องรอยความตายไว้เบื้องหลัง พวกเขาจับตัวครอบครัวฟูลเลอร์ (ฮาร์วีย์ ไคเทล) เป็นตัวประกันเพื่อหลบหนีไปยังเม็กซิโก แต่สถานการณ์กลับเลวร้ายลงไปอีกเมื่อพวกเขาไปถึงคลับระบำเปลื้องผ้ากลางทะเลทรายที่กลายเป็นแหล่งซ่องสุมของแวมไพร์!ทำไมต้องดู: แม้จะไม่ใช่หนังที่สมบูรณ์แบบที่สุด แต่รับรองว่าดูสนุกจนนั่งไม่ติด! เป็นหนังที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก "Sinners" แต่ถ่ายทอดออกมาได้เหนือกว่ามาก แถมยังมีเรื่องราวที่ลึกซึ้งกว่า นี่เป็นอีกหนึ่งผลงานที่น่าสนใจของ ทารันติโน ในฐานะนักแสดง (ไม่ใช่ผู้กำกับ)
3. The Score (2001) 💎
แนว: ภาพยนตร์ระทึกขวัญแนวปล้น (Heist Thriller)
เรื่องย่อ: นิค เวลส์ (โรเบิร์ต เดอ นีโร) นักเจาะเซฟมือหนึ่งที่กำลังวางแผนจะเกษียณตัวเองไปเปิดร้านแจ๊สคลับที่มอนทรีออลกับ ไดแอน (แองเจลา บาสเซตต์) แฟนสาว แต่แล้ว ไบรอัน (เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน) ที่เปิดเผยตัวว่าเป็นอาชญากรตัวฉกาจ แจ็ค เทลเลอร์ ก็เข้ามาพร้อมแผนการโจรกรรมวัตถุโบราณล้ำค่า นิคตกลงเข้าร่วมแผนการนี้ แต่มีข้อแม้ว่าเขาต้องเป็นผู้ควบคุมทั้งหมดทำไมต้องดู: การรวมตัวของนักแสดงระดับตำนานอย่าง โรเบิร์ต เดอ นีโร, เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน, มาร์ลอน แบรนโด และแองเจลา บาสเซตต์ ที่มีดีกรีเข้าชิงรางวัลออสการ์รวมกันถึง 22 ครั้ง และคว้ารางวัลไปถึง 4 ครั้ง (2 ครั้งสำหรับเดอ นีโร และ 2 ครั้งสำหรับแบรนโด) เป็นการรวมทีมนักแสดงที่หาได้ยากยิ่งในภาพยนตร์เรื่องใดๆ
หวังว่า 3 ภาพยนตร์ที่คัดสรรมานี้ จะทำให้สุดสัปดาห์ของคุณเต็มไปด้วยความบันเทิงนะครับ!
#ParamountPlus #หนังน่าดู #BladeRunner2049 #FromDuskTillDawn #TheScore #ภาพยนตร์
ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
https://www.tomsguide.com/entertainment/paramount-plus/3-new-to-paramount-movies-you-need-to-stream-this-weekend-august-7-9-20263 หนังเด็ดที่ต้องดูบน Paramount+ สุดสัปดาห์นี้ 🎬 (ฉบับอัปเดต 7-9 สิงหาคม 2026)กำลังมองหาหนังดีๆ ดูเพลินๆ ในช่วงสุดสัปดาห์อยู่ใช่ไหม? Paramount+ จัดเต็มภาพยนตร์ใหม่ๆ ที่น่าสนใจเพียบ! ทีมงานของเราได้คัดสรร 3 เรื่องเด็ดที่เพิ่งลงสตรีมไปหมาดๆ ซึ่งรับรองว่าถูกใจคอหนังแน่นอน มาดูกันเลยว่ามีเรื่องไหนบ้างที่คุณไม่ควรพลาด!1. Blade Runner 2049 (2017) 🚀แนว: ภาพยนตร์ไซไฟเรื่องย่อ: 30 ปีหลังจากเหตุการณ์ใน "Blade Runner" เจ้าหน้าที่ K (ไรอัน กอสลิง) แห่งกรมตำรวจลอสแอนเจลิส ผู้เป็น "เบลด รันเนอร์" หรือมนุษย์สังเคราะห์ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตามล่าพวกเดียวกันที่หลบหนี ต้องเผชิญหน้ากับการค้นพบที่นำไปสู่การเปิดโปงแผนการสมคบคิดครั้งใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อโลกอนาคตอันล้ำยุค และการกลับมาของ ริค เด็คการ์ด (แฮร์ริสัน ฟอร์ด)ทำไมต้องดู: หาก "Blade Runner" คือตำนานคลาสสิก "Blade Runner 2049" ก็ทัดเทียมกันได้อย่างสมศักดิ์ศรี ผลงานชิ้นเอกของผู้กำกับ เดนิส วิลล์เนิฟ ที่ตอกย้ำความเป็นเจ้าแห่งหนังไซไฟของเขาให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปอีก ถ้าคุณยังไม่เคยชม นี่คือโอกาสทองที่คุณต้องไม่พลาด!2. From Dusk Till Dawn (1996) 🧛♂️แนว: ภาพยนตร์แอ็คชั่น-สยองขวัญ อาชญากรรมเรื่องย่อ: เรื่องราวของ เซธ เกคโค (จอร์จ คลูนีย์) และน้องชายสุดโหด (เควนติน ทารันติโน) ที่เพิ่งก่อคดีปล้นธนาคารและทิ้งร่องรอยความตายไว้เบื้องหลัง พวกเขาจับตัวครอบครัวฟูลเลอร์ (ฮาร์วีย์ ไคเทล) เป็นตัวประกันเพื่อหลบหนีไปยังเม็กซิโก แต่สถานการณ์กลับเลวร้ายลงไปอีกเมื่อพวกเขาไปถึงคลับระบำเปลื้องผ้ากลางทะเลทรายที่กลายเป็นแหล่งซ่องสุมของแวมไพร์!ทำไมต้องดู: แม้จะไม่ใช่หนังที่สมบูรณ์แบบที่สุด แต่รับรองว่าดูสนุกจนนั่งไม่ติด! เป็นหนังที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก "Sinners" แต่ถ่ายทอดออกมาได้เหนือกว่ามาก แถมยังมีเรื่องราวที่ลึกซึ้งกว่า นี่เป็นอีกหนึ่งผลงานที่น่าสนใจของ ทารันติโน ในฐานะนักแสดง (ไม่ใช่ผู้กำกับ)3. The Score (2001) 💎แนว: ภาพยนตร์ระทึกขวัญแนวปล้น (Heist Thriller)เรื่องย่อ: นิค เวลส์ (โรเบิร์ต เดอ นีโร) นักเจาะเซฟมือหนึ่งที่กำลังวางแผนจะเกษียณตัวเองไปเปิดร้านแจ๊สคลับที่มอนทรีออลกับ ไดแอน (แองเจลา บาสเซตต์) แฟนสาว แต่แล้ว ไบรอัน (เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน) ที่เปิดเผยตัวว่าเป็นอาชญากรตัวฉกาจ แจ็ค เทลเลอร์ ก็เข้ามาพร้อมแผนการโจรกรรมวัตถุโบราณล้ำค่า นิคตกลงเข้าร่วมแผนการนี้ แต่มีข้อแม้ว่าเขาต้องเป็นผู้ควบคุมทั้งหมดทำไมต้องดู: การรวมตัวของนักแสดงระดับตำนานอย่าง โรเบิร์ต เดอ นีโร, เอ็ดเวิร์ด นอร์ตัน, มาร์ลอน แบรนโด และแองเจลา บาสเซตต์ ที่มีดีกรีเข้าชิงรางวัลออสการ์รวมกันถึง 22 ครั้ง และคว้ารางวัลไปถึง 4 ครั้ง (2 ครั้งสำหรับเดอ นีโร และ 2 ครั้งสำหรับแบรนโด) เป็นการรวมทีมนักแสดงที่หาได้ยากยิ่งในภาพยนตร์เรื่องใดๆหวังว่า 3 ภาพยนตร์ที่คัดสรรมานี้ จะทำให้สุดสัปดาห์ของคุณเต็มไปด้วยความบันเทิงนะครับ!#ParamountPlus #หนังน่าดู #BladeRunner2049 #FromDuskTillDawn #TheScore #ภาพยนตร์https://www.tomsguide.com/entertainment/paramount-plus/3-new-to-paramount-movies-you-need-to-stream-this-weekend-august-7-9-2026
WWW.TOMSGUIDE.COMPerfect for popcorn: 3 freshly added movies to Paramount+ that you need to stream this weekend (August 7-9)Paramount+ just added a ton of must-watch movies worth watching this weekend. Here are my top 3 picks.7 Comments 0 Shares 741 Views 0 Reviews-
The Score เป็นหนังที่รวมนักแสดงฝีมือดีไว้เพียบจริงๆThe Score เป็นหนังที่รวมนักแสดงฝีมือดีไว้เพียบจริงๆ
-
React
- Reply
- 2026-08-06 16:05:42
-
-
Blade Runner 2049 น่าจะเป็นหนังไซไฟที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งเลยBlade Runner 2049 น่าจะเป็นหนังไซไฟที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งเลย
-
React
- Reply
- 2026-08-06 16:05:42
-
-
Paramount มีหนังดีๆ เพิ่มเข้ามาเยอะเลยParamount มีหนังดีๆ เพิ่มเข้ามาเยอะเลย
-
React
- Reply
- 2026-08-06 16:05:42
-
-
ชอบแนวหนังอาชญากรรมผสมสยองขวัญแบบ From Dusk Till Dawnชอบแนวหนังอาชญากรรมผสมสยองขวัญแบบ From Dusk Till Dawn
-
React
- Reply
- 2026-08-06 16:05:42
-
-
The Score มีนักแสดงระดับตำนานมารวมตัวกันเยอะมากThe Score มีนักแสดงระดับตำนานมารวมตัวกันเยอะมาก
-
React
- Reply
- 2026-08-06 16:05:42
-
-
-
4 วิธีคลายร้อนให้สมาร์ทโฟนคู่ใจ เมื่อต้องใช้งาน Android Auto ทางไกล
ใครที่ใช้ Android Auto บนรถยนต์เป็นประจำ คงจะรู้ดีว่ามันช่วยให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้นแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นการนำทาง ฟังเพลง หรือรับสายโทรศัพท์ แต่รู้ไหมว่าการทำงานหนักตลอดการเดินทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพอากาศร้อนจัด อาจทำให้สมาร์ทโฟนของคุณ "ร้อนเกินไป" จนส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานได้
ผู้เขียนเองก็ประสบปัญหานี้อยู่บ่อยครั้ง จึงได้รวบรวมวิธีง่ายๆ ที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์เสริมราคาแพง แต่ช่วยให้สมาร์ทโฟนเย็นสบายตลอดการเดินทางมาฝากกันครับ ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ก่อนออกเดินทาง รับรองว่าเห็นผลแน่นอน
1. ติดตั้งสมาร์ทโฟนไว้ที่ช่องแอร์ 🌬️
การนำความเย็นมาสู่สมาร์ทโฟนเป็นวิธีที่ง่ายและมีประสิทธิภาพที่สุด แทนที่จะวางสมาร์ทโฟนไว้บนคอนโซลกลาง หรือเบาะข้างๆ ลองหาซื้อที่ยึดโทรศัพท์แบบติดช่องแอร์มาใช้ดูครับ
แม้ว่าคอนโซลกลางจะดูสะดวก แต่พื้นผิวพลาสติกของรถยนต์นั้นสามารถเก็บความร้อนได้ดี และไม่ได้ช่วยระบายความร้อนให้สมาร์ทโฟนเท่าที่ควร การวางโทรศัพท์ไว้หน้าช่องแอร์จะช่วยให้ได้รับลมเย็นอย่างต่อเนื่องขณะใช้งาน Android Auto ไม่จำเป็นต้องเปิดแอร์แรงจนเกินไป แค่ตั้งอุณหภูมิให้พอดี ลมเย็นก็จะช่วยลดอุณหภูมิพื้นผิวของสมาร์ทโฟนได้เป็นอย่างดี
2. ถอดเคสก่อนออกเดินทางไกล 📱
เคสโทรศัพท์เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับใครหลายๆ คน แต่สำหรับการเดินทางไกล การถอดเคสออกอาจเป็นข้อยกเว้นที่คุ้มค่า
เคสที่หนา โดยเฉพาะที่ทำจากยางหรือซิลิโคน มักจะกักเก็บความร้อนไว้ภายใน ทำให้สมาร์ทโฟนระบายความร้อนได้ยากขึ้น แม้ว่าอาจจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่ในการใช้งานทั่วไป แต่เมื่อต้องใช้งานหนักอย่าง Android Auto พร้อมกับการเปิดหน้าจอเต็มที่ และทำงานเบื้องหลังต่างๆ ความร้อนสะสมก็จะมากขึ้นตามไปด้วย
การถอดเคสออกจะช่วยให้สมาร์ทโฟนระบายความร้อนได้ดีขึ้น เมื่อประกบคู่กับการวางไว้ที่ช่องแอร์ จะช่วยให้สมาร์ทโฟนเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด และเมื่อเครื่องเริ่มอุ่น ก็จะเย็นลงได้เร็วกว่าเดิม
3. หลีกเลี่ยงการชาร์จไร้สาย 🔌
แม้ว่าการชาร์จไร้สายจะสะดวกสบาย แต่เมื่อใช้งานร่วมกับ Android Auto มันคือตัวเร่งให้สมาร์ทโฟนร้อนเร็วขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ
การชาร์จแบบไร้สายนั้นใช้หลักการเหนี่ยวนำ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ก่อให้เกิดความร้อนตามธรรมชาติ ยิ่งเมื่อรวมกับการทำงานของ Android Auto ที่ต้องเชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi, Bluetooth และเครือข่ายเซลลูลาร์แล้ว ก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมสมาร์ทโฟนถึงร้อนและชาร์จช้า
การเสียบสายชาร์จโดยตรงจึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า นอกจากจะทำให้การเชื่อมต่อมีความเสถียรและชาร์จได้เร็วกว่าแล้ว ยังช่วยลดแหล่งกำเนิดความร้อนอีกด้วย หากต้องการลดภาระให้สมาร์ทโฟนมากขึ้นไปอีก ลองใช้สาย USB เส้นเดียวกันนี้ในการเชื่อมต่อ Android Auto ไปเลย คุณจะพบว่าการเชื่อมต่อเสถียรขึ้น แบตเตอรี่ลดลงน้อยลง และที่สำคัญคือสมาร์ทโฟนเย็นลงด้วย
4. กันสมาร์ทโฟนจากแสงแดดโดยตรง ☀️
นี่เป็นข้อที่ชัดเจนที่สุด แต่ก็สำคัญมาก การหลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรงสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ยิ่งเป็นสมาร์ทโฟนที่กำลังทำงานหนักกับ Android Auto ด้วยแล้ว ยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษ
แม้ว่าคุณจะเปิดเครื่องปรับอากาศในรถยนต์ แต่แสงแดดที่ส่องกระทบโดยตรงก็สามารถเพิ่มอุณหภูมิพื้นผิวของสมาร์ทโฟนได้อย่างน่าตกใจ ลองสังเกตดูสิครับ แม้จะไม่ได้เปิด Android Auto แต่ถ้าคุณวางโทรศัพท์ไว้บนคอนโซลกลางในวันที่แดดจัด มันก็จะร้อนเร็วมาก
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ เช่น การถอดเคส การเสียบสายชาร์จ การวางโทรศัพท์ที่ช่องแอร์ และการเอียงหลบแสงแดด สามารถสร้างความแตกต่างอย่างใหญ่หลวงในการจัดการปัญหาความร้อนของสมาร์ทโฟนขณะใช้งาน Android Auto ได้แน่นอนครับ
#AndroidAuto #สมาร์ทโฟน #เทคโนโลยีรถยนต์ #เคล็ดลับไอที
ขอบคุณ แหล่งข้อมูล
https://www.xda-developers.com/ways-i-keep-my-phone-cool-while-using-android-auto-on-long-road-trips/4 วิธีคลายร้อนให้สมาร์ทโฟนคู่ใจ เมื่อต้องใช้งาน Android Auto ทางไกลใครที่ใช้ Android Auto บนรถยนต์เป็นประจำ คงจะรู้ดีว่ามันช่วยให้ชีวิตสะดวกสบายขึ้นแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นการนำทาง ฟังเพลง หรือรับสายโทรศัพท์ แต่รู้ไหมว่าการทำงานหนักตลอดการเดินทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพอากาศร้อนจัด อาจทำให้สมาร์ทโฟนของคุณ "ร้อนเกินไป" จนส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานได้ผู้เขียนเองก็ประสบปัญหานี้อยู่บ่อยครั้ง จึงได้รวบรวมวิธีง่ายๆ ที่ไม่ต้องใช้อุปกรณ์เสริมราคาแพง แต่ช่วยให้สมาร์ทโฟนเย็นสบายตลอดการเดินทางมาฝากกันครับ ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ก่อนออกเดินทาง รับรองว่าเห็นผลแน่นอน1. ติดตั้งสมาร์ทโฟนไว้ที่ช่องแอร์ 🌬️การนำความเย็นมาสู่สมาร์ทโฟนเป็นวิธีที่ง่ายและมีประสิทธิภาพที่สุด แทนที่จะวางสมาร์ทโฟนไว้บนคอนโซลกลาง หรือเบาะข้างๆ ลองหาซื้อที่ยึดโทรศัพท์แบบติดช่องแอร์มาใช้ดูครับแม้ว่าคอนโซลกลางจะดูสะดวก แต่พื้นผิวพลาสติกของรถยนต์นั้นสามารถเก็บความร้อนได้ดี และไม่ได้ช่วยระบายความร้อนให้สมาร์ทโฟนเท่าที่ควร การวางโทรศัพท์ไว้หน้าช่องแอร์จะช่วยให้ได้รับลมเย็นอย่างต่อเนื่องขณะใช้งาน Android Auto ไม่จำเป็นต้องเปิดแอร์แรงจนเกินไป แค่ตั้งอุณหภูมิให้พอดี ลมเย็นก็จะช่วยลดอุณหภูมิพื้นผิวของสมาร์ทโฟนได้เป็นอย่างดี2. ถอดเคสก่อนออกเดินทางไกล 📱เคสโทรศัพท์เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับใครหลายๆ คน แต่สำหรับการเดินทางไกล การถอดเคสออกอาจเป็นข้อยกเว้นที่คุ้มค่าเคสที่หนา โดยเฉพาะที่ทำจากยางหรือซิลิโคน มักจะกักเก็บความร้อนไว้ภายใน ทำให้สมาร์ทโฟนระบายความร้อนได้ยากขึ้น แม้ว่าอาจจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่ในการใช้งานทั่วไป แต่เมื่อต้องใช้งานหนักอย่าง Android Auto พร้อมกับการเปิดหน้าจอเต็มที่ และทำงานเบื้องหลังต่างๆ ความร้อนสะสมก็จะมากขึ้นตามไปด้วยการถอดเคสออกจะช่วยให้สมาร์ทโฟนระบายความร้อนได้ดีขึ้น เมื่อประกบคู่กับการวางไว้ที่ช่องแอร์ จะช่วยให้สมาร์ทโฟนเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด และเมื่อเครื่องเริ่มอุ่น ก็จะเย็นลงได้เร็วกว่าเดิม3. หลีกเลี่ยงการชาร์จไร้สาย 🔌แม้ว่าการชาร์จไร้สายจะสะดวกสบาย แต่เมื่อใช้งานร่วมกับ Android Auto มันคือตัวเร่งให้สมาร์ทโฟนร้อนเร็วขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อการชาร์จแบบไร้สายนั้นใช้หลักการเหนี่ยวนำ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ก่อให้เกิดความร้อนตามธรรมชาติ ยิ่งเมื่อรวมกับการทำงานของ Android Auto ที่ต้องเชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi, Bluetooth และเครือข่ายเซลลูลาร์แล้ว ก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมสมาร์ทโฟนถึงร้อนและชาร์จช้าการเสียบสายชาร์จโดยตรงจึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า นอกจากจะทำให้การเชื่อมต่อมีความเสถียรและชาร์จได้เร็วกว่าแล้ว ยังช่วยลดแหล่งกำเนิดความร้อนอีกด้วย หากต้องการลดภาระให้สมาร์ทโฟนมากขึ้นไปอีก ลองใช้สาย USB เส้นเดียวกันนี้ในการเชื่อมต่อ Android Auto ไปเลย คุณจะพบว่าการเชื่อมต่อเสถียรขึ้น แบตเตอรี่ลดลงน้อยลง และที่สำคัญคือสมาร์ทโฟนเย็นลงด้วย4. กันสมาร์ทโฟนจากแสงแดดโดยตรง ☀️นี่เป็นข้อที่ชัดเจนที่สุด แต่ก็สำคัญมาก การหลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรงสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม ยิ่งเป็นสมาร์ทโฟนที่กำลังทำงานหนักกับ Android Auto ด้วยแล้ว ยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษแม้ว่าคุณจะเปิดเครื่องปรับอากาศในรถยนต์ แต่แสงแดดที่ส่องกระทบโดยตรงก็สามารถเพิ่มอุณหภูมิพื้นผิวของสมาร์ทโฟนได้อย่างน่าตกใจ ลองสังเกตดูสิครับ แม้จะไม่ได้เปิด Android Auto แต่ถ้าคุณวางโทรศัพท์ไว้บนคอนโซลกลางในวันที่แดดจัด มันก็จะร้อนเร็วมากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ เช่น การถอดเคส การเสียบสายชาร์จ การวางโทรศัพท์ที่ช่องแอร์ และการเอียงหลบแสงแดด สามารถสร้างความแตกต่างอย่างใหญ่หลวงในการจัดการปัญหาความร้อนของสมาร์ทโฟนขณะใช้งาน Android Auto ได้แน่นอนครับ#AndroidAuto #สมาร์ทโฟน #เทคโนโลยีรถยนต์ #เคล็ดลับไอทีhttps://www.xda-developers.com/ways-i-keep-my-phone-cool-while-using-android-auto-on-long-road-trips/
WWW.XDA-DEVELOPERS.COM4 ways I keep my phone cool while using Android Auto on long road trips4 ways I keep my phone cool while using Android Auto on long road trips3 Comments 0 Shares 751 Views 0 Reviews-
ใช้สายชาร์จดีกว่าไร้สาย ประหยัดแบตและไม่ร้อนด้วยใช้สายชาร์จดีกว่าไร้สาย ประหยัดแบตและไม่ร้อนด้วย
-
React
- Reply
- 2026-08-06 15:39:36
-
-
ถอดเคสออก ช่วยให้ระบายความร้อนได้ดีขึ้นเยอะเลยถอดเคสออก ช่วยให้ระบายความร้อนได้ดีขึ้นเยอะเลย
-
React
- Reply
- 2026-08-06 15:39:36
-
-
ติดโทรศัพท์ไว้ที่ช่องแอร์เลย เย็นสบายตลอดทางติดโทรศัพท์ไว้ที่ช่องแอร์เลย เย็นสบายตลอดทาง
-
React
- Reply
- 2026-08-06 15:39:36
-
-